ทวีปเฉียนฉินมีสำนักฝึกตนสายธาตุอยู่สี่แห่งอันได้แก่สำนักวายุจำรัสแห่งแคว้นหานสำนักอัคคีผลาญแห่งแคว้นจ้าวสำนักปฐีพิฆาตแห่งแคว้นฉู่และสำนักวารีคลั่งแห่งแคว้นฉีสำนักทั้งสี่มีความเป็มายาวนานนับแสนๆปีและยืนยงเคียงคู่ทวีปใหญ่มาทุกยุคทุกสมัยโดยที่ไม่มีใครทราบถึงต้นกำเนิดของสำนักฝึกตนทั้งสี่ไม่ใช่แต่สำนักฝึกตนสายธาตุเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ทวีปเฉียนฉินก็กว้างใหญ่และเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กันถ้าพูดถึงเื่อาณาเขตแล้วทวีปซึ่งถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอันเวิ้งว้างสุดสายตาแห่งนี้มีพื้นที่อันไม่อาจจะประมาณได้
หากมีผู้ใดเดินทางไปตอนเหนือของแคว้นหานแล้วยืนห่างจากเชิงเขาใหญ่ออกมาหลายสิบลี้ก็จะเห็นว่ามีเทือกเขาอันใหญ่โตโอฬารและสูงจรดฟ้าตระหง่านอยู่บนยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยเมฆและหมอกเทือกเขานี้มีชื่อว่าเฉวียนลวี่ซานอันเป็ที่ตั้งของสำนักวายุจำรัสอันเกรียงไกร
อาณาบริเวณของสำนักวายุจำรัสทอดตัวไปตามที่ราบบนเทือกเขาอันมีพื้นหญ้าสีเขียวขจีนอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็น้ำตก น้ำพุป่าทึบและภูผาซ่อนตัวอยู่บนเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานแห่งนี้บรรยากาศของสำนักฝึกตนธาตุลมประหนึ่งคล้ายกับทิพยสถานไอปราณอันหนาแน่นแฝงอยู่ในทุกอณูของอากาศธาตุอันบริสุทธิ์เรียกได้ว่าสถานที่นี้เหมาะสำหรับใช้เป็สถานที่ฝึกตนเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีเซียนโดยแท้
ที่สนามกว้างกลางสำนักเด็กหญิงชายั้แ่อายุสิบสองไปจนกระทั่งถึง่วัยรุ่นกำลังยืนมองชายที่อยู่ในชุดสีเทาซึ่งมีท่าทีเปี่ยมไปด้วยเมตตาผมของชายผู้นี้เป็สีขาวทั้งศีรษะ แต่ใบหน้าของเขากลับไม่ปรากฏรอยเหี่ยวย่นท่าทางที่สุขุมประกอบกับไอปราณระดับสูงของคนที่ย่างเข้าสู่วิถีเซียนทำให้เด็กๆทั้งหลายรู้สึกกริ่งเกรงคนผู้นี้มิใช่ใครหากคือป้านโหวลี่ เ้าสำนักวายุจำรัส
“ยินดีกับทุกคนที่ผ่านการทดสอบคัดเลือกและขอต้อนรับผู้ฝึกตนเข้าสู่สำนักวายุจำรัสแห่งแคว้นหาน...”เสียงของเ้าสำนักมีอำนาจเสียงที่ส่งจากพลังปราณดังสม่ำเสมอและแผ่ดังไปทั่วลานกว้างด้านหลังของป้านโหวลี่มีแปดผู้าุโและสิบหกผู้คุมกฎยืนอยู่พวกเขากำลังมองมาที่ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์
