กำแพงหินสีดำทมิฬที่สูงเสียดฟ้าของ พรรคมารทมิฬ ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันดูน่าเกรงขามทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายที่หมุนเวียนอยู่เป็นิจ รถม้าเก่าๆ ของกงจื่อสี่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านประตูชั้นนอกเข้ามา ท่ามกลางสายตาดูแคลนของเหล่าศิษย์ในสำนักที่ยืนเฝ้ายาม
“ดูนั่นสิ... คุณชายสี่กลับมาแล้ว ยังรอดชีวิตกลับมาได้อีกนะเนี่ย” “นั่นมันทาสที่เขาซื้อมาใหม่ไม่ใช่เหรอ? ดูสารรูปสิ ผอมโซเหมือนคนใกล้ตาย สมกับเป็นายขยะจริงๆ ที่เลือกแต่ของไร้ค่า”
เสียงซุบซิบดังแว่วเข้าหู แต่กงจื่อสี่ที่นั่งอยู่ภายในรถม้ากลับทำเพียงแคะหูเบาๆ พลางเป่าลมใส่ปลายนิ้ว เขาไม่ได้โกรธเคือง เพราะสำหรับเขา... เสียงนกเสียงกาพวกนี้ไม่คุ้มค่ากับการขยับปากตอบโต้
“คุณชายเ้าคะ... บรรยากาศมันแปลกๆ นะเ้าคะ” เสี่ยวเตี๋ยกระซิบด้วยน้ำเสียงกังวล มือของนางกำชายเสื้อไว้แน่นเมื่อเห็นว่าที่ลานกว้างหน้าตำหนักัดำ มีกลุ่มคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
และคนที่เป็ศูนย์กลางของกลุ่มนั้น คือชายหนุ่มในชุดไหมสีดำขลิบทองที่ดูภูมิฐานและแผ่รังสีอำมหิตออกมาจางๆ... กงจื่ออี้ พี่ชายคนโตของเขา
“โม่ขวาง จอดรถ” กงจื่อสี่เอ่ยสั้นๆ
รถม้าหยุดลง โม่ขวางที่บัดนี้ดูมีราศีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก้าวลงมาเปิดม่านรถม้าให้เ้านายอย่างนอบน้อม กงจื่อสี่ก้าวลงมาด้วยท่าทางสโลว์ไลฟ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาบิดี้เีหนึ่งทีจนกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะปรือตามองพี่ชายคนโต
“โอ้... พี่ใหญ่ มารอรับข้าด้วยตัวเองเลยหรือ? ข้าซึ้งใจจนอยากจะกลับไปนอนร้องไห้ที่ห้องจริงๆ” กงจื่อสี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ
กงจื่ออี้จ้องมองน้องชายของตนด้วยดวงตาคมปราบดุจพยัคฆ์ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย มือสังหารระดับพระกาฬที่เขาส่งไป 12 คนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ไอ้น้องชายขยะคนนี้กลับรอดมาได้โดยไม่มีรอยขีดข่วน แถมยังหิ้วทาสพิการกลับมาด้วยหนึ่งคน
“จื่อสี่... เ้านี่ดวงแข็งกว่าที่ข้าคิดนะ” กงจื่ออี้ก้าวเข้ามาหา ความกดดันจากลมปราณระดับาาเทพแผ่ซ่านออกมาจนศิษย์รอบข้างต้องถอยร่น แต่กงจื่อสี่กลับยืนหาวหวอดๆ เหมือนคนไม่รู้สึกรู้สา
[ติ๊ง! ตรวจพบแรงกดดันลมปราณระดับสูง... เปิดใช้งานทักษะ ‘จิตว่างวางวาย’ อัตโนมัติ] [ความกดดันถูกสลายไป 100%... โฮสต์ได้รับแต้มหมั่นไส้จากพี่ชายคนโต +800 แต้ม]
“ดวงแข็งอะไรกันพี่ใหญ่ ข้าก็แค่คนี้เีที่์ยังไม่อยากรับไปอยู่ด้วยเพราะกลัวข้าไปนอนกินแรงเทวดาบนนั้น” กงจื่อสี่ยิ้มกวนประสาท “ว่าแต่... พี่ใหญ่มายืนขวางทางรถม้าข้าแบบนี้ มีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า? ถ้าไม่มี ข้าขอตัวไปนอนต่อนะ เดินทางนานๆ มันปวดเอว”
“บังอาจ!” องครักษ์ข้างกายกงจื่ออี้ตวาดพลางชักดาบออกมาครึ่งฝัก “คุณชายใหญ่พูดด้วย เ้ายังกล้าทำกิริยาต่ำทรามแบบนี้อีกรึ!”
