ผมนั่งทิ้งตัวลงบนเตียงเก่าอย่างหมดเรี่ยวแรงราวกับว่าร่างกายถูกดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น ทว่าในห้วงความคิดที่ว่างเปล่าสมองของผมก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
ภาพความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยกลับไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันไม่ใช่ความทรงจำของผม...แต่มันคือความทรงจำของเ้าของร่างนี้
ร่างนี้มีชื่อว่าเซียวิ อายุเพียงสิบแปดปี แต่ชีวิตกลับพลิกผันอย่างน่าเศร้าเขาถูกผู้เป็บิดาขับไล่ไสส่งให้ไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าที่ตั้งอยู่สุดขอบเขตของเรือนใหญ่
เซียวิอาศัยอยู่กับมารดาเพียงสองคนผู้หญิงที่ถูกใส่ร้ายอย่างอยุติธรรมในข้อหาคบชู้เื่ราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการยุยงของ หลันอี้ นางสนมผู้ร้ายกาจของบิดา
ชีวิตของเซียวิและมารดาเต็มไปด้วยความยากลำบากและการดิ้นรนอย่างน่าเวทนาในความมืดมิดนั้นเอง เหลียนมู่ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงดวงเดียวในใจของเซียวิ
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์เหลียนมู่เคยช่วยเหลือชีวิตของเขาไว้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นฝังลึกในความทรงจำกลายเป็ความรักที่หยั่งรากลึกในหัวใจของเซียวิ
เมื่อวันเวลาผันผ่านเซียวิก็ยิ่งติดตามและแสดงความเป็เ้าของต่อเหลียนมู่มากขึ้นใครก็ตามที่ได้พูดคุยหรือสนิทสนมกับเหลียนมู่ มักจะถูกเซียวิแสดงความไม่พอใจขัดขวาง หรือแม้กระทั่งกลั่นแกล้ง
การกระทำของเซียวินับวันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนในที่สุดเหลียนมู่ก็เริ่มตีตัวออกห่างอย่างชัดเจน
เซียวิผู้ซึ่งโหยหาความรักมาโดยตลอดเหมือนคนขาดน้ำที่พบเจอเทวดา แต่กลับกลัวว่าเทวดานั้นจะหายไปจึงวางแผนที่จะรวบรัดเหลียนมู่ไว้ข้างกาย
และดูเหมือนว่าแผนการนั้นกำลังจะสำเร็จทว่าผลกรรมกลับตกมาที่ผมอย่างไม่คาดฝันทำให้ผมกลายเป็แพะรับบาปในเื่ที่ไม่ควรต้องรับรู้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่...เดี๋ยวนะ เนื้อเื่นี้มันคุ้นๆ ราวกับเป็โครงเื่ของนิยายที่ผมเคยอ่านผ่านๆเสียด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วเซียวิไม่ควรจะตายแถมยังไม่ควรจะได้หมั้นหมายกับเหลียนมู่อีกต่างหากทำไมเนื้อเื่ถึงผิดเพี้ยนไปจากที่ผมรู้?