รอบๆผู้ฝึกตนรุ่นใหม่มีศิษย์รุ่นก่อนหน้าที่ผ่านการทดสอบเมื่อสามปีที่แล้วยืนอยู่ประปรายพวกเขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเ้าสำนักออกมาต้อนรับศิษย์ใหม่ด้วยตัวเองพวกศิษย์หลายๆคนไม่เคยเห็นหน้าเ้าสำนักมาก่อนด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เ้าสำนักเลยแม้แต่ผู้าุโก็มักจะเก็บตัวฝึกตบะหรือไม่ก็ฝึกฝนศาสตร์แขนงต่างๆ เหตุนี้พวกศิษย์จึงมีโอกาสไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นพวกเขาอยู่กันพร้อมหน้า
“...อาณาเขตป่าทึบเป็ที่หวงห้ามนอกจากผู้ฝึกตนที่ก้าวสู่ขั้นที่หนึ่งได้แล้วห้ามผู้ใดเข้าไปยังบริเวณนั้นเพราะที่นั่นเป็ถิ่นอาศัยของสัตว์อสูร...” ป้านโหวลี่ชี้ไปยังป่ารกทึบที่รายล้อมรอบทุ่งกว้าง เขาแจกแจงสิ่งที่ผู้มาใหม่ควรรู้ด้วยตัวเขาเองฝ่ายเด็กที่มาใหม่ก็มองไปยังป่าที่อยู่ห่างไกลแล้วพยักหน้าอย่างว่าง่ายมีเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก
“...สำนักของเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานดำรงอยู่คู่แคว้นหานมานานนับแสนปีหรือมากกว่านั้น บางตำนานเล่าขานว่าสำนักวายุจำรัสกำเนิดมาพร้อมๆกับทวีปเฉียนฉินทวีปเฉียนฉินก็คือโลกที่เหล่ามนุษย์อย่างพวกเราอาศัยอยู่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพ้นจากพื้นน้ำอันกว้างใหญ่ออกไปจะมีผู้คน...หรือเผ่าพันธุ์ใดอยู่อาศัยอยู่หรือไม่”ป้านโหวลี่นิ่งเงียบไปชั่วลมหายใจก่อนที่จะพูดต่อว่า
“พวกเ้าทุกคนจงภูมิใจที่ได้มาเป็ศิษย์ของสำนักอันยิ่งใหญ่แห่งนี้!”ทั้งน้ำเสียงและแววตาของป้านโหวลี่เต็มไปด้วยพลัง ปลุกให้ผู้ฟังรู้สึกฮึกเหิมศิษย์รุ่นใหม่มองเ้าสำนักด้วยแววตาเลื่อมใสพวกเขารู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจที่ได้เข้ามาอยู่ในเส้นทางเซียน
ขณะที่ศิษย์หน้าใหม่ทั้งหลายกำลังยินดีปรีดาอยู่นั่นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ศิษย์ภูมิใจที่ได้เข้ามาฝึกตนในสำนักแห่งนี้”
ทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่รวมถึงผู้าุโมองมาที่ต้นเสียงก็เห็นว่าเป็เด็กชายวัยประมาณสิบห้ากำลังก้มหัวและประสานมือไว้ด้านหน้าชุดแต่งกายของเขาหรูหรา ผิวของเขาไม่ขาวแต่ก็ไม่ดำปลายจมูกของเด็กชายเชิดขึ้นเล็กน้อยมีแววแห่งความรั้นและถือดี
