เมื่อมาถึงวัง แขกที่ยืนทักทายกันอยู่ก่อนหน้า ต่างพากันหันมามองลี่อ๋องและพระชายาแต่ไม่มีใครกล้าทัก หลานจูเจียนที่เดินตามหลังพระสวามียิ้มและทักทายทุกคนที่นางเจอ เสนาอำมาตย์และครอบครัวที่มาร่วมงานต่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วหลานจูเจียนจะเดินเชิดหน้าไม่มองหัวใคร เพราะคิดว่าตนคือคนรักขององค์ชายใหญ่ที่มีฮ่องเต้คอยหนุนหลัง แต่ในขณะเดียวกันก็มีบุคลิกภาพที่อ่อนแอ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้
แต่วันนี้นางแจกยิ้มไปทั่ว แต่กลับไม่เดินเข้าไปทักทายบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้ ความจริงแล้วนิรินไม่รู้ต่างหากว่าพวกเขาเป็ใคร แต่นั่นก็เป็สิ่งที่ครอบครัวของนาง้าเพราะหลังจากแต่งงานกับลี่อ๋องพวกเขาก็ไม่อยากนับญาติกับนางอยู่แล้ว กลัวว่านางจะนำภัยมาสู่ครอบครัว โดยเฉพาะนำภัยมาสู่น้องสาวหรือหลานจูหลิงผู้ที่ครอบครัวหวังว่าสักวันจะได้เป็สนมของฮ่องเต้หรือขององค์รัชทายาท
ลี่อ๋องเห็นแขกหลายคนมองหลานจูเจียนเลยหันกลับมามองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้นางทำไป เพราะทุกคนที่นี่รู้ว่าตนกับนางแต่งงานกันเพราะอะไร
เมื่อเดินเข้าไปข้างในนิรินก็ตาโต เพราะเธอไม่เคยเห็นอะไรใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน ทุกอย่างประณีตสวยงามมาก หลายอย่างเลี่ยมทอง เธอเงยหน้ามองเพดานจนเดินชนลี่อ๋อง ที่ตอนนี้หยุดเดินเพราะถึงที่นั่งของตัวเองแล้ว
ศีรษะของนางชนเข้าที่แผ่นหลังกว้างอย่างแรง แม้แต่คนร่างสูงยังเซไปข้างหน้าเล็กน้อย ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงพากันมอง
หลานจูเจียนรีบผงกหัว “ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
“เ้าพูดอะไร ลงไปนั่งได้แล้ว”
“ค่ะ ค่ะ”
“ข้าเป็เพื่อนเล่นของเ้ารึ”
ลี่อ๋องนั่งลงสายตาดุมองมา หลานจูเจียนรู้ว่าทำผิดไปจึงรีบเดินไปนั่งลงข้างๆ คิดว่าทำตัวเงียบๆ เป็ดีที่สุด แต่สายตาก็ยังมองถึงความอลังการงานสร้างของห้องใหญ่นี้สุดยอดจริงๆ ยิ่งนิรินเป็คนชอบศิลปะจีนอยู่แล้วยิ่งมองจนไม่รู้ว่ามีคนจากฝั่งตรงข้ามมองมา หลานจูเจียนใช้มือลูบคลำโต๊ะ เก้าอี้ ที่แกะสลักอย่างสวยงาม
สักพักก็มีเสียงประกาศ “ฮ่องเต้เสด็จ” หลานจูเจียนตื่นเต้นจึงรีบลุกขึ้นยืนก่อนใคร เพราะอยากรู้ว่า ฮ่องเต้จะมีรูปร่างหน้าตายังไง จะใส่ชุดเหมือนในหนังหรือเปล่านะ
เมื่อฮ่องเต้เดินถึงบัลลังก์ทุกคนก็ก้มคำนับทำความเคารพ แต่หลานจูเจียน ยังยืนมองพิจารณาทุกอย่างบนตัวของคนที่ได้ชื่อว่าฮ่องเต้ ฮ่องเต้เองก็เพ่งมองนาง หญิงไร้ประโยชน์นางนี้เป็อะไรมองข้าอยู่ได้ ฮ่องเต้คิดในใจ ลี่อ๋องก็ไม่พูดอะไรเพราะอยากให้นางถูกน้องชายลงโทษ ถ้าตัดหัวนางยิ่งดี ตนจะได้ไม่ต้องทนรำคาญ