กงจื่อสี่ชำเลืองมององครักษ์คนนั้นด้วยสายตาเ็าชั่วครู่ ก่อนจะหันไปหาพี่ใหญ่ “พี่ใหญ่... สุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้เนี่ย เห่าเก่งดีนะ แต่มันน่ารำคาญไปหน่อย ข้าพึ่งกลับมาเหนื่อยๆ ถ้ามันไม่หุบปาก ข้าอาจจะเผลอ ‘ล้มทับ’ มันตายก็ได้นะ”
คำพูดที่ดูเหมือนล้อเล่นแต่กลับแฝงด้วยความนัยทำให้กงจื่ออี้หรี่ตาลง เขาโบกมือให้นักฆ่าถอยไป ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้กงจื่อสี่จนได้กลิ่นสุราจางๆ จากตัวน้องชาย
“จื่อสี่... เ้ารู้ไหมว่าทำไมเราพี่น้องถึงต้องฆ่ากันเอง?” กงจื่ออี้กระซิบเสียงต่ำที่มีเพียงเขาสองคนที่จะได้ยิน “เพราะในพรรคมารทมิฬ บัลลังก์เ้าสำนักมีไว้สำหรับคนที่เป็ ‘อสูร’ เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับขยะที่เอาแต่นอนนิ่งๆ ให้คนอื่นเหยียบย่ำ”
กงจื่อสี่นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่ขี้เล่นพลันเปลี่ยนเป็เศร้าสลดจางๆ ซึ่งเป็อารมณ์ที่มาจากส่วนลึกของเ้าของร่างเดิม เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ พี่ใหญ่เคยจูงมือเขาเดินเล่นในสวน เคยสอนเขาหยิบจับกระบี่ไม้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจและความโลภกลับเปลี่ยนพี่ชายที่แสนดีให้กลายเป็เพชฌฆาตที่เืเย็น
“พี่ใหญ่... ท่านเหนื่อยไหม?” กงจื่อสี่ถามสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมาแวบหนึ่ง
กงจื่ออี้ชะงัก “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“การที่ต้องคอยระแวงทุกคน การที่ต้องตื่นมาพร้อมกับแผนฆ่าคน และนอนหลับพร้อมกับดาบใต้หมอน... มันเหนื่อยกว่าการนอนเฉยๆ แบบข้าเยอะเลยนะ” กงจื่อสี่ยักไหล่ “ท่านอยากได้บัลลังก์นั่นก็เอาไปเถอะ ข้าไม่เคยอยากได้ ข้าแค่อยากได้เตียงนุ่มๆ กับหมอนที่ไม่มีกลิ่นอับ แค่นั้นเอง”
“หึ... คำพูดของคนขี้แพ้” กงจื่ออี้แค่นยิ้ม “แต่เ้าก็รู้ กฎของพรรคคือคนอ่อนแอต้องหายไป ต่อให้เ้าไม่อยากชิง เ้าก็ต้องตายเพื่อให้ทางมันสะอาดขึ้น”
“งั้นก็ลองดูพี่ใหญ่...” กงจื่อสี่ขยับพัดในมือเบาๆ ลมปราณมารเกียจคร้านที่แฝงอยู่ทำให้บรรยากาศรอบตัวกงจื่ออี้เย็นเยียบขึ้นมาทันที “แต่ข้าบอกไว้ก่อนนะ ข้าี้เีสู้ก็จริง แต่ข้าก็ี้เีลงไปอยู่ในหลุมศพเหมือนกัน มันทั้งมืดทั้งแคบ นอนไม่สบายหรอก”
