บทที่ 4 การประชุมในหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่แต่เดิมยังคงส่งเสียงเอะอะโวยวาย เมื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านห่าวเหรินยกมือขึ้น ทุกคนก็ค่อย ๆ เงียบลง
ทุกคนล้วนเต็มใจฟังคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านห่าว เพราะฟังแล้วรู้สึกสบายใจ
แต่ห่าวเหรินมองดูชาวบ้านตรงหน้า แล้วรู้สึกปวดหัวอยู่เล็กน้อย
เดิมพวกเขาตั้งใจหลบเร้นอยู่ในเขา เพื่อใช้ชีวิตบนูเาอย่างสงบ แต่ใครจะรู้ว่าเื่วุ่นวายจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย
พวกเขาอยากจะหลีกหนีออกห่าง แต่น่าเสียดายที่พละกำลังไม่เอื้ออำนวย
"เื่แรก เมื่อคืนผู้เฒ่าฉิน และขงหวู่มีความชอบในการเฝ้าหมู่บ้าน ไม่เพียงทำให้ทุกคนได้กินน้ำแกงเนื้องู ยังจับตัวคนของค่ายชิงเสอได้หลายคน ขอมอบรางวัลเป็ขาแกะย่างคนละหนึ่งชิ้น มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่?"
"ไม่มี!" ทุกคนตอบพร้อมกัน
อู่อิงเหนียงถือขาแกะย่างที่เพิ่งย่างเสร็จเมื่อ่สายสองชิ้นด้วยมือเดียว แล้วแจกให้ผู้เฒ่าฉินและขงหวู่ต่อหน้าทุกคน
ขาแกะย่างนั้นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนชวนให้น้ำลายไหล มีน้ำมันไหลเยิ้ม
ฝีมือการทำอาหารของอู่อิงเหนียงนั้นไม่มีที่ติจริง ๆ
ทุกคนกลืนน้ำลายแล้วฟังหัวหน้าหมู่บ้านพูดต่อ
"พวกคนจากค่ายชิงเสอเกี่ยวพันกับยุทธภพ พวกเ้าว่าควรจัดการอย่างไร?"
ชาวบ้านทั้งหลายมองตามสายตาของหัวหน้าหมู่บ้านไปทางคอกวัวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
หลิ่วอิ๋นหวนและศิษย์ค่ายชิงเสอที่ยังยังมีลมหายใจรวยรินอีกไม่กี่คนถูกมัดติดกับเสาไม้หน้าคอกวัว
"หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าว่าจับพวกมันไว้เป็ตัวประกัน ให้ค่ายชิงเสอเอาเงินมาไถ่ตัว พวกเราจะได้เงินก้อนหนึ่ง" ผู้เฒ่าสวีลุกขึ้นเสนอความเห็น
"ไม่ได้" ห่าวเหรินขมวดคิ้ว
กิริยาของเขาสง่างามประดุจบัณฑิตจากเมืองหลวง แม้ยามขมวดคิ้วโกรธก็ยังดูราวกับคุณชายผู้หม่นหมองจากตระกูลใหญ่
"ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว พวกเราไม่ใช่โจรูเาแล้ว ไม่ใช่โจรูเา อย่าได้ยึดติดกับนิสัยเลวร้ายในอดีต! พวกเราเป็พลเมืองดี พลเมืองดีจะไปจับตัวประกันเรียกค่าไถ่ได้อย่างไร"
ผู้เฒ่าสวีตบหัวตัวเอง รีบคิดวิธีใหม่มาแก้ไข
"ถ้าอย่างนั้นเก็บคนพวกนี้ไว้ ใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ต้องไถนา เอาเชือกผูกพวกมันลากไถแทนสัตว์ใช้งาน ให้วัวในหมู่บ้านได้พักบ้าง"
พอได้ยินคำพูดนี้ หลายคนพากันพยักหน้า
ห่าวเหรินแสดงสีหน้าพึงพอใจ
"ความคิดนี้ไม่เลวทีเดียว ใช้ของให้คุ้มค่า ใช้คนให้คุ้มค่า"
ทุกคนปรบมือชื่นชมอาซิ่ว อาซิ่วนั่งลงด้วยท่าทางผึ่งผาย