“นั่นคือมู่ฉีเชิ่ง นายน้อยแห่งตระกูลมู่ ตระกูลมู่เป็ตระกูลใหญ่แห่งแคว้นหานคนในตระกูลมู่จำนวนไม่น้อยผ่านการฝึกฝนเพื่อเข้าสู่วิถีเซียนนั่นไงผู้คุมกฎมู่ฉุ่ยยู่ก็มาจากตระกูลนั้นเช่นกัน” เด็กชายคนหนึ่งกระซิบ
“อา...มู่ฉีเชิ่งเปี่ยมไปด้วยพร์ตอนที่เขาปักหอกวิเศษเพื่อทดสอบความสามารถในการใช้ปราณหอกนั้นปักเข้าไปในพื้นดินถึงสามในสี่คมหอกข้าเข้าทดสอบที่เขตเดียวกับเขาได้เห็นมากับตา”
“สามในสี่เชียวรึ! นั่นไม่ธรรมดา!” เด็กชายที่เข้าทดสอบที่เมืองอื่นตกตะลึง
ศิษย์ใหม่ของสำนักมองมาที่นายน้อยตระกูลมู่ด้วยสายตาอิจฉาด้วยพร์ของมู่ฉีเชิ่งและทรัพยากรของตระกูลมู่ต้องทำให้มู่ฉีเชิ่งต้องก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน
มู่ฉีเชิ่งเชิดหน้าแล้วใช้หางตาเหลือบมองผู้คนใต้ใบหน้าที่หยิ่งยโสนั้นซ่อนความรู้สึกภาคภูมิใจเอาไว้
“ข้าก็ภูมิใจที่ได้เป็ศิษย์ของสำนักวายุจำรัส” เสียงใสของเด็กหญิงดังขึ้นเด็กหญิงวัยสิบสี่ ผิวขาวหน้าตาน่ารัก แววตาจริงจังเอ่ยนางประสานสองมือไว้ด้านหน้า และพอพูดจบนางก็เงยหน้ามามองเ้าสำนัก
ป้านโหวลี่ยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อยอย่างน้อยในบรรดาศิษย์รุ่นใหม่ก็มีเด็กสองคนที่กล้าหาญกล้าแสดงออกผิดกับศิษย์คนอื่นๆที่ไม่กล้าพูดจากับเ้าสำนัก
“นั่นคือชุนจางมิน นางมาจากทางใต้ของแคว้นหาน นางปักหอกเข้าไปในพื้นดินได้ถึงครึ่งคมหอก”
“นางมาจากตระกูลธรรมดาๆ ปักหอกวายุเวทได้ครึ่งคมหอกก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
ได้ยินคำชมชุนจางมินก็กระหยิ่มเล็กน้อย นางเผยอยิ้มจากนั้นก็กล่าวต่อไปว่า
“ไม่เพียงแค่ข้าที่รู้สึกดีใจที่ได้มาเป็ศิษย์สำนักวายุจำรัสแท้ที่จริงแล้ว พวกเราทุกคนล้วนภูมิใจที่ได้เป็ศิษย์สำนักนี้!” นางกล่าวด้วยเสียงดังคล้ายจะปลุกใจคำพูดของนางปลุกเร้าให้ศิษย์รุ่นใหม่ทั้งหลายฮึกเหิม สิ้นคำพูดของชุนจางมินศิษย์ทั้งหลายก็แย่งกันพูดจนเกิดเสียงดังไปทั่วสนามหญ้าอันเขียวขจี
“ใช่ๆ พวกเราล้วนแต่ภาคภูมิใจ”
“สำนักวายุจำรัสนั้นยิ่งใหญ่กว่าสำนักฝึกตนอื่นที่มีอยู่นับหมื่นนับพันใครไม่ภูมิใจที่ได้สังกัดสำนักก็บ้าแล้ว”
“ชุนจางมินกล่าวได้ถูกต้องพวกเราทุกคนล้วนภูมิใจที่ได้เป็ศิษย์สำนักวายุจำรัส!”
...