ทั้งสองจ้องตากันอยู่เนิ่นนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนศิษย์รอบๆ แทบไม่กล้าหายใจ
[ติ๊ง! โฮสต์ใช้ ‘คารมคนเกียจคร้าน’ สั่นคลอนจิตใจศัตรูสำเร็จ] [ได้รับแต้มสับสนจากกงจื่ออี้ +1,200 แต้ม] [ปลดล็อกรางวัล: เนตรสยบมาร (มองเห็นจุดตายของวิทยายุทธ์ได้ทุกชนิด)]
“ดี... งั้นข้าจะรอดูในงานเลี้ยงเย็นนี้” กงจื่ออี้ถอยหลังกลับไปพลางยิ้มเย็น “เ้าสำนัก (ท่านพ่อ) อาการดีขึ้นเล็กน้อยและเรียกประชุมพี่น้องทุกคน ใครที่มาสายหรือขาดประชุม... กฎของพรรคคือปะาชีวิต หวังว่าเ้าจะไม่ ‘ี้เี’ จนลืมมานะน้องสี่”
พูดจบ กงจื่ออี้ก็เดินจากไปพร้อมกับขบวนองครักษ์ ทิ้งให้ความกดดันมหาศาลจางหายไปตามลม
“คุณชาย... ท่านทำได้ยังไงเ้าคะ?” เสี่ยวเตี๋ยวิ่งเข้ามากุมมือเ้านาย “ข้านึกว่าท่านจะโดนพี่ใหญ่ฆ่าตายไปแล้ว!”
กงจื่อสี่หาวหวอดใหญ่ๆ อีกครั้ง ก่อนจะพิงตัวลงกับไหล่ของโม่ขวางที่ยืนเป็หินอยู่ข้างๆ “โม่ขวาง... แบกข้าไปส่งที่ห้องที ข้าไม่มีแรงเดินแล้ว”
โม่ขวางมองเ้านายที่จู่ๆ ก็กลับมาเป็คนไร้ค่าเหมือนเดิมด้วยสายตาที่ลุ่มลึก เขาไม่ได้พูดอะไร แต่กลับย่อตัวลงแล้วแบกกงจื่อสี่ขึ้นหลังอย่างว่าง่าย
“นายท่าน... งานเลี้ยงเย็นนี้ พวกเขาคงเตรียมยาพิษหรือไม่ก็การลอบสังหารไว้อีกแน่” โม่ขวางเอ่ยเสียงเรียบขณะเดินมุ่งหน้าไปทางเรือนพักส่วนตัว
“รู้แล้วน่า...” กงจื่อสี่ตอบเสียงงึมงำขณะหลับตาลงบนแผ่นหลังของโม่ขวาง “แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าขอหลับสักงีบนะ... โลกจะแตกก็ช่างมันเถอะ ถ้าข้าไม่ได้นอน ข้าไม่มีอารมณ์ไปสู้กับใครทั้งนั้นแหละ”
ศิษย์พรรคมารทมิฬที่ยืนมองอยู่รอบๆ ต่างพากันส่ายหัวด้วยความสมเพชภาพที่คุณชายสี่ผู้ไร้ค่าให้ทาสแบกหลังกลับเรือน
แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า... ตลอดทางที่โม่ขวางเดินผ่าน รอยเท้าของเขากลับจมลึกลงไปในพื้นหิน และพลังปราณที่แผ่ออกมาจากการรักษาลับๆ ของกงจื่อสี่ กำลังทำให้ข้าทาสคนนี้กลายเป็อาวุธาที่น่ากลัวที่สุดในพรรคมารทมิฬ
าระหว่างพี่น้องพึ่งจะเริ่มขึ้น และกงจื่อสี่... ขยะที่ทุกคนมองข้าม กำลังเตรียมตัวจะนอนยาวๆ ท่ามกลางกองศพของศัตรูในแบบที่เขาถนัดที่สุด
Wisan-Mars