ภานุวัฒน์มอง
เด็กร่างใหญ่พลางถอนหายใจ
ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าแม้แต่คำถามจากตำราในบทเรียนง่ายๆ แบบนี้เจ้าเด็กอ้วนนี่ก็ยังตอบไม่ได้อีก
หลังจากที่ทำลายเซล์ฟเด็กเกเรจนย่อยยับแล้วเขาก็ตั้งใจจะถามให้เด็กตอบถูกบ้างสักข้อแท้ๆ จะได้เรียกพลังใจกลับคืนมาให้เด็กไม่รู้สึกว่าตนเองด้อยค่าจนเกินไป
“นายทำไมไม่ตอบล่ะ ฉันแค่ถามเฉย ๆ นะไม่ได้ดุอะไรสักหน่อย”
“ก…ก็… ไม่รู้” โปเต้เสียงอ้อมแอ้มดีกรีความกร่างลดลงฉับพลัน
“ไหนบอกว่าตัวเองมีการศึกษาไงทำไมถึงไม่รู้แม้กระทั่งคำถามในบทเรียนของตัวเอง” ชายหนุ่มไล่ต้อน
เจ้าเด็กนี่สงสัยจะมีดีแค่กร่างสินะแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้สั่งสอนเด็กให้รู้จักคิดมากกว่านี้ เด็ก ป.5มันโตมากพอที่จะรู้ว่าอะไรควรไม่ควรแล้วจะได้สอนให้เด็กเลิกมีนิสัยดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเสียที
“ก…ก็เรียนมา แต่ว่าจำไม่ได้นี่” เด็กอ้วนยังคงเถียง
“หือ? งั้นที่เรียนมามีอะไรที่นายจำได้บ้างล่ะ?”ภานุวัฒน์ซัก
“ภ... ภาษาอังกฤษ! ฉันเก่งภาษาอังกฤษโว้ย!”
โปเต้ได้ทีขึ้นเสียงใส่ตอนแรกที่จะตอบเด็กชายก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักหรอกแต่พอคิดขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่คนเก็บขยะไม่มีทางที่จะรู้ภาษาอังกฤษอย่างแน่นอนจึงตะเบ็งเสียงดังขึ้น
“โอเค ถ้าอย่างนั้น… Good evening ไอ้เด็กเปรต My name is ภานุวัฒน์ you cancall me วัฒน์. What is your name?”
ไตเติ้ลเจตนาแนะนำตัวและถามอีกฝ่ายเป็นประโยคภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ สำเนียงไทย ไม่ใช้คำย่อหรือรวบเสียงอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้อีกฝ่ายฟังเข้าใจได้ง่ายที่สุดแต่โปเต้ที่ได้ยินอย่างนั้นก็กลับอ้าปากค้างคิดไม่ถึงว่าตาลุงเก็บขยะคนนี้จะพูดกับเขาเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ด้วย
“เอ้า! ทำไมไม่ตอบล่ะ นี่มันภาษาอังกฤษป.4 นะ” ภานุวัฒน์ยิงตรง
อันที่จริงเขาอยากจะพูดว่าภาษาอังกฤษป.2 เสียด้วยซ้ำแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าในยุค พ.ศ. นี้บางโรงเรียนก็เพิ่งจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษกันตอน ป.5ไม่ได้มีภาคอินเตอร์เกลื่อนกลาดเหมือนอย่างช่วงปี 256X
“ก…ก็นายพูดเร็ว…”
“I’m ลูกพลับครับ”
เด็กชายยกมือตอบแทรกขึ้นมาด้วยความว่าเรียนภาษาอังกฤษอยู่กับป๊ะป๋าบ่อย ๆ ลูกพลับจึงฟังเข้าใจทั้งหมดว่าพ่อตัวเองพูดอะไรบ้าง
“My name is เปี๊ยก ครับ”
เจ้าเปี๊ยกแนะนำตัวบ้างตอนแรกเด็กชายก็งง ๆ ฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่คุ้น ๆ ที่ประโยคหลังว่า what is your name เหมือนเคยเรียนมาว่ามันถามอะไรสักอย่างเกี่ยวกับชื่อจนกระทั่งลูกพลับแนะนำตัวเองขึ้นมาเปี๊ยกก็นึกออกว่าประโยคนั้นมันคือการถามชื่อนี่น่า
“อีกคน ป.3 อีกคนคือเด็กที่นายด่าว่าไม่มีการศึกษาทำไมพวกเขาตอบฉันได้ทุกคำถามเลยล่ะ ฉันไม่ได้ถามอะไรนอกบทเรียนสักอย่างเดียวเลยนะ”ภานุวัฒน์ซักหน้านิ่ง
โปเต้ได้แต่ก้มหน้า เงียบกริบเห็นอย่างนั้นชายหนุ่มจึงได้ที เทศน์ต่อให้เสียเลย
“คนเราถึงจะไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่หรือไม่มีการศึกษาความรู้ต่าง ๆ ถึงจะไม่อยู่ในโรงเรียนแต่ถ้าคิดใฝ่รู้จริง ๆ เราก็สามารถหาเรียนได้ในทุกที่นั่นแหละแต่คนที่ฉลาดแล้วก็มีการศึกษาจริง ๆ น่ะนะ เขาจะไม่ด่าคนอื่นว่าไม่มีการศึกษาหรอกมันเป็นการประกาศปมด้อยทางการศึกษาของตัวเอง You know?”