แต่ก็ช่างเถอะในเมื่อผมได้มาอยู่ในร่างนี้แล้วระหว่างที่ผมกำลังพยายามทำใจยอมรับและคิดถึงการใช้ชีวิตต่อไป
พลันสายลมเย็นะเืก็พัดโชยเข้ามาจากทางหน้าต่างผมมองออกไปอย่างเลื่อนลอย และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง
ร่างหนึ่งที่หน้าตาคล้ายคลึงกับผมอย่างน่าประหลาดแต่กลับไม่ใช่ผม... เขาคือ เซียวิ เ้าของร่างนี้กำลังยืนร้องไห้อยู่อย่างน่าสงสาร
"ช่วยข้าด้วย... ข้าไม่เหลือใครแล้ว..."เสียงสะอื้นแ่เบาแต่กลับสั่นะเืความรู้สึกของผม
"ข้าขอฝากมารดาของข้าไว้กับท่านด้วย...และข้า... ข้าขอฝากพี่เหลียนมู่ไว้กับท่านด้วย..."เ้าิร่ำไห้อย่างหนักหน่วง จนผมรู้สึกสงสารจับใจราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากำลังบีบหัวใจผม
"ข้ารู้มาตลอด... ว่าพี่เหลียนมู่ไม่ใช่เนื้อคู่ของข้า...เคยมีเทพมาเข้าฝันข้า... ว่าข้าได้แค่มาอาศัยร่างนี้อยู่ชั่วคราว...เมื่อถึงเวลา... ข้าจะหมดบุญ...และจะมีเนื้อคู่ที่แท้จริงของพี่เหลียนมู่มาปรากฏ... และคนๆนั้นก็คือเ้า..." น้ำตาของเซียวิไหลอาบแก้ม
"ข้าอาจจะเห็นแก่ตัวที่ใช้ร่างของเ้า...แต่ก่อนที่ข้าจะไป... ข้าขอให้เ้าดูแลมารดาและพี่เหลียนมู่ของข้าด้วย...เ้ารับปากกับข้าสิ... ว่าจะดูแลพวกท่านให้ดีที่สุด...ข้าไม่เหลือใครแล้วจริงๆ..."
"เอ่อ.... โอเคๆ จัดไปๆ" ผมตอบออกไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
"เ้าพูดอันใด... ข้ามิเข้าใจ" เซียวิเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
"ข้าบอกว่า... ข้ารับปากเ้า" ผมย้ำอีกครั้ง
"ข้าขอบน้ำใจเ้ามาก..." หลังจากนั้นร่างโปร่งใสของเซียวิก็ค่อยๆเลือนหายไปในสายลม เฮ้อ... เอาวะ ยังไงก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็คงไม่เลว อย่างน้อยๆ ก็มีแม่ที่ต้องดูแล ส่วนไอ้เหลียนๆนั่น... ขอเวลาผมคิดทบทวนดูก่อนก็แล้วกัน
หลังจากที่ผมพยายามทำใจยอมรับสถานการณ์ที่พลิกผันนี้ได้แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ในเมื่อได้โอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้งทำไมผมถึงไม่ลองทำอะไรให้มันเต็มที่ดูล่ะ?
ผมลุกขึ้นจากเตียงมองสำรวจไปรอบๆ ห้องพักที่ดูสวยงามกว่าที่คิด สภาพห้องยังใหม่ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนที่เคยอ่านเจอในหนังสือ
แต่แล้วความคิดเ่าั้ก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อประตูเปิดออก และร่างของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมคาดว่าน่าจะเป็แม่ของเ้าของร่าง เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเป็กังวล
"เซียวิลูก... ทำไมถึงเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น?" น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความห่วงใย
"เอ่อ... ข้าขอโทษขอรับท่านแม่... ข้ามิรู้...ข้าจำอะไรมิได้เลยขอรับ" ผมตัดสินใจเสแสร้งทำเป็ความจำเสื่อมไปก่อน
"ไม่เป็ไรลูก... กลับไปที่เรือนของเรากันเถอะ"พูดจบผู้เป็แม่ก็เดินเข้ามาจูงมือผมอย่างอ่อนโยน อ้าว...ไม่ใช่ที่ผมนอนอยู่ตรงนี้หรอกเหรอ? เฮ้อ...ชีวิตใหม่นี่มันจะเจออะไรแปลกๆ อีกวะเนี่ย