หลานจูเจียนรู้สึกว่ามีคนมองจึงมีสติกลับคืนมา แล้วก็ย่อตามสตรีนางอื่น กงกงเห็นก็กระซิบบอกฮ่องเต้ ฮ่องเต้พยักหน้า องค์ชายใหญ่ก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ฮ่องเต้เอ่ยเปิดงานและเชิญทุกคนยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม ลี่อ๋องก็หยิบขวดเหล้าและจอกเล็กๆ ออกมาจากผ้าที่มัดรอบเอวของตน แล้วก็เทเหล้าลงในจอกดื่ม และก่อนจะทานอาหารก็จะใช้เข็มตรวจจับหาพิษก่อนเสมอ ซึ่งก็เป็ที่รู้กันไปทั่วว่าลี่อ๋องและฮ่องเต้นั้นไม่ถูกกัน จึงไม่จำเป็ต้องซ่อนการกระทำ
นิรินหยิบจอกเหล้าขึ้นดื่ม แล้วก็ต้องหลับตาปี๋เพราะเหล้านั้นขมและแรงเหลือเกินพากันดื่มเข้าไปได้อย่างไร จึงเปลี่ยนมามองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า หน้าตาอลังการงานสร้างมาก จาน ถ้วย ตะเกียบ ดูโบราณและสวยงามช่างเป็บุญตานิรินจริงๆ เธอชอบกินเป็ดย่างอยู่แล้วเมื่อเห็นเป็ดก็จัดการคีบเข้าปากทันที
“ฮื้อ อร่อยจริงๆ” สีหน้าท่าทางของนิรินบ่งบอกว่าอร่อยมาก ทำให้ทุกคนหันมามองอีกครั้ง
“อร่อยมาก อร่อยจริงๆ”
องค์ชายใหญ่และบิดามารดาของนาง สังเกตเห็นก็แปลกใจ เพราะรู้ว่าหลานจูเจียนนั้นไม่ชอบเป็ดยิ่งนัก แต่ทำไมนางถึงกินเอาๆ จนเกือบจะหมดจานอยู่แล้ว แถมการจับตะเกียบของนางก็ต่างไปจากเดิม
หลานจูเจียนคีบอาหารเข้าปากคำก็หันไปมองลี่อ๋องคำ
“ท่านอ๋อง มีแต่ของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย แล้วทำไมท่านถึงทำหน้าแบบนั้นละเพคะ” พูดเสร็จนางก็หันไปมองว่าอันไหนที่ลี่อ๋องยังไม่ได้แตะซึ่งก็เกือบจะทุกอย่าง เอาเป็ดแล้วกันนางจึงคีบเป็ดให้ลี่อ๋อง
ลี่อ๋องเห็นเช่นนั้นก็วางตะเกียบลงทันที “นี่เ้าอยากจะฆ่าข้ามากถึงเพียงนี้เชียวรึ”
หลานจูเจียนใ “ทำไมท่านอ๋องกล่าวหาหม่อมฉันเช่นนั้นล่ะ เพคะ หม่อมฉันแค่คิดว่าเป็ดนี้อร่อยมาก เลยอยากจะให้ท่านลองก่อนที่หม่อมฉันจะกินหมดก่อน”
“ไม่กินก็เอาคืนมา” หลานจูเจียนเอาตะเกียบไปคีบเนื้อเป็ดคืนมาใส่ปากของตัวเองแล้วก็เคี้ยว ด้วยหน้าตาโมโหคนที่นั่งข้างๆ “จะอะไรกันนักกันหนาก็แค่เป็ด พ่อเ้าประคู้น”
ทุกคนในท้องพระโรงมองสวามีและชายาคู่นี้ องค์ชายใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า
“เจียนเอ๋อร์ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าท่าลุงแพ้เป็ด” หลานจูเจียนมองคนที่พูด ชายคนนี้เป็ใครเรียกเราเหมือนสนิทสนมกันมาก
“ขอบคุณที่บอกข้า” นางพูดและยิ้มให้องค์ชายใหญ่ๆ ยิ้มตอบและยังมองนางเพราะว่าวันนี้นางทำอะไรแปลกๆ จึงทำให้เขาสนใจเป็พิเศษ ถังเหยียนเหยียนที่นั่งอยู่ข้างๆ มีสีหน้าไม่พอใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้
“นางจิ้งจอกนี่จะมาไม้ไหนอีกนะ แต่ก่อนหยิ่งยโส ไม่เห็นหัวใคร ชอบร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ตอนนี้ยิ้มให้ทุกคน แล้วยังทำอะไรแปลกอีกๆ”
เมื่อทุกคนทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้ก็ถามไถ่พี่ชายเป็คนแรกว่าเป็อย่างไรบ้าง เพราะมีศักดิ์สูงรองจากตน
“ขอบพระทัยฝ่าาที่เป็ห่วง กระหม่อมสบายดี พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้ว หลานหวางเฟยล่ะ ได้ข่าวว่าไม่สบาย”
หลานจูเจียนหันมามองหน้าลี่อ๋อง ลี่อ๋องยังหน้านิ่งไม่มองนาง
“หม่อมฉันสบายดีเพคะ ขอบพระทัยฝ่าา” พูดเสร็จก็ลูบหน้าอกตัวเอง เป็การปลอบใจที่ทำได้ ข้าได้พูดกับฮ่องเต้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดอยู่ในใจ แต่เผลอยิ้มออกมา
จากนั้นก็มีการแสดงเต้นรำ “นางรำมีแต่คนสวยๆ ทั้งนั้นเลย” หลานจูเจียนมองการแสดงอย่างไม่กะพริบตา เมื่อการแสดงทุกอย่างเสร็จสิ้นลง หลานจูเจียนก็ปรบมือเป็คนแรกอีก “สวยงามจริงๆ”
แน่นอนทุกอย่างอยู่ในสายตาของลี่อ๋อง ฮ่องเต้และองค์ชายใหญ่ แปลกจริงๆ เพราะนางไม่เคยชอบผู้หญิงคนไหนเลยเพราะกลัวว่าหญิงเ่าั้จะงามกว่าตน จนองค์ชายใหญ่อาจจะสนใจพวกนาง
แต่เื่เหล่านี้ไม่มีในหัวของหลานจูเจียนคนนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กลับไปกวนใจถังเหยียนเหยียนแทน เพราะทุกครั้งที่มีการจัดงานเลี้ยง องค์ชายใหญ่จะพานางรำอย่างน้อยหนึ่งคนไปหาความสุขในตำหนักด้วยทุกครั้ง ยังดีที่ไม่รับทุกนางเป็สนม
การแสดงจบลงแล้วคนในห้องก็นั่งพูดคุยกัน ชายหญิงวัยหนุ่มสาวก็มองหาคู่ หลานจูเจียนรู้สึกเบื่อ เมื่อหันไปมองคนที่ข้างๆ ก็ไม่เห็นพูดหรือปรบมือให้ใครเลย นั่งหน้าบึ้งอยู่ได้ยังไงเป็ชั่วโมงๆ คนเขาหัวเราะ คนเขายิ้มก็ไม่ยิ้ม นี่เราได้สามีรูปปั้นที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมหรือไงนะ
หลานจูเจียนอยากออกไปดูข้างนอกว่าจะเป็ยังไง แต่ไม่รู้ว่าจะขออนุญาตใคร จึงเอียงหน้าเข้าไปหาสวามี ลี่อ๋องเอียงตัวหลบอีกทาง
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากออกไปเดินข้างนอก ไม่รู้ว่าต้องขออนุญาตใครเพคะ” หลานจูเจียนโน้มหน้าเข้าไปใกล้เพื่อฟังคำตอบ ลี่อ๋องคิดว่า นั่นคงเป็สัญญาณที่นางจะออกไปส่งข่าวให้กับน้องชายและหลานชายของตน เพราะนางทำอย่างนี้ทุกครั้งที่เวลาเข้าวัง
“เ้ารู้อยู่แล้ว จะแสร้งถามทำไม”
“หา หม่อมฉันน่ะนะ รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง”
ลี่อ๋องนั่งตัวตรงไม่สนใจ หลานจูเจียนจึงมองไปรอบห้อง องค์ชายใหญ่ที่มองนางอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งจ้องนางมากขึ้น คิดว่าเมื่อไหร่เ้าจะออกจากท้องพระโรงนี้
ทำให้ถังเหยียนเหยียนมีสีหน้าไม่พอใจ คิดว่าองค์ชายใหญ่ยังคงอาลัยอาวรณ์คู่หมั้นเก่า
ฮ่องเต้ก็มองว่าทำไม หลานจูเจียนยังไม่ลุกขึ้นขออนุญาตออกไปเดินเพราะทุกคนรู้ดีว่า นางชอบออกไปเดินหลังการแสดงจบ นั่นเป็สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ รอแล้วรอเล่านางก็ยังไม่ลุก ในที่สุดฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นว่า
"หลานหวางเฟย ไม่อยากออกไปเดินชมสวนยามราตรีรึ”
หลานจูเจียนไม่ตอบแต่หันไปมองพระสวามี จนกงกงต้องเรียกนางอีกรอบ หลานจูเจียนจึงหันไปมองฮ่องเต้ ฮ่องเต้พูดอีกครั้งว่า
“ปกติแล้ว หลานหวางเฟย ชอบออกไปเดินชมสวนหลังการแสดงมิใช่รึ”
หลานจูเจียน ตอบว่า “หม่อมฉันอยากไปเพคะ แต่ไม่รู้ว่าไปได้ไหม”
“ทำไมจะไม่ได้ เราเคยบอกแล้วไง ว่าลี่หวางเฟยสามารถลุกขึ้นขออนุญาตและออกไปได้เลย จำไม่ได้รึ”
“หม่อมฉันลืมเพคะ ขอบพระทัยเพคะ” แล้วก็หันมายิ้มให้ลี่อ๋องอย่างดีใจที่จะได้ไปดูสวนดอกไม้ในวัง
“ถ้างั้นหม่อมฉันออกไปชมสวนก่อนนะเพคะ” พูดเสร็จก็ลุกขึ้นย่อตัวเดินออกไป
สักพักองค์ชายใหญ่ก็ลุกขึ้นเดินออกไปเช่นเดียวกัน ถังเหยียนเหยียนมองตามด้วยสีหน้าไม่พอใจ ลี่อ๋องก็มองตามหวางเฟยของตนที่เดินออกไปอย่างหน้าชื่นตาบาน
หลานจูเจียนเดินชมนกชมไม้ คิดว่าฉันช่างมีบุญจริงๆ ได้มาเดินในสวนสวยในวัง เดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้อยู่ไม่ไกล หลานจูเจียนเกิดความกลัวจึงหันหลังกลับ
“เ้าจะไปไหน”
หลานจูเจียนหยุดเดินและหันไปมอง ไม่รู้ว่าเขาเป็ใครรู้แต่ว่า คนคนนี้นั่งอยู่อีกฝั่งแล้วก็จ้องมองนาง จึงพูดขึ้นว่า
“ท่านพูดกับข้ารึ”
องค์ชายใหญ่ขมวดคิ้ว “แล้วเ้าคิดว่าข้าพูดกับใคร” หลานจูเจียนส่ายหน้า
“จำข้าไม่ได้รึ” องค์ชายใหญ่แกล้งถาม
“ท่านเป็ใครมิทราบ”
“จำคนที่เ้ารักไม่ได้รึ”
“คนที่ข้ารัก”
“ใช่”
“แต่ท่านไม่ใช่สามีข้า แล้วข้าจะรักท่านทำไม” คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้องค์ชายใหญ่ขมวดคิ้วมากขึ้น
“หลังจากที่เ้าเผชิญหน้ากับความตายคราวที่แล้ว ทำให้เ้าถึงกับความจำเสื่อมเชียวรึ”
หลานจูเจียนคิดว่าคราวที่แล้วคราวไหน เพราะนางเกือบตายมาหลายรอบแล้วั้แ่ทะลุเข้ามาในโลกแห่งนี้ ชายผู้เป็ใครกันมาบอกว่านางเคยรักเขา
“ท่านเป็ใคร”
“นี่เ้าจำข้าไม่ได้จริงๆ รึ เจียนเอ๋อร์” พร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้จะจับแขนของนาง หลาน
จูเจียนขยับตัวออกแล้วรีบเดินออกไปทางอื่น ถึงขนาดเรียกข้าว่า เจียนเอ๋อร์ คงสนิทกับข้าน่าดู
เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นยังตามนางอยู่ จึงรีบวิ่งกลับเข้าไปในท้องพระโรงและนั่งลงข้างๆ พระสวามีทันที ลี่อ๋องมองนางที่มีหายใจเหนื่อยหอบเหมือนวิ่งหนีอะไรมา
ถังเหยียนเหยียนยิ้มเมื่อเห็นหลานจูเจียนเดินกลับเข้ามาในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนฮ่องเต้คิดว่าคราวนี้ทำไมเ้าใหญ่ ถึงพูดคุยกับนางเร็วกว่าทุกครั้ง