มู่ฉีเชิ่งไม่ได้เป็จุดสนใจอีกต่อไปสายตาแห่งความชื่นชมนับร้อยคู่เพ่งมาที่ชุนจางมินมู่ฉีเชิ่งเบ้ปากแล้วมองไปทางอื่น การกระทำของเด็กหญิงแซ่ชุนไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาคนที่เปี่ยมไปด้วยพร์เช่นเขานั้นรอวันที่จะโดดเด่นกว่าใครเมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในโลกแห่งการฝึกตนผู้คนจะค่อยๆสำนึกว่าฟ้ากับเหวนั้นต่างกันเพียงใด
ขณะที่ศิษย์รุ่นใหม่กำลังะโเสียงดังอยู่นั้น มีเด็กชายตัวจ้อยคนหนึ่งกำลังยืนตัวแข็งอยู่ตอนนี้เขาทำได้เพียงกลอกตาไปมา ในขณะที่ส่วนอื่นของร่างกายล้วนแข็งทื่อ
“อ๊าๆๆๆ อูๆๆๆๆๆ” ปากของเด็กชายผิวขาวยังคงปิดสนิทแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ดิ้นรนเพื่อส่งเสียงออกมา
“อือออออ เออออออ”
“ออ...โอววววว” เสียงครางประหลาดๆเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ผู้คุมกฎกุ้ยชางกำลังมองเหล่าศิษย์ทั้งหลายจึงไม่ได้สนใจกับเด็กชายที่ยืนแข็งเป็หินเขาไม่รู้เลยว่าอักขระเวทของเขากำลังจะคลายจากสะกด
“อือออออ โอววววววววววววววว” เสียงประหลาดนั้นดังและลากยาวจนคนที่อยู่ข้างๆเริ่มหันมามองพวกเขาสังเกตว่าเด็กชายตัวจ้อยที่ยืนไม่กระดุกกระดิกมาโดยตลอดเริ่มจะเคลื่อนไหวทันใดนั้นเองเสียงแหลมๆก็ลอดออกมาจากปากเด็กชาย
“ข้าไม่ภูมิใจ! ข้าไม่อยากเป็ศิษย์สำนักข้าถูกลักพาตัวมา ช่วยด้วยๆ ช่วยข้าด้วย!” ส่วนอื่นๆของร่างน้อยๆมิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแต่แค่เปิดปากได้ก็เพียงพอให้เด็กชายดิ้นรนต่อสู้แล้ว
“ช่วยข้าด้วยข้าถูกคนไว้เคราแพะหน้าตาน่าเกลียดใช้กำลังบังคับข้ามาที่นี่ ช่วยด้วย...” เสียงนั้นโหยหวนอย่างกับโคที่กำลังถูกเชือดดวงตาของเด็กน้อยเพ่งมองไปที่กุ้ยชางที่ยืนอึ้งอยู่ด้านหลังเ้าสำนัก
ทันทีที่กุ้ยชางรู้สึกตัว เขาก็พุ่งเข้าไปหาเด็กชายด้วยความเร็วประดุจแสงความเร็วนั้นทำให้ศิษย์รุ่นใหม่ต้องตกตะลึง เมื่อผู้คุมกฎเข้าถึงตัวเด็กชายเขาก็ก้มหน้าลงแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ
“หุบปากซะ ไม่เช่นนั้นเ้าต้องเจ็บตัวแน่”
“ช่วยด้วย! คนเคราแพะขู่จะฆ่าข้าแล้ว ช่วยข้าด้วย!” เสียงแหลมๆของเด็กน้อยทำให้ผู้คุมกฎแซ่กุ้ยปวดหัวจี๊ดๆตลอดทางจากเขตทดสอบมาถึงที่นี่เด็กผู้นี้ก็ร้องโวยวายไม่หยุดทำให้เขาต้องลงอักขระเพื่อสะกดเด็กชายไว้กุ้ยชางไม่คิดว่าอักษรเวทจะคลายออกเร็วกว่ากำหนด
“จิวฟง! หุบปาก!”
“เห็นไหม คนเคราแพะกำลังรังแกข้า พวกเ้าเห็นไหมๆ” เด็กชายที่ชื่อจิวฟงหมุนคอไปรอบๆเพื่อขอความช่วยเหลือ
ทุกคนต่างก็นิ่งอึ้งอ้าปากค้าง พวกเขาเพิ่งพูดถึงความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสำนักไปหยกๆแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามีผู้หนึ่งที่ไม่คิดเช่นนั้น
เมื่อจิวฟงเห็นว่าคนทั้งหลายไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยสิ่งที่เขาทำได้ก็เห็นจะมีแต่การช่วยเหลือตัวเองแม้จะมีเพียงแค่ปากที่ขยับได้แต่เขาจะไม่ยอมแพ้ อย่างไรเสียเขาก็พร้อมจะสู้ด้วยทุกอย่างที่มีจิวฟงสูดหายใจเข้าแรงแล้วแหกปากลั่น
“ปล่อยข้า!”