"อา อา อา" ขงหวู่ลุกขึ้นยืน โบกมือชี้ไปทางป่า
ขงหวู่ไม่มีลิ้น ได้แต่ใช้มือทำท่าทาง ทว่าทุกคนเข้าใจความหมายของเขา —
เวลาล่าหมาป่า เสือ และเสือดาว ให้โยนพวกนี้ออกไปเป็เหยื่อล่อ ล่อสัตว์ป่าเข้ากับดัก จะได้ล่าสัตว์ได้สะดวก
"ข้อเสนอนี้ก็ใช้ได้" ห่าวเหรินครุ่นคิดครู่หนึ่ง "วิธีนี้น่าจะล่าเสือได้เพิ่มอีกสองตัว ไม่มีปัญหา"
ทุกคนต่างพากันพูด
"ใช่ ๆ ส่วนที่เสือกินเหลือ ยังเอาไปเลี้ยงหมูเลี้ยงสุนัข หรือฝังดินทำปุ๋ยได้"
"กระดูกคนที่เหลือเอาไปมัดฟางไว้ ตั้งในนาก็ใช้ไล่นกกระจอกได้"
ห่าวเหรินพยักหน้ารัว ๆ
"พวกเ้าควรมีทัศนคติประหยัดมัธยัสถ์เช่นนี้แหละ"
จากนั้นก็มีคนเสนอความคิดแปลก ๆ อีกมากมาย
หลิ่วอิ๋นหวนและคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ฟังจนขวัญผวา
พวกเขาอยู่ในค่ายชิงเสอมาหลายปี เคยก่อเื่ฆ่าฟันและลักพาตัวมาไม่น้อย แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะหั่นคนเป็ชิ้น ๆ เพื่อใช้เป็ปุ๋ยเลย
ตอนนี้เขารู้สึกว่าหมู่บ้านนี้ดูผิดปกติไม่ว่าจะมองมุมไหน
ชาวบ้านทำงานหนักมาั้แ่เช้า บางคนพับแขนเสื้อ บางคนเปลือยท่อนบน แต่ละคนมีแผลเป็จากคมดาบน่าสยดสยองอยู่ที่แขนหรือหลัง
นั่นไม่ใช่แผลที่เกิดจากการทำงานในไร่นาแน่นอน
หลิ่วอิ๋นหวนนึกถึงความร้ายกาจของผู้าุโหูทิพย์กับเด็กหนุ่มร่างหมีดำเมื่อคืนนี้ เหงื่อเย็นเยียบก็ผุดซึมขึ้นมาบนศีรษะ
นี่มันจะเป็หมู่บ้านพลเมืองดีได้อย่างไร...
เขาหวังว่าจะมีคนปกติสักคนออกมาพูดว่าจะส่งพวกเขาไปให้ทางการ อย่างไรเสีย หัวหน้าใหญ่ก็คงหาทางช่วยพวกเขาออกมาได้
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ขออภัยที่ข้าต้องพูดตรง ๆ ในฐานะหมอ ข้าเห็นว่าการใช้วิธีเหล่านี้โดยตรงไม่เหมาะสม"
ท่ามกลางฝูงชนที่อื้ออึง หมออวี๋ในชุดขาวลุกขึ้นยืน หลังตรง แขนเสื้อพลิ้วไหว
หลิ่วอิ๋นหวนเห็นคุณชายหน้าตาสะอาดสะอ้านผู้มีความรู้ออกมา อีกทั้งยังเป็หมอผู้มีจิตใจเมตตา ดวงตาเขาเปล่งประกายความหวัง
ดีล่ะ
ขอเพียงมีคนใจอ่อนสักคนยอมปล่อยพวกเขาออกจากูเา พวกเขาก็ยังมีโอกาสกลับมาแก้แค้นได้
หมออวี๋กล่าวต่อว่า
"่นี้ข้ากำลังคิดค้นยาตัวใหม่ ้าคนมาทดลองยา หากทดลองสำเร็จ จะทำให้คนแข็งแกร่งดั่งเสือ แต่หากทดลองไม่ดี ก็จะกลายเป็ศพเดินได้"
"พวกคนเหล่านี้เหมาะที่จะเอามาทดลองยายิ่งนัก รอข้าทดลองยาเสร็จ พวกเ้าค่อยเอาไปใช้"
หมออวี๋อายุยังน้อย เพียงยี่สิบหกปี แต่เพราะวิชาแพทย์ล้ำเลิศ จึงได้รับความเคารพนับถือจากทั้งหมู่บ้าน
เมื่อเขาบอกว่าจะคิดค้นยาใหม่ ทุกคนต่างให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
"ฮ่า มีคนเพียงเท่านี้ ให้หมออวี๋ใช้ก่อนเถิด"
"ใช่ ๆ จะเอาไปเป็ปุ๋ยหรืออะไรก็ไม่สำคัญ การทดลองยาสำคัญกว่า"
"หมออวี๋ไม่ต้องเกรงใจหรอก..."
หัวหน้าหมูบ้านห่าวก็เห็นด้วยกับความคิดของหมออวี๋อย่างชัดเจน จึงพยักหน้าพลางกล่าวว่า
"เช่นนั้นจะให้คนพวกนี้ไปอยู่กับหมออวี๋ก่อน หากทดลองยาสำเร็จ ก็ให้พวกมันไปลากไถแทนวัวในทุ่งนา หากไม่สำเร็จ ก็ยังเอาไปใช้เป็เหยื่อล่าสัตว์ได้"
ชาวบ้านรู้สึกว่าวิธีนี้ไม่มีที่ติ ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง ไม่ว่าจะเป็อย่างไรก็ไม่สูญเปล่า
สมแล้วที่เป็หัวหน้าหมู่บ้าน ช่างชาญฉลาดจริง ๆ
หลิ่วอิ๋นหวนที่ยืนฟังอยู่ข้างคอกวัว รู้สึกตาพร่ามัว จึงะโออกมาอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
"ข้าคือรองหัวหน้าค่ายชิงเสอ หากพวกเ้าไม่ปล่อยข้า ค่ายชิงเสอจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พวกเราต้องมาแก้แค้นที่นี่แน่!"
เขาะโจนเสียงแหบแห้ง แต่ชาวบ้านทั้งหมดต่างหัวเราะ แม้แต่หมออวี๋ผู้ไม่เคยยิ้มก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
"โอ้ ดูท่าพวกมันคงส่งคนมาอีก"
"ดีเลย พวกนี้ใช้ทดลองยา รุ่นต่อไปเอาไว้ทำปุ๋ย"
"ฮ่า ๆ ๆ..."
อู่อิงเหนียงเดินไปที่ข้างคอกวัว ตบหน้าพวกเขาคนละที ทำให้หลิ่วอิ๋นหวนและคนอื่น ๆ สลบไปทั้งหมด
นางปัดฝุ่นบนมือสองที "พอเถอะทุกคน อย่าส่งเสียงดัง ฟังอาเหรินพูดต่อ"
ทุกคนหันกลับไปมองที่ห่าวเหรินพร้อมกัน
เซวียเช่อพิงหน้าต่างอยู่ สีหน้าตกตะลึง แม้แต่หายใจยังไม่กล้าหายใจเสียงดัง
แม้เขาจะอายุเพียงหกขวบ แต่อาจารย์ในเมืองหลวงที่เคยสอนเขาต่างพูดว่าเขาฉลาดเกินวัย มีไหวพริบดีเยี่ยม
แต่เื่ที่ได้เห็นวันนี้ เขาไม่อาจเข้าใจได้เลย
การฆ่าคนกลับถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ยังจะเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดและใช้งานได้คุ้มค่าที่สุดอีก
เมื่อคืนค่ายชิงเสอมาจริง ๆ แต่ชาวบ้านไม่มีใคราเ็แม้แต่คนเดียว ยังจับงูของพวกมันมากินอีกด้วย
เซวียเช่อถามซูจือจือว่า "พวกเ้าเคยเป็โจรูเาหรือ?"
"ใช่แล้ว แต่ท่านผู้เฒ่าฉินบอกว่าชายชาตรีไม่ควรพูดถึงความกล้าหาญในอดีต นั่นมันเื่เก่าแล้ว"
น้ำเสียงของซูจือจือแฝงความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
เซวียเช่อถาม "พวกเ้าเคยฆ่าคนปล้นทรัพย์ด้วยหรือ?"
ซูจือจือเอามือเท้าสะเอว
"นั่นเรียกว่าปล้นคนรวยช่วยคนจน กำจัดคนชั่วกำราบคนเลว พวกข้าเป็โจรผู้มีคุณธรรม ชาวบ้านสิบลี้แปดหมู่บ้านล้วนอยู่ใต้การคุ้มครองของพวกข้า"
"ตอนนี้พวกเรามาปรึกษาเื่ที่สอง" เสียงของห่าวเหรินดึงความสนใจของเด็กทั้งสองกลับมา
"ปีที่แล้วที่อื่นเก็บเกี่ยวไม่ดี ปีนี้บ้านเมืองก็ไม่สงบ หมู่บ้านเราจับโจรร้ายได้หลายคน ทำให้มีคนจับตามองพวกเรา ั้แ่คืนนี้เป็ต้นไป ให้เพิ่มยามอีกสองคน ต้องจัดลำดับเวรยามใหม่"
ทุกคนไม่มีข้อคัดค้านในเื่นี้
แต่ไป๋สวินที่อยู่ข้าง ๆ ได้ถามขึ้นว่า
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน จัดเวรยามครั้งนี้สามารถเปลี่ยนจากท่านเป็อาเป่าได้หรือไม่?"
ห่าวเหรินเงียบไปครู่หนึ่งอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ก่อนจะตอบท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของทุกคนว่า "ได้"
ริมหน้าต่าง เซวียเช่อเฝ้ามองอย่างเงียบงันพลางคาดเดาว่าใครคืออาเป่า
ซูจือจือราวกับรู้ว่าเซวียเช่อกำลังคิดอะไรอยู่ นางจึงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากแล้วผิวปาก
เสียงผิวปากยังไม่ทันขาดหาย—
ฟึบฟับ! ฟึบฟับ! อินทรีขนาดมหึมาที่เดิมกำลังพักผ่อนอยู่ตรงมุมห้องก็กระพือปีกบินมา ตัวมันสูงใหญ่กว่าซูจือจือเสียอีก
อาเป่าก้มหัวลงตรงหน้าซูจือจือ ยอมให้นางลูบขนสีขาวบนหัวมันอย่างว่าง่าย
"นี่ไง นี่คืออาเป่า"
เซวียเช่อเพิ่งเคยเห็นอินทรีขนาดใหญ่เช่นนี้เป็ครั้งแรก กรงเล็บแหลมคมของมันเปื้อนคราบเืที่แห้งกรังแล้ว
แม้แต่ตอนที่เขาเคยตามผู้ใหญ่ไปสนามล่าสัตว์หลวง ก็ยังไม่เคยเห็นอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
"อินทรีตัวนี้มาจากที่ใดกัน?"
ซูจือจือ "ข้าเก็บมา"
"อะไรนะ?" เซวียเช่อคิดว่าตนเองฟังผิดไป
ซูจือจือพูดซ้ำอีกครั้ง "ข้าเก็บมันกลับมาได้ตอนเดินเล่นในป่าน่ะ"
ซูจือจือมีนิสัยชอบเก็บของมาั้แ่เด็ก เมื่อไม่กี่ปีก่อนนางเห็นลูกนกอินทรีที่าเ็ จึงอุ้มมันไว้ไม่ยอมปล่อย
ชาวบ้านจึงเลี้ยงนกอินทรีตัวนี้ไว้ในหมู่บ้าน ตั้งชื่อว่าอาเป่า
ไม่มีใครคาดคิดว่าอาเป่าจะโตขึ้นมาได้ขนาดนี้ เวลาต่อสู้สามารถเทียบได้กับหัวหน้าหมู่บ้านหลายคนรวมกันเลยทีเดียว
"อะแฮ่ม" ห่าวเหรินเริ่มพูดเื่ที่สาม "เื่สุดท้ายเกี่ยวกับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ"
"ปีที่แล้วหมู่บ้านของพวกเราได้ผลผลิตดี และมีกำลังคนเหลือเฟือ ปีนี้พวกเราจะบุกเบิกที่นาสาธารณะเพิ่ม และปลูกพืชผลเพิ่ม ทุกคนอยากปลูกอะไรก็บอกมาได้"
ปีที่แล้วฝนตกน้อย หลายที่ผลผลิตธัญพืชลดลง
แต่บริเวณเขาเฮยเฝ่ยกลับเป็ข้อยกเว้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้ฝนจะตกน้อย แต่ดินก็ยังชุ่มชื้น ทั้งถั่ว แตง ผัก และข้าวต่างได้ผลผลิตดี
ที่จริงก็ไม่ได้เป็แบบนี้ตลอด หลายปีก่อนก็เคยมีภาวะขาดแคลนอาหาร ต้องกินรากหญ้าและเปลือกไม้
ในตอนนั้นทางหลิ่งหนานเกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาด เป็่บ้านเมืองวุ่นวาย แม้แต่ราชสำนักก็ยากจะจัดการ
แต่หลังจากซูจือจือเกิดเมื่อหกปีก่อน ฟ้าฝนก็เป็ใจ อาหารในไร่นาเริ่มงอกงามอย่างบ้าคลั่ง กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด
นับแต่ปีนั้น โจรูเาก็กลับใจเป็คนดี
ทุกคนต่างมองซูจือจือเป็ดาวแห่งโชคลาภ
อาหารคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต เมื่อชาวบ้านพูดถึงเื่ธัญพืช ต่างก็กระตือรือร้นเป็อย่างมาก
"ปลูกพริกให้มากหน่อย จะได้กินกับข้าวอร่อย!"
"อ้อย! เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วให้เคี่ยวน้ำตาลเพิ่มอีกสักหลายชั่ง จือจือชอบกินนัก"
"บนเขาของพวกเรามีพื้นที่มาก ปลูกไม้ผลกับต้นชาบ้างก็ดี"
ซูจือจือปีนออกทางหน้าต่าง แล้ววิ่งไปกลางกลุ่มคนอย่างคล่องแคล่ว ยกมือขึ้นพลางร้องเสียงดัง
"ข้าก็มีความคิดเห็นเช่นกัน!"
เมื่อชาวบ้านเห็นจือจือมา ต่างก็หยุดให้นางพูด
อู่อิงเหนียงเดินเข้าไปอุ้มซูจือจือขึ้นมา
"ว่ามา เ้าอยากปลูกอะไร?"
ซูจือจื่อ "ปลูกฝ้าย! ฝ้ายที่ใช้ทำเสื้อผ้าได้นั่นแหละ"