ผมเดินตามแม่ออกมาอย่างงงงันสองข้างทางที่เดินผ่านเต็มไปด้วยต้นไม้สูงและพุ่มหญ้ารกครึ้มนี่มันทางไปบ้านคนจริงๆ หรือทางเดินเข้าป่าช้ากันแน่? ในที่สุดผมก็หยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง
“นี่มันบ้านคนจริงๆดิ... นึกว่าบ้านร้างเสียอีก... เฮ้อ... อนาถาอีกแล้วสินะกู"ผมได้แต่พึมพำกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย
“เข้ามาสิลูก" แม่หันมายิ้มให้ผมบางๆผมมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและความอ่อนโยนนั้นแล้วก็ถอนหายใจก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในบ้านอย่างจำใจ
"ซินซิน... เตรียมสำรับไว้หรือยัง?" แม่ของผมเอ่ยเรียกหาใครบางคนให้เตรียมอาหารผมเห็นเด็กสาวคนหนึ่งเดินออกมา เธอคงจะเป็คนรับใช้ในบ้าน
"เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ" ซินซินตอบด้วยท่าทีนอบน้อม
"สวัสดีค่ะคุณชาย" ผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารกับแม่ โดยมีซินซินคอยตักข้าวให้
โอ้โห...นี่มันสำรับอาหารเย็นจริงๆ เหรอเนี่ย? มีเพียงข้าวเปล่าที่ดูเหมือนจะเป็ข้าวต้มกับผัดผักที่มีผักอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น... นี่มันจะอัตคัดขัดสนเกินไปแล้วมั้ง
จากความทรงจำของร่างนี้อาหารการกินที่บิดาจัดสรรให้ก็เป็ไปตามปกติแต่ที่ไม่ปกติคือทางฝั่งนางสนมของบิดามักจะกลั่นแกล้งไม่ให้อะไรมาถึงสองแม่ลูกเลย
ถ้าวันไหนซินซินไปรับของมาก็มักจะถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งเซียวิและแม่ก็เคยโดนกระทำเช่นกันช่างน่าสงสารเสียจริง... อยากจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เฮ้อ...
"เซียวิ... ลูกเป็อะไรหรือไม่? ทำไมลูกถึงเงียบไป?"แม่เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
"เอ่อ... ข้ารู้สึกเวียนๆ ศีรษะเล็กน้อยขอรับท่านแม่" ผมตอบเลี่ยงๆ ไป
"ให้แม่ตามหมอมาตรวจอาการเ้าดีหรือไม่?"
"ไม่ต้องหรอกขอรับท่านแม่... ข้าไม่ได้เป็อะไรมาก" ผมรีบปฏิเสธ
"งั้นเ้าทานเสร็จก็เข้าไปนอนพักเสีย พรุ่งนี้... ยามเฉิน...ท่านเจียงกับท่านลี่จะนำสินสอดมาสู่ขอเ้าไว้ก่อน" *(ยามเฉิน คือ่เวลา 07.00-08.59 น.)
"ใครคือท่านเจียงกับท่านลี่หรือขอรับท่านแม่?" ผมถามด้วยความสงสัย
"ก็บิดามารดาของท่านเหลียนมู่ของเ้าอย่างไรเล่า! เ้าลืมไปหมดแล้วหรือ?"แม่มองผมด้วยความประหลาดใจ
"เอ่อ... ข้านึกออกแล้วขอรับ... ทำไมถึงเร็วจังละครับ... เอ่ย...ขอรับ" คำพูดมันช่างติดขัดลิ้นพันกันเสียจริง เฮ้อ...ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"ไม่เร็วไปหรอกลูก...เทียบกับสิ่งที่ท่านเหลียนมู่ทำให้เ้าเสียใจมาตั้งเท่าไหร่นี่แม่เห็นแก่ความรักที่เ้ารักท่านเหลียนมู่มากหรอกนะ แม่ถึงไม่ว่าอะไรมาก...แล้วนี่เ้าอิ่มแล้วหรือยัง?"
"ข้าอิ่มแล้วขอรับ... ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนได้หรือไม่?"
"ย่อมได้สิลูก... ซินซิน... พาคุณชายไปพักผ่อน"
"เ้าค่ะ... เชิญทางนี้ค่ะคุณชาย"ผมลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารแล้วเดินตามซินซินไปยังห้องนอนของผม
ภายในห้องนั้นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดหรืออาจเป็เพราะผมเคยอยู่ในสภาพที่แย่กว่านี้มาแล้วก็ไม่รู้...ผมจึงสามารถยอมรับสภาพห้องนี้ได้โดยง่าย