เสียงแหลมๆดังลั่นทุ่ง นกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ตื่นใมันบินออกจากรังแล้วทิ้งลูกน้อยที่ยังโผบินไม่ได้ไว้ไก่ป่าร้องกะต๊ากหนึ่งทีแล้ววิ่งเข้าไปในแนวป่าหมูป่าที่ออกมาหากินรีบเผ่นกลับเข้าไปยังรังของพวกมันเช่นเดียวกับสัตว์ป่าและสัตว์อื่นๆที่กระโจนเผ่นออกจากลานกว้าง
คนอื่นๆทรุดกายแล้วปิดหู ส่วนกุ้ยชางหน้าตาเหยเกเขาเอามือซ้ายปิดหู มือขวาของเขาร่ายอักขระและส่งปราณเพื่อจะสะกดจิวฟงอีกครั้งแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วของคนเคราแพะขณะที่ผู้คุมกฎกำลังจะลงอักขระที่ร่างของจิวฟง ป้านโหวลี่ก็เอ่ยดัง
“นี่มันเื่อะไร!” เสียงเข้มๆนั้นสื่อถึงความไม่พอใจได้เป็อย่างดี
“ท่านเ้าสำนัก เขตที่สิบสามมีจำนวนผู้ผ่านการทดสอบไม่ถึงเกณฑ์ขาดผู้มีคุณสมบัติไปหนึ่งคน เด็กชื่อจิวฟงส่งเสียงดังซ้ำยังทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบคนสุดท้ายเสียสมาธิจนหอกวิเศษหลุดจากมือข้าจึงใช้อาญาสิทธิ์สำนักพาตัวเด็กผู้นี้มาสังกัดสำนักของเรา”เงาของกุ้ยชางวูบไปหยุดอยู่ตรงหน้าป้านโหวลี่เขาประสานมือแล้วพูดกับเ้าสำนักอย่างนอบน้อม
“เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าข้าโดนลักพาตัวมา!” จิวฟงแหกปากดังป้านโหวลี่ก็ทนฟังเสียงแหลมๆไม่ไหว เขารีบร่ายอักขระปราณสีทองถูกส่งไปยังร่างของจิวฟงในชั่วเสี้ยวลมหายใจ และนั่นทำให้เด็กชายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ได้อีกครั้งคราวนี้แม้แต่ลูกตาก็ยังกลอกไปมาไม่ได้
ป้านโหวลี่พยักหน้ากับกุ้ยชางเห็นดังนั้นผู้คุมกฎเคราแพะก็ลอยมาหยุดหน้าเด็กชายแล้วจึงเอ่ยว่า
“ถ้าเ้าไม่ส่งเสียงร้องแสบแก้วหู ข้าจะถอนอักขระให้ ตกลงไหม”
เมื่อเห็นจิวฟงยืนนิ่งเขาก็ถอนหายใจ อย่างไรเขาก็ไม่มีทางสื่อสารกับเด็กเ้าปัญหาได้อักขระของเ้าสำนักสะกดได้แม้กระทั่งดวงตาของจิวฟง
กุ้ยชางส่งปราณไปที่อกของจิวฟงอันมีตราประทับสีทองซ่อนอยู่เขาคลายสะกดออกเล็กน้อยพอให้เด็กชายพอได้เคลื่อนไหว ทันทีที่เริ่มกระดุกกระดิกได้จิวฟงก็จ้องหน้าคนเคราแพะอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ถึงแม้กระนั้นเขาก็ไม่ได้แหกปากร้องเพราะกลัวว่านิ้วชี้ของกุ้ยชางจะปล่อยเวทประหลาดมาอีกรอบ
“จิวฟง เ้ามีความผิดโทษฐานรบกวนการทดสอบของสำนักวายุจำรัสเ้ายอมรับผิดหรือไม่”
“ตอนนั้นผู้คนก็ส่งเสียงให้กำลังใจผู้เข้าทดสอบกันทั้งนั้นทำไมต้องกล่าวหาว่าข้าทำผิดแต่เพียงผู้เดียว” จิวฟงเหลือบตามองผู้คุมกฎ
กุ้ยชางถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจก่อนที่จะเอ่ยว่า
“คนอื่นๆก็แค่ส่งเสียงให้กำลังใจกันเบาๆแต่เ้าเอาแต่โกนด้วยเสียงแหลมๆโดยที่ไม่คำนึงถึงสมาธิของผู้เข้าทดสอบตอนนั้นเ้าะโว่าอะไรนะ ‘ย้ากกๆๆๆๆ’ อย่างนั้นรึ ถ้าลุ้นมากขนาดนั้นทำไมไม่เข้าทดสอบเองเสียเลยเ้าทำท่าทางราวกับจะเค้นพลังอะไรออกมา แล้วสุดท้ายเป็ไงล่ะกลายเป็ตดดังปุ๋งจนผู้คนที่ห้อมล้อมดูการทดสอบแตกตื่น...”
