
รุ่งเช้าพระราชธิดาวิสาณีเสด็จพร้อมมหาอำมาตย์วิษณุยันเพื่อเข้าเฝ้าพระเ้าฤทธิเทวาพระเ้าผู้ครองเมืองปตานีณ ท้องพระโรง การเสด็จมาเยือนครั้งนี้เป็ที่ปิติยินดีแก่องค์าาและพระมเหสีโปรดให้จัดคณะนำพระราชธิดาชมเมืองเก่าปตานี มีนางสุชีราบุตรสาวขุนพลสิงหลเป็ผู้ดูแลส่วนการเตรียมรับเสด็จพระเ้านครศรีธรรมราชโปรดให้มหาอำมาตย์วิษณุยันทบทวนพิธีการกับมหาอำมาตย์วาสุธีต่อเบื้องพระพักตร์
ครั้นพระราชธิดาวิสาณีเสด็จออกจากท้องพระโรงพร้อมนางข้าหลวงแล้วทรงพบขบวนนำชมเมืองเก่าอยู่ด้านนอก มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยร่างสูงสมส่วนผู้หนึ่งยืนเด่นรออยู่หน้าขบวนนางแต่งกายประดับยศเทียบเท่าราชนิกูลของวังปตานี
“ขอเดชะ เกล้ากระหม่อมฉัน สุชีราบุตรีท่านขุนพลสิงหลขอกราบถวายบังคมพระราชธิดาแห่งเมืองนครศรีธรรมราช เพคะ” กราบทูลขณะนั่งลงพนมมือก้มกราบพระองค์หญิงด้วยกิริยางดงาม
พระธิดาทรงรีบสาวพระบาทเข้าไปฉุดรั้งนางขึ้นมา“ท่านอย่าได้กระทำดังนี้ต่อเราเลย ต่อไปวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจต้องเป็ฝ่ายกราบไหว้ท่านแล้ว”
“พระองค์ทรงทราบเื่การถวายตัวของเกล้ากระหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ”
“ท่านมหาอำมาตย์วิษณุยันได้กราบทูลเราแล้วเราขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ท่านนั้นมีบุญนักอยู่ถึงปตานีแต่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าให้เป็พระสนมองค์พระเ้าเหนือหัวกรุงอโยธยา..กำหนดเดินทางไปถวายตัวเมื่อใดหรือ”
“วันขึ้น ๑๓ ค่ำที่จะถึงเพคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็อีก ๕ วัน ดีแล้วจะได้อยู่ชมดูพี่ชายของท่านแสดงฝีมือเข้าร่วมคัดเลือกเป็ขุนพลนักษัตรเมืองปตานี”
“เพคะ”
นางสุชีราเป็บุตรีของขุนพลสิงหลขุนพลใหญ่แห่งเมืองปตานีมีพี่ชายคือสิงขรขุนทหารราชองครักษ์ นางเป็หญิงสาวสวยและเฉลียวฉลาดครั้นพระเ้าฤทธิเทวามีพระราชประสงค์จะผูกพระทัยพระเ้ากรุงอโยธยา ทรงตระหนักถึงน้ำพระทัยของพระเ้าเหนือหัวซึ่งโปรดการรบการทหารจึงได้ขอนางสุชีราจากท่านขุนพลใหญ่เพื่อนำไปถวายทั้งท่านขุนพลและตัวนางเองก็มิได้ขัดข้องจึงโปรดให้แต่งราชทูตไปเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพร้อมรูปวาดของนางจะด้วยเพราะสายเืขุนทหารใหญ่หรือเพราะรูปโฉมที่งดงามของนางทำให้องค์กษัตริย์อโยธยาโปรดให้รับตัวนางเพื่อแต่งตั้งเป็พระสนมรอโปรดเกล้าออกพระนามในวันถวายตัว