“Yes, I do know.”
ลูกพลับที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งมากๆ รีบตอบป๊ะป๋าในทันที
“เอ่อ… คำว่า You know มันเป็นสร้อยคำครับปกติเราจะไม่ตอบคำถามของคำว่า You know ซึ่งถ้าลูกพลับเข้าใจก็แค่พยักหน้ารับโดยไม่ต้องตอบก็ได้ครับ”
ไตเติ้ลหันมาสอนลูกได้ทันควันลูกพลับพยักหน้ารับในสิ่งที่พ่อสอน
“ข... ขอโทษครับ”
อยู่ ๆ โปเต้ก็พูดเสียงอ้อมแอ้มออกมา
“หือ?” ภานุวัฒน์โคลงศีรษะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
“ผมขอโทษคุณลุงครับ” เด็กชายพูดอีกครั้งฉะฉานขึ้นกว่าเดิม
นิสัยอันธพาลอย่างโปเต้มักคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่เคยผิดตัวเขาเป็นเลิศที่สุด พ่อของเขาเจ๋งมากที่สุดเป็นพนักงานธนาคารแต่งตัวดูดีกว่าพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดตั้งเยอะดังนั้นแล้วถึงแม้ว่าเด็กชายจะทำตัวอันธพาลจนผู้ใหญ่ในย่านตลาดทนไม่ไหวสั่งสอนออกไปโปเต้ก็แค่ด่ากลับ คนพวกนี้ไม่เห็นจะเก่งเลย ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยสู้พ่อของโปเต้ก็ไม่ได้
เพราะพ่อของตัวเองเท่ แต่งตัวดูดีแม่ก็บอกว่าให้ขยันเรียน จะได้โตมาทำงานดี ๆ เหมือนอย่างพ่อ เด็กชายจึงเข้าใจมาโดยตลอดว่าพ่อของตนเองเก่งเหนือคนอื่นและโปเต้ที่เป็นลูกของพ่อก็เจ๋งที่สุด
เขาคิดอย่างนั้นจนกระทั่งมาเจอลุงขายขยะวัดไอคิวเอาอย่างง่ายๆ แล้วเขาก็ตอบไม่ได้เลยสักข้อแพ้เด็กป.3 อย่างเจ้าเปี๊ยกอีกต่างหากถึงตรงนี้ความเชื่อมั่นที่โปเต้เข้าใจมาโดยตลอดก็เริ่มสั่นคลอน
ลุงขายขยะเก่งมากเจ้าลูกพลับที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็ยังท่องสูตรคูณแม่สิบสองได้แถมยังพูดภาษาอังกฤษกับพ่อตัวเองก็ได้ด้วยเขาไม่ควรกล้าไปด่าคนพวกนี้ว่าไม่มีการศึกษาจริง ๆ นั่นแหละ
ไตเติ้ลได้ยินคำขอโทษของเจ้าเด็กตัวยักษ์คนนี้ก็ให้รู้สึกจุกอก
เปล่า… ไม่ได้ซึ้งหรือตื้นตันอะไรเลยก็แค่ลุงวัยสี่สิบเจ็ดที่เปลี่ยนมายัดไส้อยู่ในร่างของไอ้หนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดเฮ้ย!นี่ขนาดอายุเพิ่งจะยี่สิบเจ็ดเองนะ ยังจะถูกเรียกว่าลุงอีกเหรอวะเนี่ย!
ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองคงต้องไปหาซื้อครีมกันแดดมาใช้บ้างแล้วล่ะแม้ผู้ชายในยุคนี้ส่วนใหญ่จะยังมีความถูกกรอบความคิดเดิมของคนรุ่นเก่าครอบงำอยู่บ้างในเรื่องของการดูแลตัวเองเช่นว่าถ้าทาครีมก็เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว แต่เฮ้ย… ถึงจะเป็นผู้ชายก็เหอะเราก็มีสิทธิ์ไม่อยากจะโดนแดดเผาหน้าจนแก่ก่อนวัยเช่นเดียวกับสาว ๆ เหมือนกันนะเฟ้ย
“แล้วจะมาขอโทษฉันทำไมฉันไม่ใช่คนที่นายทะเลาะด้วยสักหน่อย”
ไตเติ้ลถอนหายใจ แล้วกลับค่อย ๆ วางร่างของลูกพลับกลับคืนลงบนพื้นพอเห็นอย่างนั้นโปเต้ที่มีการศึกษาก็ฉลาดมากพอจะรู้ว่าเขาต้องกล่าวคำขอโทษกับใคร
“ขอโทษนะลูกพลับ” เด็กอ้วนก้มหน้าจ๋อย
อันที่จริงลูกพลับยังไม่หายโกรธเลยที่คนคนนี้มาว่าพ่อที่เก่งที่สุดในโลกของลูกพลับแต่เด็กชายเหลือบตาขึ้นมองป๊ะป๋าแล้วก็ดูเหมือนป๊ะป๋าจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรทั้งหลวงตายังสอนอยู่ตลอดด้วยว่าการให้อภัยทานเป็นสิ่งที่ดีเพราะฉะนั้นถ้าอีกฝ่ายขอโทษมาแล้วลูกพลับก็ควรจะต้องหยุดโกรธสินะ แต่ว่าลูกพลับยังไม่ได้รถฟาราเร่คืนมาเลยนี่น่า
“พี่เต้คืนฟาราเร่ของลูกพลับมาก่อนสิ ลูกพลับถึงจะหายโกรธ”เด็กชายว่า
คราวนี้โปเต้หน้าจ๋อยกลับยอมล้วงกระเป๋าหยิบรถสีแดงออกมาส่งคืนให้เด็กน้อยแต่โดยดี
“แต่ลูกพลับก็เอารถของพี่เขามาเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับลูกพลับก็ต้องคืนของ ๆ พี่เขาไปด้วยนะครับ” ภานุวัฒน์บอกลูกชาย
“แต่ว่าพี่เต้แพ้ลูกพลับนะครับ!”
คราวนี้สองเสียงทั้งจากเปี๊ยกและลูกพลับเถียงขึ้นพร้อมกัน
“มันเป็นกฎครับคนที่แล่นรถแพ้จะต้องให้รถของตัวเองกับคนที่ชนะ”
ลูกพลับอธิบายให้ป๊ะป๋าฟังไตเติ้ลรู้สึกหูกระดิกขึ้นมาทันที
“แบบนั้นเป็นกฎไม่ได้นะครับ ถ้ามีการยึดของ ๆ คนที่แพ้ไปมันเข้าข่ายการพนันเล่นกันแบบนี้ไม่ดีนะครับ” ทิดวัฒน์สั่งสอนลูกชาย
“ต…แต่ว่า…พี่เต้คิดกฎขึ้นมาเองแล้วพวกเราก็เล่นกันแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะครับ” เด็กน้อยบอกกับพ่อ
“ถ้าไม่ให้ยึดรถ คนที่ชนะก็ไม่ได้รางวัลน่ะสิ” โปเต้เริ่มเถียงขึ้นมาได้ใหม่
‘หึ! ที่ผ่านมาเจ้าเด็กอ้วนนี่คงชนะมาโดยตลอดล่ะสิถึงคิดกฎแบบนี้ออกมา แล้วนี่ก็เพิ่งจะมาแพ้ลูกพลับครั้งแรก ก็เลยมีปัญหาทะเลาะกันงั้นสินะ’