กู่ฉางเซิงเดินออกจากบ้านพักของเฉินิเหลียง
แสงอัสดงยามเย็นทอดยาวทาบเงาบางของร่างชราลงบนพื้น ฝีเท้าของเขายังคงสม่ำเสมอ ไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้า ละม้ายคล้ายศัลยแพทย์ที่เดินออกจากห้องผ่าตัดหลังเย็บปิดาแเรียบร้อย — แม้งานใหญ่จะยังไม่เสร็จสิ้น แต่ธุระที่พึงกระทำในวันนี้ถือว่าลุล่วงแล้ว
'เฉินิเหลียงยอมรับเงื่อนไขง่ายดายเกินไป'ความคิดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเส้นทาง
บุคคลที่มีทั้งทรัพยากรและอำนาจล้นมือระดับนั้น เมื่อยอมหักใจรับเงื่อนไขอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายความว่าเขาประเมินแล้วว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า เขายอมสูญเสียในตอนนี้เพราะมั่นใจว่าจะได้สิ่งตอบแทนกลับคืนมามากกว่าหลายเท่า
แล้วเ้าฉีหยงที่ปักหลักอยู่ในหมู่บ้านนี้พร้อมสมุนกลุ่มใหญ่... ชายผู้นั้นจะยอมล่าถอยไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?
กู่ฉางเซิงรู้คำตอบดีโดยไม่ต้องเอ่ยปากถาม
พลันเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังแว่วมาจากตรอกข้างทาง
กู่ฉางเซิงรับรู้กรวดทรายที่สั่นไหวได้ก่อนจะเห็นตัว เขาหยุดก้าวเท้าลงใจกลางถนนดิน
เ้าฉีหยงเดินนำออกมาจากปากตรอกพร้อมสมุนขนาบข้างสี่คน หัวหน้าลูกน้องคนเดิมที่เคยปะทะคารมกันที่ตลาดเดินนำหน้า ท่าทางคุกคามชัดเจน ย่อมมิใช่การมาเยี่ยมเยียนด้วยไมตรี
ฝุ่นละอองบนถนนยังคงคละคลุ้งบางเบาใต้แสงแดดอุ่นยามเย็น
"ตาแก่กู่" เ้าฉีหยงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงกระด้างไร้แววยินยอมพร้อมใจอย่างที่ควรจะเป็ "ไปเจรจากับท่านเฉินมาแล้ว เป็อย่างไรบ้างเล่า"
กู่ฉางเซิงมิได้ตอบในทันที เขาเพียงจับจ้องใบหน้าของเ้าฉีหยงนิ่ง
แววตาของพ่อค้าพุงพลุ้ยผู้นี้บ่งบอกทุกอย่างแจ่มชัด — มันไม่ใช่ความโกรธขึง แต่คือความเหยียดหยามที่แฝงเร้นด้วยความอำมหิต
ชายผู้นี้รู้ดีว่าเฉินิเหลียงยอมรับข้อเสนอ แต่ตัวเขาหาได้คิดจะปฏิบัติตามไม่
"เจรจาได้ราบรื่นดี" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบสั้น
"ราบรื่นจริงหรือ ข้าล่ะไม่แน่ใจ" เ้าฉีหยงเหยียดยิ้ม ทว่าแววตากลับเย็นเยียบ "แต่ข้าได้ยินมาว่า แกเรียกร้องให้ข้าไสหัวไปจากหมู่บ้านนี้"
"ท่านเฉินรับเงื่อนไขนั้นแล้ว"
"ท่านเฉินน่ะยอมรับ" เ้าฉีหยงพยักหน้ารับ ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า "แต่ข้า... ยังมิได้ยอมรับด้วย"
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันตา ชาวบ้านที่เห็นท่าไม่ดีเริ่มหลบฉากถอยห่างออกไปทีละคน
ฝ่ายตรงข้ามมีห้าคน สมุนสี่รวมตัวเ้าฉีหยงอีกหนึ่ง แม้ทุกคนจะมิได้ชักดาบออกมาโจ่งแจ้ง แต่มือทุกคู่กลับวางนิ่งอยู่ใกล้ตำแหน่งสายคาดเอว
บนถนนดินโล่งกว้างแห่งนี้ ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีทางให้หลบหนี
สังขารนี้เพิ่งผ่านการฝึกปรือโคจรลมปราณมาเพียงสิบวัน แม้ชีพจรจะกระปรี้กระเปร่าขึ้น ทว่ายังห่างไกลจากระดับที่จะเข้าหักหาญกับนักรบห้าคนพร้อมกันตรงๆ
กู่ฉางเซิงยืนหยัดกายตรง ไม้เท้าขอนไม้ที่หลินเต๋อเจี้ยหยิบมาให้ใหม่เมื่อเช้าถูกกุมไว้ในมือขวา มั่นคง
"เ้าฉีหยง" เขาเอ่ยเสียงเรียบชัด ทว่าดังพอที่จะส่งไปถึงชาวบ้านที่แอบดูอยู่ห่างๆ "เ้าย่อมรู้ดีว่ามีนายอำเภอพำนักอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้"
เ้าฉีหยงหาได้สะทกสะท้านไม่ กลับเผยรอยยิ้มหยัน "เว่ยเป้าจงน่ะหรือ? ข้ารู้จักมักคุ้นกับเขาเป็อย่างดี เื่นี้ไม่มีปัญหา"
คำว่า 'ไม่มีปัญหา' ยืนยันข้อกังวลของหลินเต๋อเจี้ยได้เป็อย่างดี ว่าเว่ยเป้าจงผู้นั้นอาจมิใช่มือปราบที่เที่ยงตรงต่อกฎหมายอย่างแท้จริง
"และชาวบ้านอีกสามสิบชีวิตที่กำลังเฝ้ามองอยู่" กู่ฉางเซิงกล่าวสืบต่อ โดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง "พวกเขาก็เป็พยานสายตา"
เ้าฉีหยงชำเลืองมองไปรอบกาย ชาวบ้านหลากคนยังคงยืนจับกลุ่มอยู่ห่างออกไป สายตาทุกคู่จับจ้องมายังจุดนี้
ริมฝีปากของเ้าฉีหยงเม้มแน่นขึ้นเล็กน้อย ทว่ายังไม่มีแววถอยร่น
"ตาแก่" น้ำเสียงของมันต่ำลง คล้ายข่มขวัญ "แกคิดว่าเศษสอยพยานพวกนี้จะช่วยชีวิตแกได้รึ"
"ช่วยไม่ได้" กู่ฉางเซิงตอบตรงไปตรงมา "แต่การลงมือทำร้ายคนแก่กลางถนนหลวงต่อหน้าธารกำนัล ย่อมทำให้ราคาที่เ้าต้องจ่ายในภายหลัง... แพงขึ้นโข"
เ้าฉีหยงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา
มันมิใช่เสียงหัวเราะด้วยความขบขัน แต่เป็เสียงของคนที่คำนวณแล้วว่า ราคาที่ต้องจ่ายนั้นยังถือว่า 'ถูก' เกินกว่าจะใส่ใจ
"จับตัวมันมา!"
สิ้นคำสั่ง หัวหน้าลูกน้องพุ่งทะยานออกมาก่อนเป็คนแรก
เท้าซ้ายถีบส่งจากพื้นดิน ร่างกำยำกระโจนทะยานมาในแนวเฉียง มือขวากางออกหมายจะคว้าคอเสื้อ
กู่ฉางเซิงไม่คิดหลบหนี เขาเบี่ยงกายถอยหลังไปทางซ้ายหนึ่งก้าว
มือขวาของฝ่ายตรงข้ามคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
กู่ฉางเซิงอาศัยโมเมนตัมที่อีกฝ่ายพุ่งผ่าน หมุนกายตามแรง ปลายไม้เท้าขอนไม้ในมือสะบัดกวาดลงกระแทกเข้าที่น่องขาอย่างแม่นยำ
ปึ้ก!
หัวหน้าลูกน้องสะดุดล้มหน้าคะมำ น่องพลันชาหนึบ มันทรุดเข่าซ้ายลงกับพื้นแต่ยังไม่ถึงกับคว่ำ ขบฟันกรอด สะบัดศีรษะหันกลับมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
'โจมตีถูกจุด... แต่ยังไม่แรงพอ สังขารนี้เรี่ยวแรงน้อยเกินไป'
ไม่ปล่อยให้หยุดคิด สมุนคนที่สองวิ่งโอบเข้ามาจากทางขวา
กู่ฉางเซิงเหลือบเห็นแสงตะวันยามบ่ายที่สะท้อนวาบบนบ่าของชายผู้นั้น — ประกายโลหะ มีดสั้นซ่อนอยู่ที่เอว แม้ยังมิได้ชักออกมา แต่มือของมันเอื้อมไปแตะด้ามแล้ว
หากปล่อยให้ถูกล้อมกรอบสี่ทิศ ย่อมจบสิ้น
กู่ฉางเซิงก้าวถอยร่นไปข้างหลังสองก้าวอย่างรวดเร็ว พาแผ่นหลังพุ่งเข้าหาฝาผนังดินของบ้านข้างทาง
เมื่อปิดทางโอบล้อมด้านหลัง ตัวแปรที่เป็อันตรายจึงลดลงไปสองตัว
หัวหน้าลูกน้องหยัดกายลุกขึ้น แม้น่องจะยังชาด้านทว่าดวงตากลับแดงฉานด้วยโทสะ มันรีบก้าวประชิดเข้ามา
สมุนคนที่สองตามติดไม่ห่าง
ส่วนอีกสองคนที่เหลือแยกย้ายกางออกโอบล้อมสองกราบข้าง
สี่คนจากสี่ทิศทาง เื้ัคือผนังดินทึบ
กู่ฉางเซิงยืนนิ่ง สงบจิตใจ รับรู้ถึงกระแสลมปราณในร่างกายที่เริ่มไหลเวียนรวดเร็วขึ้นตามปฏิกิริยาอะดรีนาลิน แม้จะมิได้เอ่อล้น ทว่าก็สูบฉีดเร็วกว่ายามปกติ
หากเป็ร่างชรานี้เมื่อสิบวันก่อน — ย่อมล้มคว่ำลงไปแล้ว
แต่สังขารนี้ในยามนี้ — แม้จะยังเพลี่ยงพล้ำ แต่ไม่ยอมทอดกายลงง่ายๆ เช่นเดิม
หัวหน้าลูกน้องพุ่งเข้าใส่ซ้ำสอง คราวนี้มันเปลี่ยนจากคว้าจับเป็กระแทกหมัดซ้ายตรงทะลวงเข้าหาหน้าท้อง
กู่ฉางเซิงบิดเอวเบี่ยงกายหลบ หมัดหนักเฉียดผ่านสีข้างไปแทนที่จะปะทะส่วนกลาง ทว่าแรงลมปะทะยังคงส่งผลให้การหายใจสะดุดกุกกัก
ก้านไม้เท้าถูกยกขึ้นขัดขวางท่อนแขนของหัวหน้าลูกน้องที่กำลังดึงกลับ ร่างของทั้งสองพัวพันล็อคติดกันอยู่ชั่วอึดใจ
ระยะห่างประชิดจนได้กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นน้ำมันแต่งผมฉุนกึกโชยเข้าจมูก
หัวหน้าลูกน้องโหมแรงกระแทกศีรษะลงมาหมายจะโขกเข้าที่ใบหน้า
กู่ฉางเซิงเอียงศีรษะหลบฉาก หน้าผากหนาของชายร่างกำยำจึงพุ่งเข้ากระแทกผนังดินเื้ัแทน
พลั่ก!
ชายผู้นั้นครางเครือในลำคอ ถอยก้าวออกไปพลางใช้มือกุมหน้าผากที่ขึ้นรอยนูน
กู่ฉางเซิงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาใช้แรงส่งจากผนังดันตัวเองพุ่งเข้าหาช่องว่างที่เปิดออก
ทว่าสมุนคนที่สองกลับก้าวเข้ามาปิดทางขวางไว้ได้ทันท่วงที
ฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อ ดึงกระชากอย่างแรง
กู่ฉางเซิงปล่อยกายหมุนตามแรงดึงนั้นโดยไม่คิดขัดขืน อาศัยแรงเหวี่ยงทวีคูณ ปลายไม้เท้าสะบัดฟาดโครมลงบนข้อมือที่กุมเสื้ออยู่
เปรี้ยง!
ชายผู้นั้นร้องอุทาน นิ้วมือพลันคลายออกโดยแรง
กู่ฉางเซิงพุ่งตัวผ่านช่องว่างที่เพิ่งเปิดกว้าง ก้าวสลับเท้าสามก้าวรวดเร็วเพื่อสลัดหลุดจากวงล้อม
ทว่าเบื้องหน้ายังคงมีขวากหนามอีกสองคน
สมุนคนที่สามยืนดักหน้า มีดสั้นในมือถูกชักออกจากฝักประกายวาววับ
อาวุธมีคมถูกนำมาใช้แล้ว — สถานการณ์แปรเปลี่ยน มิใช่เพียงการข่มขู่สั่งสอนอีกต่อไป
กู่ฉางเซิงหยุดชะงักก้าว
เสียงลมหายใจสั่นกระชั้น อาการาเ็ที่หัวไหล่จากเหตุรุมสกรัมวันก่อนถูกกระทบกระเทือนซ้ำจนเริ่มระบม ่ขาล้าแรงลงเล็กน้อย
ทว่าสายตาของเขามิได้จับจ้องที่คมมีดในมือของสมุนผู้นั้น
สายตาของเขาเพ่งมองไปยังร่องรอยบนใบมีด รับรู้ถึงความผิดปกติบางประการจนต้องนิ่งงัน
กลิ่นอายบางอย่างโชยมาจากปลายมีด — มันไม่ใช่กลิ่นสนิมเหล็กทั่วไป แต่มีกลิ่นหวานอมขมบางเบาเจือปนอยู่ตามร่องหยัก
'ยาพิษ'
กระแสลมปราณในกายสั่นสะท้านขึ้นมาคราหนึ่ง คล้ายสัญญาณเตือนภัยอันตราย
'ยางของดอกเสนียดสกัด... ทาเคลือบไว้ที่ใบมีด หากิัถูกบาดเป็รอยขีดข่วนเพียงนิด พิษย่อมแล่นเข้าสู่กระแสเืทันที'
เ้าฉีหยงยืนกอดอกอยู่เื้ัสมุน สีหน้าเรียบเฉยไร้แววอาทร
มันมิได้้าเพียงแค่จับตัว... แต่้าทำให้ข้าสิ้นฤทธิ์ หรือดับสูญไปเสียเลย
การที่มีเฉินิเหลียงพำนักอยู่ที่นี่ ทำให้มันไม่สามารถลงมือสังหารข้าอย่างโจ่งแจ้งได้ ทว่าหากเป็ยาพิษที่ 'สืบเนื่องจากการตะลุมบอน' ย่อมหาเหตุผลมาอ้างอิงได้ง่ายดายกว่า
กู่ฉางเซิงยืนนิ่ง พยายามคุมลมหายใจให้คงที่สม่ำเสมอ
สมุนคนที่สามสืบเท้าเข้ามา มีดสั้นในมือผงกขึ้นเล็งระดับเอว จังหวะก้าวสั้น มั่นคง และตรงจุด
'มันเป็งาน... มิใช่พวกมือใหม่หัดฆ่า'
กู่ฉางเซิงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สองก้าว
สมุนผู้นั้นรุกคืบเข้ามาในจังหวะสอดประสานกันเด่นชัด
กระทั่งถึงก้าวที่สาม
กู่ฉางเซิงพลันหยุดเท้ากะทันหัน ไม่ถอยสืบต่อ
สมุนคนที่สามยั้งโมเมนตัมของตนไว้ไม่ทัน
คมมีดพุ่งทะลวงเข้ามาตรงหน้า
กู่ฉางเซิงเอี้ยวบิดกายไปทางซ้ายสุดกำลังเท่าที่สังขารชรานี้จะอำนวย ปลายมีดเฉือนผ่านสาบเสื้อทางขวาจนผ้าขาดวิ่น ทว่าหาได้ระคายผิวเนื้อไม่
ระยะห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
ไม้เท้าขอนไม้ในมือหวดสับลงที่ข้อมือของอีกฝ่ายจาก้าอย่างรุนแรง
เพียะ!
สมุนผู้นั้นร้องสั้นๆ มีดหลุดจากมือกระเด็นตกไปบนพื้นดิน
กู่ฉางเซิงก้าวถอยร่นออกมาสองก้าว เสียงหัวใจรัวกระหน่ำทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับไร้ความรู้สึก
รอดพ้นมาได้คราหนึ่ง... ทว่าหากมีผู้ใดถืออาวุธพิษเข้ามาสมทบอีก—
"หยุดมือ"
สุ้มเสียงนั้นหาได้ดังก้อง ทว่ากลับทรงทรงพลังและเปี่ยมด้วยแรงกดดัน
เฉินิเหลียงยืนเด่นอยู่ที่ปากตรอกที่เ้าฉีหยงเพิ่งเดินออกมา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามาถึงั้แ่เมื่อใด มือข้างหนึ่งไพล่อยู่ข้างลำตัว อีกข้างหนึ่งถือพัดที่พับทบไว้อย่างท่วงท่าสบายๆ ทว่าแววตาของเขากลับไม่ฉายแววผ่อนคลายแม้แต่น้อย
สมุนของเ้าฉีหยงทุกคนพลันชะงักนิ่งราวกับถูกสาป
เ้าฉีหยงหันขวับไปมองเฉินิเหลียง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที จากแววตาดูแคลนกลายเป็ความระแวดระวัง
"ท่านเฉิน... ข้าเพียงแค่—"
"ข้าเห็นทุกอย่างแล้ว" เฉินิเหลียงเอ่ยขัดบท เสียงยังคงราบเรียบเท่าเดิม "และข้ารู้ดีว่ามีดเล่มนั้นอาบพิษอันใดอยู่"
มวลอากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งและเงียบงันลงทันตา
ชาวบ้านที่แอบมุงดูอยู่ห่างๆ ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนกาย
เ้าฉีหยงกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง ทว่ากลับไร้คำพูดใดเล็ดลอดออกมา
"ฉีหยง" เฉินิเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อยู่เหนือกว่า "ข้าจ้างเ้าให้ทำงานในฐานะผู้ช่ำชองผืนป่าแห่งนี้ หาได้มอบอำนาจให้เ้าเที่ยวตัดสินว่าผู้ใดควรอยู่หรือควรตายไม่"
"แต่ท่านเฉิน ตาแก่ผู้นี้—"
"ท่านกู่คือบุคคลที่ข้า้าตัว" เฉินิเหลียงเอ่ยตัดบทอีกครา น้ำเสียงมิได้ตวาดขู่ขวัญ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก "หากเ้าคิดอ่านขัดขวางงานของข้าอีกเป็หนที่สอง ข้าคงต้องทบทวนใหม่ว่า เ้ายังคงมีประโยชน์ต่อข้าอยู่หรือไม่"
ประโยคนั้นสั้น กระชับ ตรงจุด และเย็นเยียบเสียจนทำให้ผู้ฟังเกิดความยำเกรงได้มากกว่าการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายหลายเท่านัก
เ้าฉีหยงยืนนิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ สายตาจับจ้องกู่ฉางเซิง สลับกับเฉินิเหลียง แล้วจึงก้มมองพื้นดินคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอยู่ภายในจิตใจ
สุดท้ายมันจึงสะบัดหน้า หันหลังเดินกลับเข้าตรอกไป
กลุ่มสมุนทยอยเดินตามหลังไปทีละคน ชายคนที่ทำมีดหลุดก้มลงเก็บอาวุธของตนขึ้นมาอย่างเงียบเหงาก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไป
เฉินิเหลียงสืบเท้าเข้ามาหากู่ฉางเซิง
สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยขาดบนเสื้อ ยาวร่วมหนึ่งนิ้วเศษที่สีข้างด้านขวา
"าเ็หรือไม่"
"ไม่ระคายผิว" กู่ฉางเซิงตอบ
"ดีแล้ว" เฉินิเหลียงกล่าว ก่อนจะสบตากับชายชราตรงหน้า "ข้าต้องขออภัยที่เกิดเื่ราวเช่นนี้ขึ้น"
กู่ฉางเซิงมองสบตาเขาอยู่ชั่วครู่
"ท่านมาที่นี่... เพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะลงมือ"
"ข้ารู้จักฉีหยงมาแปดปี" เฉินิเหลียงตอบ "คนผู้นี้ไม่เคยยอมรับสิ่งใดง่ายๆ หากคิดว่าตนเองยังมีหนทางอื่นให้เลือกเดิน"
"และหนทางอื่นของมัน ย่อมเป็การกำจัดข้าให้พ้นทาง"
"ถูกต้อง" เฉินิเหลียงยอมรับตรงๆ โดยไม่คิดบิดเบือน "ทว่ายามนี้มันประจักษ์แล้วว่าข้าไม่ยินยอม อย่างไรเสียมันคงต้องล่าถอยไปก่อน"
"เพียงชั่วคราวเท่านั้น"
"เพียงชั่วคราว" เฉินิเหลียงรับคำ "ข้าจะไม่มุสาต่อท่านว่าปัญหาทุกอย่างหมดสิ้นไปแล้ว"
กู่ฉางเซิงจับจ้องบุรุษผมเทาผู้นี้นานแสนนาน
ชายผู้นี้เลือกที่จะกล่าวความจริงตรงๆ ว่าเหตุใดตนจึงกระทำเช่นนั้น หาได้เสแสร้งแกล้งทำเป็ว่าทุกสิ่งราบรื่นดีไม่
คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวย่อมสามารถปั้นแต่งคำลวงได้แเีกว่านี้
"ขอบใจท่านมากที่ช่วยระงับเหตุ" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นในที่สุด
เฉินิเหลียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังทิศทางเดิม
กู่ฉางเซิงยืนสงบนิ่งอยู่ใจกลางถนนอีกครู่หนึ่ง
สายลมเย็นยามบ่ายแก่พัดโชยมาพร้อมกลิ่นควันไฟจากเตาหุงหาอาหารของชาวบ้าน เงาร่างของเขาทอดยาวทาบลงบนผืนดินสีแดง
เ้าฉีหยงยอมถอยไปชั่วคราว เฉินิเหลียงระงับเหตุได้ในวันนี้ ทว่าข้อตกลงลึกล้ำระหว่างคนทั้งสองนั้นข้ายังมิอาจทราบรายละเอียด หากเฉินิเหลียงมีความปรารถนาในต้นเทพสังหารมากพอ ในภายหลังเขาอาจยอมหลับตาข้างหนึ่งให้เ้าฉีหยงลงมือทำบางสิ่งบางอย่างที่ข้าคาดไม่ถึงก็เป็ได้
'ต้องเร่งมือแล้ว'
เขาหันกายกลับมุ่งหน้าสู่กระท่อม ฝีเท้าเริ่มเร่งความเร็วขึ้น
หลินชิงเสวียยืนรอท่าอยู่หน้ากระท่อม สีหน้าของนางบ่งบอกชัดเจนว่าได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดแล้ว
"หนูได้ยินเสียงอึกทึกแว่วมา" นางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหน้า สายตาเลื่อนลงจับจ้องรอยมีดกรีดบนเสื้อ "คมมีดต้องกายหรือไม่"
"ไม่ระคายผิว" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางเดินนำเข้าไปในกระท่อม "ทว่ามีดเล่มนั้นอาบยาพิษ"
หลินชิงเสวียชะงักงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวตามเข้ามา "พิษดอกเสนียดหรือ"
"กลิ่นอายคล้ายคลึงกันยิ่งนัก"
นางทรุดกายลงนั่งข้างโต๊ะเตรียมยา มือเรียวทาบลงบนตำรา สายตาฉายแววครุ่นคิด
"หากมันยังมียาพิษเหลืออยู่ ย่อมหมายความว่าพิษที่ถูกปล่อยลงลำธารก่อนหน้านี้เป็เพียงบางส่วน ยังคงมีคลังพิษหลงเหลืออยู่อีกมาก"
"ถูกต้อง"
"และหากมันนำมาทาเคลือบอาวุธ ย่อมแสดงว่าแผนการแปรเปลี่ยนไปแล้ว มันคงไม่คิดปล่อยพิษลงน้ำอีก" หลินชิงเสวียเอ่ยช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววปราดเปรื่องตามกระบวนการคิดของสมอง "ยามนี้เป้าหมายของมันพุ่งตรงมาที่คุณตาโดยตรง"
กู่ฉางเซิงมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กสาวผู้นี้อายุเพียงสิบห้าปี ทว่าสามารถสรุปสถานการณ์ได้ตรงจุดทุกครั้ง
"เป็เช่นนั้น" เขาเอ่ย "เพราะหากข้าไร้ความสามารถ เฉินิเหลียงย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่จะยื่นมือเข้าคุ้มครองหมู่บ้านแห่งนี้อีกต่อไป"
เหวยเซียงที่นั่งสงบคำอยู่มุมห้องฟ้งเื่ราวมาโดยตลอด สีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมลง
"ท่านกู่" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา "หากเรากระจายข่าวเื่ที่เ้าฉีหยงลอบปล่อยพิษในแหล่งน้ำ ชาวบ้านจะรวมตัวกันลุกฮือขึ้นจัดการมันได้หรือไม่"
"อาจทำได้ ทว่าหากเ้าฉีหยงมีกลุ่มสมุนติดอาวุธครบมือ ย่อมต้องมีผู้าเ็ล้มตายมากกว่าเดิม" กู่ฉางเซิงวิเคราะห์ "และตราบใดที่เฉินิเหลียงยังคงอยู่ที่นี่ เื่ราวอาจบานปลายจนเกินควบคุม"
ภายในห้องพลันตกสู่ความเงียบงันอีกครา
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นเดินไปยังชั้นวางสมุนไพร หยิบใบเซียนเหิงเช่าที่หลงเหลืออยู่สองสามใบออกมา
"มีธุระสำคัญที่ต้องกระทำก่อน" เขาเอ่ย "ก่อนที่จะคิดอ่านเื่ของเ้าฉีหยง"
รุ่งเช้าวันถัดมา กู่ฉางเซิงตื่นจากการจำศีลเร็วกว่าปกติ
วันนี้นิมิตหมายมิได้นำพาเขาไปยังลำธาร ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเขานั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ภายในกระท่อม นำพากระแสพลังงานที่สะสมมาตลอดสิบวันให้โคจรไปตามเส้นชีพจรของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มีบางสิ่งบางอย่างที่เขาตรวจพบั้แ่คืนที่สี่ — เส้นชีพจรสายไตที่ได้รับการซ่อมแซมทีละน้อย เริ่มส่งสัญญาณตอบสนองที่แตกต่างไปจากเดิม ประหนึ่งท่อน้ำที่ได้รับการล้างทำความสะอาดจนสิ่งอุดตันหมดสิ้น กระแสน้ำจึงไหลเวียนได้คล่องตัวยิ่งขึ้น
ทว่ามันยังห่างไกลจากระดับที่เขาตั้งเป้าไว้
สูตรโอสถคืนวัยในห้วงความคิดยังคง้าปัจจัยที่ทรงพลังมากกว่านี้
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้นทอดสายตามองเพดานฟาง
'สายเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง เซลล์ที่เสื่อมสภาพ อวัยวะที่ชำรุดทรุดโทรม — หากสามารถใช้กระแสลมปราณเป็ตัวนำพาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพริญญาเข้าสู่เซลล์โดยตรง แทนที่จะปล่อยให้ดูดซึมตามกลไกปกติ ประสิทธิภาพย่อมเพิ่มพูนขึ้นอีกกี่เท่าทวีคูณ?'
'และหากต้นเทพสังหารมีสารสกัดที่สามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรส (telomerase)...'
ความคิดนั้นพลันหยุดชะงักลงชั่วคราว
ยังเร็วเกินไป ยามนี้ยังคงขาดแคลนส่วนผสมสำคัญอีกหลายแขนง
ทว่าในวันนี้... อาจได้วัตถุดิบชิ้นสำคัญมา
กู่ฉางเซิงเดินทางไปพบเฉินิเหลียงใน่สายของวัน
ครานี้หาได้มีการเทียบเชิญล่วงหน้า ทว่าสมุนที่เฝ้าประตูระวังภัยก็มิได้ขัดขวาง ยอมพยักหน้าเปิดทางให้ผ่านเข้าไปแต่โดยดี
เฉินิเหลียงกำลังนั่งตรวจดูม้วนเอกสารอยู่บนโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นกู่ฉางเซิงก้าวเข้ามา โดยไม่แสดงสีหน้าประหลาดใจอันใด
"นั่งก่อนสิ"
กู่ฉางเซิงทรุดตัวลงนั่ง และเป็ฝ่ายเปิดประเด็นก่อนโดยไม่รีรอ
"ข้า้าเข้าถึงตัวต้นเทพสังหาร มิใช่เพียงแค่พึ่งพาน้ำในลำธาร"
เฉินิเหลียงวางเอกสารในมือลง "ข้าคิดว่าท่านย่อมตระหนักดีว่ามันอันตรายเพียงใด"
"ข้ารู้ดี" กู่ฉางเซิงเอ่ย "ทว่าหากปรารถนาจะสกัดสารออกฤทธิ์ที่มีความบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด ย่อมต้องเข้าประชิดตัวต้น ต้องัักับกระแสพลังงานโดยตรง และต้องรู้วิธีรับมือเพื่อมิให้ร่างกายต้องพังทลายลง"
"ท่านกู่มีวิถีทางเช่นนั้นแล้วหรือ"
"กำลังคิดค้น" กู่ฉางเซิงกล่าวตรงไปตรงมาโดยไม่ปิดบัง "ทว่ายัง้าเวลา และ้าสิ่งหนึ่ง"
"ลองว่ามา"
"ใบสดจากต้นเทพสังหาร จำนวนสามใบ"
เฉินิเหลียงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง "ท่านย่อมรู้ดีว่าใบสดนั้นเปี่ยมด้วยอันตรายร้ายแรงกว่าใบร่วงหล่นหลายเท่านัก"
"ข้ารู้" กู่ฉางเซิงเอ่ย "ทว่าข้า้าความเข้มข้นระดับสูงสุดเพื่อนำมาทดสอบตัวยา มิใช่เพื่อนำไปใช้ในทันที"
"แล้วผู้ใดจะเป็คนเข้าไปเก็บ"
"ตัวข้าเอง"
เฉินิเหลียงจับจ้องชายชราตรงหน้าด้วยสายตาที่มองคนเสียสติ ทว่ายังคงไว้ด้วยความสุภาพ
"ท่านกู่ย่อมรู้ดีว่าระดับลมปราณของท่านในยามนี้เป็เช่นไร หากก้าวล้ำเข้าไปในรัศมีสองก้าวโดยไร้สิ่งป้องกัน—"
"ข้ารู้ดีว่าตนเองกำลังกระทำสิ่งใดอยู่" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดบท "ท่านสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีคนของเ้าฉีหยงเข้ามาขัดขวางระหว่างทาง"
เฉินิเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
"ข้าจะร่วมเดินทางไปด้วยตนเอง"
"ท่านยังคงมีอาการป่วยไข้"
"ข้ารู้ตัวดี" เฉินิเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "ทว่าหากมีข้ายืนหยัดอยู่ที่นั่น ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือขัดขวาง"
กู่ฉางเซิงมองบุรุษผมเทาผู้นี้นานแสนนาน
ผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายกัดกินและตระหนักรู้ถึงวาระของตน ทว่ายังคงเสนอตัวก้าวเข้าสู่ผืนป่าอันตราย — นั่นคือความสิ้นหวังในระดับที่พร้อมจะหยิบยื่นชีวิตเดิมพันกับทุกสิ่ง
"ตกลง" เขาเอ่ย "ทว่าท่านต้องยืนอยู่ห่างจากต้นสิบก้าว มิอาจล้ำเส้นไปมากกว่านั้น"
เฉินิเหลียงพยักหน้ารับคำ
พวกเขาร่วมออกเดินทางในเช้าวันเดียวกันนั้นเอง
คณะเดินทางประกอบด้วย กู่ฉางเซิง เฉินิเหลียง และหลินชิงเสวียที่ยืนกรานจะติดตามมาด้วย — นางให้เหตุผลว่าตนเองคือผู้ที่ช่ำชองเส้นทางป่าแถบนั้นดีที่สุด ซึ่งกู่ฉางเซิงก็มิได้ทัดทานเพราะมันคือความจริง
หลินเต๋อเจี้ยพยายามเอ่ยห้ามปรามบุตรสาวให้อยู่เฝ้าเรือน ทว่าหลินชิงเสวียกลับมองบิดาด้วยสายตาแน่วแน่ จนชายวัยห้าสิบต้องยอมถอยออกไปโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
ส่วนเหวยเซียงได้รับมอบหมายให้เฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่กระท่อม
ผืนป่าทิศเหนือยามเช้าตรู่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากยามบ่ายมหาศาล
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณสาดส่องกรองผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็ลำแสง กลิ่นอายดินชื้นโชยเข้มข้น สายหมอกบางเบาลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามพื้นป่า เสียงสัตว์น้อยใหญ่ยังคงส่งเสียงร้องระงม
ทว่ายิ่งสืบเท้าลึกเข้าไปเท่าใด เสียงสิ่งมีชีวิตรอบกายก็เริ่มแ่เบาลงเรื่อยๆ
เฉินิเหลียงก้าวตามหลังหลินชิงเสวียที่ทำหน้าที่นำทาง ท่วงท่าของเขาสงบเยือกเย็น ทว่ากู่ฉางเซิงกลับสังเกตเห็นว่าชายผมเทาเริ่มมีจังหวะหายใจที่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย ฝีเท้าแต่ละก้าวแฝงความระมัดระวังกว่ายามปกติ
เขารับรู้ถึงกระแสพลังงานลึกลับของต้นไม้จำพวกนั้นได้ดีกว่าข้าในระยะห่างที่เท่ากัน เนื่องจากเขามีรากฐานลมปราณที่เข้มข้นกว่า — มันจึงสูบดึงพลังชีวิตของเขาออกไปรวดเร็วยิ่งกว่า
"หยุดรอตรงนี้" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดขึ้น
เฉินิเหลียงหยุดเท้าลงในทันที
ยามนี้พวกเขาอยู่ห่างจากต้นเทพสังหารราวๆ ยี่สิบก้าว เผยให้เห็นลำต้นสีเทาเงินเด่นตระหง่านผ่านซอกหลืบกิ่งไม้
"ท่านเฉินโปรดรออยู่ที่นี่ก่อน" กู่ฉางเซิงสำทับ "ชิงเสวีย... เ้าอยู่ดูแลท่านเฉิน"
"แต่ว่า—" เด็กสาวเริ่มประท้วง
"อยู่กับท่านเฉิน" กู่ฉางเซิงเอ่ยซ้ำ น้ำเสียงมิได้เกรี้ยวกราด ทว่าเด็ดขาดจนมิอาจโต้แย้ง "หากข้าเกิดหมดสติไป ท่านเฉินต้องนำพากำลังออกจากป่าแห่งนี้ทันที และเ้าต้องเป็ผู้นำทาง"
หลินชิงเสวียนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
"เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ยาหอมที่ท่านพ่อจัดเตรียมไว้มีฤทธิ์คุ้มครองเพียงแค่นั้น"
"ข้ารู้แล้ว" กู่ฉางเซิงหยิบขวดยาหอมขึ้นมาสูดดมคราหนึ่ง ก่อนจะเก็บเข้าที่ "หากข้ายังไม่กลับออกมาภายในครึ่งชั่วโมง พวกเ้าไม่ต้องรอ"
เขาขยับกาย สืบเท้าก้าวเดินเข้าไปเพียงลำพัง
ระยะสิบห้าก้าว... แรงกดดันมหาศาลเริ่มจุกอยู่ที่ทรวงอก
ระยะสิบก้าว... แรงกดทับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ระยะแปดก้าว... ปอดเริ่มทำงานหนักหน่วงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กู่ฉางเซิงหยุดก้าวเท้าที่ระยะแปดก้าว ยืนนิ่งสงบ ปรับแต่งจังหวะการหายใจ
กระแสลมปราณในสังขารนี้หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำมาสิบวัน เปลี่ยนแปรไปจากวันแรกเริ่มมหาศาล ทว่ายังคงไม่เพียงพอ
จำเป็ต้องใช้วิถีทางอื่นเข้าช่วย
ชายชราหลับตาลง
เขาเริ่มกระทำวิถีทางเดียวกับที่ใช้ฝึกลำธารทุกค่ำคืน ทว่าครานี้หาใช่การสูบดึงพลังงานจากสายน้ำ หากแต่เป็การกระทำในทิศทางตรงกันข้าม
เขาเลือกที่จะปล่อยกระแสพลังงานของตนเองออกไปก่อน
ประหนึ่งการต่อสายดินเพื่อระบายประจุไฟก่อนจะัักับกระแสไฟแรงสูง — ปล่อยให้ลมปราณส่วนหนึ่งไหลเวียนออกไปเพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อ แทนที่จะตั้งรับแรงปะทะที่ทะลักเข้ามาทลายร่าง
ผลลัพธ์ที่ได้มิใช่การกางม่านกั้นขวาง แต่คือการหลอมรวมสร้างสมดุล
แรงบีบคั้นที่สรวงอกยังคงอยู่ ทว่าความหนักหน่วงลดทอนลงไปเล็กน้อย
กู่ฉางเซิงสืบเท้าคืบหน้าต่อไปอีกสามก้าว
จนถึงระยะห้าก้าว
แรงกดดันพุ่งทะยานขึ้นฉับพลัน ทว่าไม่รุนแรงเท่าคราแรก เขาเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อรองรับ ถอนลมหายใจออกช้าๆ
'วิถีนี้ได้ผล... สังขารนี้ยังคงทนทานได้'
ก้าวต่อไปอีกสองก้าว
จนกระทั่งเหลือระยะเพียงสามก้าว
ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านเบาๆ ทว่ามิใช่เพราะความหวาดกลัว มันคือกระแสพลังงานจากต้นไม้เทวะที่เข้าปะทะกับลมปราณของเขาตรงๆ ประหนึ่งเกลียวคลื่นสองระลอกที่พุ่งเข้าหักหาญกัน
กู่ฉางเซิงยืนหยัดนิ่งที่ระยะสามก้าว เปิดรับััพลังงานนั้นอย่างเต็มกำลัง
มันเข้มข้นดุดันยิ่งนัก ทว่ามิใช่พลังงานทำลายล้าง — มันคือพลังงานแห่งชีวิต หาใช่พลังแห่งความตาย เหตุที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยเป็เพราะปริมาณที่เอ่อล้นเกินกว่าที่ร่างกายจะรองรับได้โดยไร้วิธีการจัดสรร
ละม้ายคล้ายก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์ร้อยส่วน — แม้เป็ประโยชน์ต่อร่างกาย ทว่าหากสูดดมเข้าสู่ปอดโดยตรงนานเกินไป ย่อมกลายเป็พิษร้าย
เขาทอดสายตามองต้นเทพสังหารในระยะประชิด
ใบไม้สีเขียวเข้มอมม่วงที่บริเวณขอบ รูปทรงยาวรีปลายแหลม ผิวััมันวาวราวกับถูกเคลือบเงา กิ่งก้านล่างสุดห้อยย้อยลงมาอยู่ในระดับที่สามารถเอื้อมมือคว้าถึง
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไป
'ห้าวินาที... มีเวลาไม่เกินนั้น'
ฝ่ามือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาแตะััลงบนผิวใบ
ในวินาทีนั้นเอง กระแสพลังงานมหาศาลพลันทะลักทลายเข้ามาตามผิวััทันที
มันมิใช่ความเ็ปทุรนทุราย ทว่ากลับเป็มวลความร้อนสายหนึ่งที่พุ่งทะยานขึ้นมาตามท่อนแขนจนถึงหัวไหล่ ทรวงอกพลันอึดอัด ปอดบีบตัวจนแทบไม่อาจสูดอากาศเข้าขั้ว
กู่ฉางเซิงโคจรลมปราณขึ้นมาต้านทาน สร้างดุลยภาพระหว่างพลังงานที่ทะลักเข้ากับพลังงานที่ตนปลดปล่อยออกไป
วินาทีที่หนึ่ง...
วินาทีที่สอง...
วินาทีที่สาม — มือหนากระชากใบสดออกมาได้หนึ่งใบ
วินาทีที่สี่ — ใบที่สองถูกปลิดออก
วินาทีที่ห้า — ใบที่สามหลุดจากกิ่ง
เขาฉุดกายถอยร่นออกมาในทันที
สามก้าว... ห้าก้าว... สิบก้าว...
กู่ฉางเซิงหยุดยืน ผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด ฝ่ามือที่โอบอุ้มใบสดทั้งสามใบสั่นระริกเล็กน้อย
กระแสพลังที่ซึมซาบเข้ามาตามผิวเนื้อยังคงวิ่งพล่านอยู่ในท่อนแขน ร้อนรุ่มทว่ามิใช่ความเ็ป ถึงกระนั้นก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดมิใช่น้อย
เขาคลี่ห่อผ้าพิเศษที่จัดเตรียมมา มันทำจากใบไม้แห้งหนาหลายชั้นที่มีคุณสมบัติกักกั้นกระแสลมปราณ ก่อนจะจัดวางใบสดทั้งสามลงไปอย่างระมัดระวัง
'เก็บกู้สำเร็จ'
เขาหันกายกลับคืนสู่เส้นทางเดิม
เฉินิเหลียงและหลินชิงเสวียยืนรอท่าอยู่ด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นกู่ฉางเซิงเดินก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น คนทั้งสองต่างผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หลินชิงเสวียรีบวิ่งเข้ามาหา "สำเร็จหรือไม่"
"สำเร็จ" กู่ฉางเซิงยื่นห่อผ้าให้นาง "ระวังให้ดี อย่าเพิ่งแกะออกจนกว่าจะถึงที่หมาย"
เฉินิเหลียงจับจ้องผ้าห่อนั้น แววตาของเขาที่มองมายังชายชราในยามนี้มีบางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไป ยากจะอธิบายเป็ถ้อยคำ
"ท่านกู่" เขาเอ่ยเสียงแ่ "สามารถเดินออกจากรัศมีสามก้าวของต้นไม้นั้นโดยไม่ล้มคว่ำ — ั้แ่เกิดมาข้ายยังไม่เคยพบเห็นผู้ใดกระทำได้มาก่อนเลย"
กู่ฉางเซิงมิได้เอ่ยตอบ เขาเพียงเดินนำทางมุ่งหน้ากลับคืนสู่หมู่บ้าน
คณะเดินทางกลับมาถึงกระท่อมยามบ่ายแก่
กู่ฉางเซิงวางผ้าห่อสมุนไพรลงบนโต๊ะ ฝ่ามือยังคงมีอาการสั่นเทาเล็กน้อย มวลความร้อนในท่อนแขนเริ่มจางหายไปทีละนิด
หลินชิงเสวียนำน้ำต้มสุกมาอุ่นให้ดื่ม นางมิได้เอ่ยปากซักไซ้หรือตั้งคำถามอันใด เพียงแต่ทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบเชียบ
เขาดื่มน้ำลงคอ รู้สึกเบาสบายกายขึ้นมาก
"ต้องเร่งลงมือ" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางวางถ้วยชาลง "ใบสดเช่นนี้เก็บรักษาไว้ได้ไม่เกินสองวัน หลังจากนั้นกระแสพลังงานภายในจะเสื่อมสลาย"
"ท่านตาจะปรุงเป็สิ่งใด"
"สารสกัดที่ต้องอาศัยกระแสลมปราณเป็ตัวนำพาเข้าสู่ชีพจรของร่างกายโดยตรง" กู่ฉางเซิงกล่าวพลางเริ่มจัดเตรียมเครื่องมือ "มิใช่ยารับประทานหรือยาทาภายนอกทั่วไป ทว่าคือโอสถที่ต้องใช้ควบคู่กับการฝึกลมปราณบำเพ็ญภาวนา"
"ละม้ายคล้ายที่คุณตาปฏิบัติที่ลำธารอย่างนั้นหรือ"
"คล้ายคลึงกัน ทว่ามีความเข้มข้นกว่าหลายเท่า" กู่ฉางเซิงหยิบหม้อหินขึ้นมา "ชิงเสวีย... จัดเตรียมน้ำต้มสุกหนึ่งกระทะ และสมุนไพรทั้งสี่ชนิดตามที่ข้าเคยบอกกล่าวไว้"
เด็กสาวพยักหน้ารับคำ แล้วรีบปลีกตัวไปจัดการทันที
กระบวนการรังสรรค์ตัวยาใช้เวลายาวนานร่วมสามชั่วโมง
กู่ฉางเซิงลงมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน ทว่าไร้ซึ่งความชักช้า ฝ่ามือเคลื่อนไหวตามคำสั่งของสมองอย่างแม่นยำ — ต้มเคี่ยวสมุนไพรทั้งสี่ชนิดในอัตราส่วนที่คำนวณไว้จนได้สารสกัดข้นคลัก จากนั้นจึงค่อยๆ คลี่ผ้าห่อใบสดทั้งสามใบออก
ทันทีที่ผ้าห่อถูกเปิดออก กลิ่นอายเฉพาะตัวพลันอบอวลไปทั่ว — มันมิใช่ความหอมรัญจวนใจทั่วไป ทว่าแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำของวัตถุที่มีพลังงานหนาแน่นอยู่ภายใน
หลินชิงเสวียที่นั่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่สูดดมกลิ่นเบาๆ ก่อนจะเบี่ยงกายถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
กู่ฉางเซิงลงมือหั่นใบสดอย่างระมัดระวัง ละเอียดลออ จากนั้นจึงโปรยลงสู่สารสกัดที่ยังคงรักษาระดับความอุ่นไว้ ในอุณหภูมิที่แม่นยำเพื่อให้สารออกฤทธิ์ผสานรวมตัวกันโดยไม่บุบสลาย
เขารอคอยเวลาอีกสิบห้านาที
ก่อนจะทำการกรองกากออกจนหมดสิ้น
ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือของเหลวสีเขียวเข้มข้นขุ่น ปริมาณน้อยนิด ไม่ถึงสองช้อนโต๊ะด้วยซ้ำ
หลินชิงเสวียจ้องมองขวดดินเผาใบจิ๋วที่กู่ฉางเซิงเทของเหลวสายนั้นลงไป
"มีปริมาณเพียงเท่านี้เองหรือ"
"เพียงพอแล้วสำหรับขั้นแรกเริ่ม" กู่ฉางเซิงปิดจุกขวด วางลงอย่างทะนุถนอม "โอสถชนิดนี้หาได้เน้นย้ำที่ปริมาณอันมากมี หากแต่เน้นย้ำที่ความบริสุทธิ์และการใช้ให้ถูกจังหวะ"
"แล้วจะนำไปใช้กับผู้ใด"
กู่ฉางเซิงจับจ้องขวดดินเผาใบจิ๋วนั้นอยู่ชั่วอึดใจ
"ตัวข้าเอง" เขาตอบ
หลินชิงเสวียพลันกายแข็งทื่อ
"คุณตาจะนำชีวิตตนเองมาเป็ตัวทดลองอย่างนั้นหรือ"
"ไม่มีผู้ใดในที่แห่งนี้ที่จะล่วงรู้วิธีการใช้งานมันได้อย่างถูกต้องแม่นยำเท่าข้าอีกแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยความจริง "หากนำไปใช้กับเฉินิเหลียงโดยที่ข้ายังไม่มั่นใจในอัตราส่วนที่แน่นอน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ย่อมอันตรายถึงชีวิต"
"แล้วหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นกับตัวคุณตาเล่า"
"ข้าก็ต้องเผชิญกับอันตรายเช่นกัน" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบๆ "ทว่าข้ารู้จักสภาพร่างกายของตนเองดีที่สุด และหากเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย ข้ายังพอมีวิถีทางจัดการกับตนเองได้"
หลินชิงเสวียจับจ้องมองเขาเนิ่นนาน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นฉายแววบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าความห่วงใยธรรมดา
"หนูจะอยู่เฝ้าที่นี่ด้วย" น้ำเสียงของนางเด็ดเดี่ยว มิใช่การขออนุญาต
กู่ฉางเซิงตั้งท่าจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่ากลับยั้งคำพูดไว้ได้ทัน
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ บุคคลที่อยู่ข้างกายย่อมต้องรับรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร
"อยู่ได้" เขาเอ่ย "ทว่าจำคำข้าไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ห้ามแตะต้องกายข้าโดยเด็ดขาด หากข้ามีอาการสั่นเทาหรือหมดสติไป ให้ทำเพียงแค่เฝ้ารอ ห้ามเข้ามาเขย่าตัวหรือสาดน้ำใส่เป็อันขาด"
หลินชิงเสวียพยักหน้ารับคำ มั่นคง
กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิใจกลางกระท่อม
หลินชิงเสวียขยับไปนั่งสงบคำอยู่มุมห้อง ไม่ส่งเสียงรบกวน
เขาเอื้อมมือหยิบขวดดินเผาใบจิ๋วขึ้นมา เปิดจุกออก
กลิ่นอายที่ลอยล่องออกมาส่งผลให้ประสาทััตื่นตัวขึ้นในทันใด — มันมิใช่กลิ่นฉุนกึก ทว่าแฝงไว้ด้วยมวลอันหนักหน่วง กระแสลมปราณภายในกายตอบสนองแปรปรวน ประหนึ่งเข็มทิศที่ได้รับสัญญาณแม่เหล็กแรงสูง
กู่ฉางเซิงใช้ปลายนิ้วแตะของเหลวจากปากขวด แล้วนำมาป้ายลงบนจุดตันเถียนบริเวณหน้าท้อง
เขาเลือกที่จะไม่ดื่มกิน ทว่าให้ซึมซาบผ่านทางิัแทน
เนื่องจากเส้นชีพจรบริเวณหน้าท้องเป็จุดเชื่อมต่อโดยตรงสู่เส้นชีพจรสำคัญสายอื่นๆ ทั่วทั้งร่าง
ในวินาทีนั้นเอง...
มวลความร้อนจากปลายนิ้วซึมลึกผ่านชั้นิั ทะลวงลงสู่ช่องท้อง และแผ่ขยายออกไปตามแนวเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งน้ำร้อนเดือดปุดที่ถูกเทลงสู่ท่อน้ำที่เย็นจัด
กู่ฉางเซิงสูดลมหายใจเข้าลึก และกักกลั้นไว้
ความร้อนรุ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
'ยังทนทานได้... ยังคงอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้'
เส้นชีพจรสายไตที่ผ่านการบำรุงซ่อมแซมมาตลอดสิบวัน ยามนี้ได้รับกระแสพลังงานที่เข้มข้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า
ละม้ายคล้ายกล้ามเนื้อที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาสิบวัน และได้รับสารอาหารโปรตีนบริสุทธิ์เข้าบำรุงเต็มพิกัดเป็คราแรก
กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกซึ้งเกินกว่าประสาทััของคนทั่วไป ประหนึ่งกำลังเฝ้าฟังเสียงการทำงานของกลไกในร่างกายท่ามกลางห้องที่เงียบสงัดไร้สรรพเสียง
เส้นชีพจรสายไต — เปิดรับพลังงาน และกำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่
เส้นชีพจรสายปอด — กำลังขยายตัว ความจุเพิ่มพูนขึ้น
เซลล์ที่เคยเสื่อมสภาพ — แม้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลลัพธ์ ทว่าเริ่มมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในระดับที่เล็กละเอียดอ่อน
เวลาผ่านพ้นไปราวห้านาที
กู่ฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
หลินชิงเสวียทอดสายตามองมาในทันที สีหน้าของนางฉายแววประเมินสถานการณ์
"เป็อย่างไรบ้าง"
กู่ฉางเซิงปิดจุกขวด วางลงอย่างแ่เบา ก่อนจะยกฝ่ามือของตนขึ้นมาตรวจดู
ิัที่เหี่ยวย่นตามวัยยังคงปรากฏ เส้นเอ็นที่ปูดนูนยังคงเด่นชัด
ทว่า... กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แม้ยามนี้จะยังสังเกตเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า ทว่าตัวข้ารับรู้ได้อย่างแจ่มชัด
"ผลลัพธ์... ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้" เขาตอบ
ตกค่ำคืนวันนั้น
กู่ฉางเซิงเดินทางไปยังลำธารตามความเคยชิน ทว่าคืนนี้เขานั่งพำนักอยู่เพียงไม่นาน
เนื่องจากกระแสลมปราณภายในกายหลังจากได้รับสารสกัดจากต้นเทพสังหาร เริ่มทำงานในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม มันไม่้าพลังงานเสริมจากสายน้ำในค่ำคืนนี้อีก ทว่ากำลังจัดระเบียบและปรับสมดุลภายในตนเอง
กู่ฉางเซิงนั่งฟังเสียงกระแสน้ำไหลเอื่อย ทอดสายตามองท้องนภาที่พราวพรายไปด้วยหมู่ดาว
สิบเอ็ดวันนับจากวันแรกเริ่ม สังขารนี้แปรเปลี่ยนไปบ้างแล้ว แม้จะยังไม่มากพอให้ผู้อื่นสังเกตเห็น ทว่ามากพอให้ตัวเขาตระหนักรู้
สูตรโอสถคืนวัยที่วางโครงสร้างไว้ในสมอง ยังคง้าเวลา ยังคงขาดแคลนวัตถุดิบอีกหลากชนิด และยังคงต้องผ่านการเคี่ยวกรำฝึกปรือที่มากกว่านี้
ทว่าก้าวแรกเริ่ม... ได้ถูกเหยียบย่างลงไปแล้ว
เขาก้มมองสายน้ำที่ไหลผ่าน เบื้องล่างสะท้อนภาพดวงดาวเป็ประกายจุดเล็กๆ ระยิบระยับ
เ้าฉีหยงยังคงปักหลักอยู่ในหมู่บ้าน เฉินิเหลียงยังคงเฝ้ารอคอยคำตอบ นายอำเภอเว่ยเป้าจงยังคงเป็ตัวแปรที่ไม่อาจไว้วางใจ และผู้ป่วยทั้งสามรายยังคงไม่หายขาดจากโรค
ภารกิจที่ยังคั่งค้างอยู่มีมากมายเหลือคณานับ
ทว่าในวันนี้ ข้าได้กระทำสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดลุล่วงแล้ว
กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้า
ก้าวแรกของการหวนคืนสู่วัยเยาว์เสร็จสิ้นลงแล้ว
และก้าวถัดไป... ย่อมต้องทวีความยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
เขาเดินก้าวกลับคืนสู่กระท่อมท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล ฝีเท้าแต่ละก้าวยังคงสม่ำเสมอ ไม่รีบร้อน และไม่เชื่องช้า
ทว่าภายใต้เงามืดของถนนดินแห่งนั้น หากมีผู้ใดเฝ้าสังเกตอย่างถี่ถ้วน ย่อมต้องตระหนกใจ
ชายชราผู้นี้... เดินเหินกายตรงสง่างามกว่าเมื่อสิบเอ็ดวันก่อนเป็ไหนๆ