เื่นี้สร้างความปิติแก่พระเ้าปตานีเป็ล้นพ้นถึงกับโปรดให้ตราธรรมเนียมปฏิบัติต่อนางสุชีราเสมอด้วยราชนิกูลพระองค์หนึ่งของราชวงศ์แห่งนครปตานี
พระองค์หญิงทรงปฏิสันถารด้วยนางสุชีราเป็ที่ถูกพระอัธยาศัยประทับวอคนละหลังเคียงข้างกันไปจนถึงประตูวังด้านทิศใต้ ด้านข้างประตูเมืองปรากฏร่างเ้าทิพยืนม้ารออยู่
“เราจะให้เ้าทิพไปชมเมืองร่วมกับเราด้วยท่านคงไม่ลำบากใจกระมัง” พระธิดารับสั่งขึ้น
นางสุชีรานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนกราบทูลตอบว่า
“หามิได้เพคะ.. เกล้ากระหม่อมฉันทราบดีว่าเ้าทิพอยู่เมืองนครฯเป็ที่สนิทสนมดุจพระสหายของพระองค์ ได้เขามาร่วมทางย่อมเป็การดีต่อเกล้ากระหม่อมฉันครั้งนี้มิพักต้องกังวลแล้วว่าจะถวายการดูแลไม่เป็ที่สำราญพระทัยเพคะ”
องค์หญิงทรงแย้มพระสรวลลอบชมเชยความฉลาดในการกราบทูลตอบของบุตรีท่านขุนพลอยู่ในพระทัย
“ดีแล้ว ท่านไม่ต้องเกรงจะถูกตำหนิเื่เ้าทิพมีสิ่งใดเกิดขึ้นเราจะรับผิดชอบเอง.. เราอนุญาตให้ท่านกล่าวอ้างว่าตัวท่านได้ทัดทานแล้วเพียงแต่เรามิสนใจฟังคำ”
“มิจำเป็หรอกเพคะ เกล้ากระหม่อมฉันจะเรียนตามความสัตย์ว่าเป็พระประสงค์ของพระองค์หญิงซึ่งเื่นี้เกล้ากระหม่อมฉันไม่สมควรจะทัดทานด้วยประการทั้งปวง”กราบทูลพลางแย้มยิ้มออกมา ทำให้องค์หญิงวิสาณีพลอยทรงพระสรวลไปด้วย ทรงเห็นในความซื่อตรงและน้ำใสใจจริงของเพื่อนผู้นำทางในวันนี้
นางสุชีราสั่งทหารเปิดทางให้เ้าทิพเดินม้าเข้ามาร่วมขบวนตรงด้านข้างวอประทับของพระราชธิดานางสังเกตเห็นบุคคลทั้งสองต่างยิ้มและส่งสายตาให้กันอย่างมีความสุขที่สุด
“องค์หญิงบรรทมสนิทดีหรือไม่ พระเ้าค่ะ”เ้าทิพกราบทูลถามด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“เรานอนไม่ใคร่สบายเมื่อคืนมีแมวตัวหนึ่งโจนเข้ามาในห้องเรา พอไล่มันออกไปแล้วกลับทำให้เราว้าวุ่นจนนอนไม่หลับ”พระนางเอ่ยเป็นัยรู้กันเพียงสองคน
“เพราะเหตุใดหรือพระเ้าค่ะ”
“แมวตัวนั้นฉลาดปราดเปรียวน่ารักเราประสงค์ใคร่จะได้เป็เ้าของเลี้ยงไว้ แต่พอมันออกจากห้องไปแล้วเรากลับกังวลใจว่าพระบิดาจะโปรดให้เราเลี้ยงดูมันหรือไม่”
“พระองค์ทรงเกรงเช่นนั้นจริงๆ หรือ”เ้าทิพกราบทูลถาม เสียงคล้ายจะผิดหวัง
“แปลกจังที่มีแมวเข้าไปในพระตำหนักของพระองค์ปกติเ้าพนักงานก็กวดขันไม่ให้มีสุนัขหรือแมวไปเพ่นพ่านในเขตพระราชฐาน หรืออาจจะเป็แมวทรงเลี้ยงจากพระตำหนักใดหลงมาก็ได้เพคะ”นางสุชีรากราบทูลขึ้นด้วยความสงสัย
“คงเป็แมวในวังที่เ้าของเขาไม่เลี้ยงเลยกลายเป็ทั้งแมววังและแมวจรจัด” เ้าทิพอดกล่าวประชดด้วยความน้อยใจไม่ได้แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองดรุณี
“ท่านนี่ช่างน่าขำจริงๆแมวในวังอะไรจะอนาถาเช่นนั้น” นางสุชีรากล่าวปนขำในคำของชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าเ้าทิพหาได้สนุกด้วย
“ถ้าแมวตัวนั้นกลับมาอีกถึงจะกลัวพระบิดาอย่างไรเราก็คงยืนกรานจะเลี้ยงมันให้ได้” พระนางรับสั่งด้วยทรงหยั่งรู้อารมณ์ของเ้าทิพ“ท่านว่าดีไหม พี่เ้า”
เ้าทิพแย้มยิ้มออกมาทันทีมิตอบกระไร
“จะให้เกล้ากระหม่อมฉันไปสืบดูไหมเพคะว่าเป็แมวจากตำหนักใด”นางสุชีรากราบทูลถามด้วยซื่อ
พระองค์หญิงทรงเบือนไปสบตาชายหนุ่มแล้วอดทรงพระสรวลและหัวเราะไปพร้อมกันมิได้..
การเดินทางระหว่างเมืองปตานีใหม่และตัวเมืองเก่าซึ่งอยู่ทางทิศใต้สามารถกระทำได้ทั้งทางน้ำและทางบกมีคลองขุดถึงสองคลองเชื่อมโยงคูรอบกำแพงเมืองใหม่เข้าสู่คูด้านหน้าของกำแพงเมืองเก่าและมีถนนเชื่อมระหว่างเมืองเนื่องเพราะ้าชมบ้านเรือนและชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนนางสุชีราจึงนำเสด็จทางถนนเมื่อออกจากกำแพงวังด้านทิศใต้ข้ามคูเมืองออกมาจะเห็นบ้านเรือนและร้านรวงตลอดรายทางชาวเมืองและผู้สัญจรไปมาต่างหยุดนั่งลงข้างทางและเฝ้าแหนชมขบวนเสด็จของพระราชธิดาเมืองนครฯอย่างตื่นเต้นคึกคัก มีทหารประจำขบวนคอยเดินกันระยะของฝูงชนไว้มิให้เข้าใกล้นักได้ยินเสียงชาวเมืองกล่าวชมความงามของสองดรุณีจากสองเมืองกันเซ็งแซ่
ข่าวการเสด็จชมเมืองเก่าแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานยิ่งพบเห็นผู้คนเข้ามาออรายรอบตลอดทางมากขึ้นไป จนบางครั้งนางสุชีราที่คอยกราบทูลบรรยายประวัติย่านร้านค้าและวัดวาอารามที่เสด็จผ่านกระทำได้ไม่ถนัดนักเพราะเสียงฝูงชนที่กล่าวชมสรรเสริญความงดงามของพระราชธิดาดังอื้ออึง
“ช่างงามแท้ เป็บุญของข้านัก”เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ข้าว่าั้แ่เกิดมายังไม่เคยเห็นนางคนไหนจะสวยเท่าพระราชธิดาเมืองนครฯ”
ในบรรดาเสียงชื่นชมพระสิริโฉม ยังมีบางเสียงที่ไม่ใคร่น่ารับฟังนัก
“พ่อจ๊ะ หนุ่มคนที่เดินม้าอยู่ข้างๆนะใคร ช่างดูสง่างามนัก”
“เฮ้ย เอ็งอย่าพูดไป เดี๋ยวจะพลอยติดเสนียดไปด้วย”
“หะนี่คือเ้าทิพที่เค้าเล่าลือกันหรือพ่อ”
“ก็ใช่นะสิสองปีก่อนข้าไปเจอที่ตลาดตะวันตก ตอนนั้นไม่รู้เลยหลงไปพูดคุยด้วย”
“ตายล่ะแล้วมาอยู่ในขบวนได้อย่างไรนี่”
“จะไปรู้เรอะเห็นว่าถูกเนรเทศไปอยู่เมืองนครฯ แต่คนที่นั่นเค้าก็ไม่ใคร่รังเกียจเค้าว่าเ้าทิพเป็เสนียดเฉพาะแต่เมืองเกิด”
“ไม่จริงละมังพ่อเค้าว่าไปอยู่ที่ไหนก็จะทำให้แผ่นดินที่นั่นวิบัติ”
เสียงที่ลอดมากระทบโสต อดทำให้เ้าทิพแสลงใจไม่ได้นี่เราไปทำอะไรมานักหรือ จึงได้ก่นสาปและรังเกียจกันถึงปานนี้ คิดแล้วได้แต่ชักม้าตั้งคอมองตรงไปข้างหน้าไม่กล้าสบตาผู้คนที่รายรอบแต่อย่างใด
เดินทางได้สักครึ่งชั่วยามก็ถึงกำแพงเมืองเก่าลักษณะเป็คันดินสูงและมีคูน้ำเช่นเดียวกับเมืองใหม่ผิดกันแต่คูน้ำจะขุดเพียงสามด้านทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศใต้หาได้ขุดล้อมเป็สภาพเกาะเหมือนเมืองใหม่ อีกทั้งมีป้อมมุมเมืองเพียงสองแห่งสภาพพื้นที่โดยรอบกำแพงกว้างใหญ่กว่าเมืองใหม่ถึงสี่เท่าเมื่อผ่านเข้าไปภายในกำแพงจึงพบเห็นวัดวาอารามจำนวนมาก
“เมืองเก่านี้มีอายุหลายร้อยปีเพคะทำให้มีวัดและสถูปต่างๆ ปลูกสร้างสะสมอยู่มากมาย” นางสุชีราบรรยายสภาพเมืองถวาย
“ได้ยินว่าเหตุที่ย้ายเมืองเพราะถูกพวกชวาบุกเข้ามาโจมตี”
“เพคะเมื่อก่อนเมืองเก่าเจริญรุ่งเรืองมาก จนเมื่อราว ๘๐ ปีก่อนเหล่าเมืองในแคว้นลังกาสุกะต่างแตกแยกมิรวมเป็หนึ่ง ทำให้กองทัพชาวชวาบุกมารุกรานตีได้เมืองปะหัง กลันตัง สายบุรี จนถึงปตานีเมืองเรา.. ตอนนั้นเมืองนครฯ ของพระองค์หญิงทรงอำนาจอยู่ทางด้านเหนือพระเ้าปตานีจึงได้กราบทูลขอกำลังทหารมาช่วยเหลือจนสามารถขับไล่กองทัพชวาออกไปจากคาบสมุทรได้อย่างสิ้นเชิงแต่ก็ทิ้งสภาพยับเยินไว้ที่เมืองเก่าปตานีอันเป็สมรภูมิสู้รบ จนพระเ้าปตานีต้องทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นณ บริเวณปัจจุบันเพคะ”
หัวข้อสนทนาของสองดรุณีมักเป็เื่ประวัติเมืองและประวัติวัดต่างๆเมื่อมาถึงวัดใหญ่แห่งหนึ่งใกล้สระน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจึงได้หยุดขบวนลงให้พระองค์หญิงได้ทรงกราบไหว้สักการะและทรงพักอิริยาบถ
--------------------------------------------------