“เื่นั้นไม่ใช่สาระสำคัญอะไรประเด็นคือท่านลักพาตัวข้ามาต่างหาก” จิวฟงโบกมือไปมา เขารีบเปลี่ยนประเด็นเมื่อเห็นว่าผู้คนกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตารังเกียจ
“ประเด็นคือเ้าไม่เคารพสำนักวายุจำรัสข้าถึงได้พาเ้ามาที่นี่เพื่ออบรมสั่งสอนยังไงล่ะ!” กุ้ยชางตะคอก
“ข้ามีท่านลุงกู้คอยดูแลสั่งสอนอยู่แล้ว” จิวฟงเถียง
“กู้เว่ยเ้าของร้านรับซื้อสินค้าทุกอย่างแห่งเมืองฮวางฉูก็เอาเ้าไม่อยู่เขาฝากฝังเ้าไว้กับข้ากู้เว่ยฝากข้ามาบอกเ้าว่าขอให้สนุกกับการฝึกตนดังเช่นที่เ้าเพลิดเพลินไปกับการประเมินราคาข้าวของ”
จิวฟงกลอกตาไปมาเขามองกุ้ยชางด้วยสายตาที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่คนเคราแพะพูดจาเหมือนกับจะรู้จักกู้เว่ยผู้อุปการะเลี้ยงดูเขาซ้ำยังรู้ว่าเขาเป็ผู้ประเมินสินค้าของร้านหยี่ฉีจิวฟงจึงค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่กุ้ยชางพูดมาเป็ความจริง
จิวฟงส่ายหน้าไปมาแล้วทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายเขาชำเลืองมองกุ้ยชางแล้วเอ่ยเรียบๆว่า
“ถ้าบอกั้แ่แรกว่าท่านลุงกุ้ยให้ข้ามาอยู่ที่สำนักฝึกตนแห่งนี้ก็คงไม่เกิดเื่วุ่นวายขึ้นเช่นนี้หรอก หากข้าเป็ท่าน ข้าจะอธิบายเื่ราวต่างๆให้กระจ่างั้แ่ทีแรก”พูดจบจิวฟงก็ถอนหายใจยาวออกมา
“ก็ใครใช้ให้เ้าเอาแต่แหกปากมาตลอดทางล่ะโว้ยเ้าเด็กนรก!” กุ้ยชางโกรธจนตัวสั่นระริก
เ้าสำนักวายุจำรัสหัวเราะจนเห็นฟันขาวเขามองเด็กชายจิวฟงอย่างสนใจป้านโหวลี่เพ่งมองเขี้ยวเล็กๆซี่ซ้ายบนของจิวฟงอยู่นานแต่เมื่อไม่เห็นฟันเขี้ยวซี่ขวาบนในปากของเด็กชาย เขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับจิวฟงอีก