ตอนที่ 3 ข้อตกลง
ที่อยู่ของพวกคาเรนเป็บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ถึงจะดูเหมือนบ้านทั่วๆไปแต่เอเดนสามารถรับรู้ได้ถึงตัวตนที่พยายามลบกลิ่นอายตัวเองอยู่นับสิบคน ถึงแม้จะเป็่เวลากลางวันแต่พวกมันกลับซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด ‘หน่วยข่าวกรองสินะ’
เอเดนค่อยๆตรวจสอบจำนวนสิ่งมีชีวิฤตที่อยู่ในบ้านด้วยคลื่นความร้อนจำนวนคนที่เขาตรวจพบภายในบ้านมีทั้งหมด 46 คน รวมกับที่แฝงตัวอยู่บริเวณรอบๆบ้าน
เมื่อรู้ถึงจำนวนคนของอีกฝ่ายเอเดนตัดสินใจที่จะลอบเข้าไป แทนที่จะแสดงตัวให้เห็น ‘จำนวนมากเกินไป’นั่นคือสิ่งที่เขาคิด ถึงแม้ว่าเอเดนจะมั่นใจว่าสามารถรับมือได้แต่เขาเชื่อเสมอว่า ความประมาทจะนำไปสู่ความพินาศของตัวเอง
เอเดนเริ่มลงมือเผาไม้ทำลายป่าบริเวณหน้าบ้านเพื่อดึงความสนใจถึงแม้พวกมันจะรู้ถึงความผิดปกติของสถานการณ์แต่การดับไฟของเอเดนก็ไม่ใช่เื่ง่าย กว่าพวกมันจะดับไฟสำเร็จเอเดนก็ได้เข้ามาเดินภายในบ้านของพวกมันเรียบร้อยแล้ว
แม้ภายนอกจะดูเหมือนบ้านปกติธรรมดา แต่ภายในกลับดูเหมือนเขาวงกตทางแยกสองจุดทางด้านซ้าย และทางแยกสามจุดทางด้านขวา ข้างหน้ายังมีทางแยกอีกสองทาง
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เอเดนสามารถตรงไปยังทางที่ถูกต้องได้โดยไม่จำเป็ต้องเสียเวลาแม้แต่น้อยเขาเดินไปตามทางที่สลับซับซ้อนราวกับคุ้นเคยกับเส้นทางเป็อย่างดี เพียงไม่นาน เอเดนก็มาถึงจุดที่พวกคาเรนอยู่
“นายเข้ามาในนี้ได้ยังไง!?”
คาเรนอุทานขึ้นด้วยความใ การหาที่อยู่ของเธอนั้นไม่ยากก็จริงแต่การจะเข้ามาในบ้านและเดินเข้ามาถึงจุดลึกสุดได้โดยที่ไม่มีคนนำทางนั้น แทบจะเป็ไปไม่ได้
พวกมันทั้งหมดต่างพร้อมใจกันถอยหนีจากเอเดนตามสัญชาตญาณโดยเฉพาะเคนยะที่ถูกตัดแขนทั้งสองข้าง มันแทบสิ้นสติในทันทีที่เผลอสบตากับเอเดน
“เธอคือเอเดนสินะ”
หัวหน้าสาขาเอ่ยถามเอเดนพร้อมๆกับตรวจสอบเอเดนอย่างคร่าวๆสำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเอเดนไม่ได้ต่างอะไรกับเด็กคนอื่นๆ มีเพียงั์ตาที่เป็สีแดงเพลิงเท่านั้นที่ดูสะดุดตา
“พวกเธอออกไปก่อน”
เมื่อได้อยู่กันสองคน หัวหน้าสาขาจึงเริ่มเข้าเื่ในทันที
“เธอมาจากตระกูลไหน แล้วเป้าหมายคืออะไร”
“ผมเองก็อยากทราบเหมือนกัน…”
“อะไรนะ”
คำตอบของเอเดนทำให้หัวหน้าสาขาต้องมึนงงทันที
ในขณะที่หัวหน้าสาขากำลังจะถามต่อ เอเดนได้หยิบจี้ห้อยคอขึ้นมา
“คุณเคยเห็นจี้ห้อยคอนี้ไหม”เป็จี้เส้นเดียวกับที่เอเดนเคยให้คาเรนดู
เมื่อเพ่งดูอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าสาขาก็ต้องส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“ต้องขอโทษด้วย แต่ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนมันหมายความว่ายังไงรึ”
“มันเป็สิ่งที่ติดตัวผมมาั้แ่เกิดและผมคิดว่ามันอาจจะทำให้รู้ถึงสิ่งที่คุณถามผม”
เอเดนเริ่มเล่าเื่ที่ตนเป็เด็กกำพร้า และเื่ราวที่ผ่านมาทั้งหมด
เื่ราวที่ได้ฟังทำให้มุมมองที่มีต่อเอเดนต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงความน่ากลัวของเอเดนที่มันได้ยินได้ฟังมาเป็เหมือนเื่โกหกไปในทันที ความรู้สึกที่มันมีต่อเอเดนตอนนี้ไม่ใช่ความกลัวแต่เป็ความสงสาร
มันไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นจะต้องใช้ขีวิตโดยแบกรับความรู้สึกแบบไหนเอาไว้ อีกทั้งเอเดนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็ใคร
“ฉันมีข้อเสนอ” หัวหน้าสาขากล่าวขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน
“ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมีการประชุมของ 4 ตระกูลใหญ่ที่กรุงเอเธนส์ ฉันจะเสนอให้เธอเป็ผู้ติดตามเพื่อเดินทางไปที่นั่น”
การประชุม 4 ตระกูลใหญ่ คือการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับสัตว์อสูรและแนวทางในการจัดการปัญหาต่างๆทั้งเบื้องหน้าและเื้ัแม้จะบอกว่าเป็การประชุม 4 ตระกูลใหญ่ แต่ผู้เข้าประชุม จะมีตัวแทนของเหล่าตระกูลย่อยที่ไม่ได้สังกัดกับตระกูลใหญ่ตระกูลใดเข้าร่วมด้วย
“ผมไม่มีบัตรประชาชน ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้”
“ฮ่าๆ เื่นั้นเธอไม่ต้องห่วง เพราะตระกูลคาเมโกะของเราก็เป็1 ใน 4 ตระกูลใหญ่เช่นกัน”
ถึงแม้ตัวตนของพวกมันจะไม่ได้เป็ที่รู้จักมากนักแต่พวกมันคือผู้กุมอำนาจหลายส่วนของหลากหลายประเทศ กล่าวคือพวกมันคือผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแต่ละประเทศอย่างแท้จริง
ส่วนข้อแลกเปลี่ยนที่เอเดนต้องรับปากคือ เอเดนต้องทำตามกฎของตระกูลเช่นกันทั้งการกำจัดสัตว์อสูรและการสำแดงพลัง เพราะการมีอยู่ของพวกมันควรเป็ความลับที่สุดและที่สำคัญ พลังที่เอเดนมี ทำให้เขาเป็บุคคลที่ไม่ควรปล่อยให้เพ่นพ่านตามใจชอบได้
หลังจากคุยเื่ข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าสาขาจึงเรียกคาเรนเข้ามา
“คาเรน…เธอต้องเดินทางไปตระกูลหลักกับเอเดนในอาทิตย์หน้า”
“อะไรนะคะ!”
หัวหน้าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เขากำลังจะส่งเธอให้กับปีศาจเพื่อเป็เครื่องสังเวยหรืออย่างไร
“ไม่ต้องห่วง เอเดนจะเป็ผู้ติดตามของผู้นำตระกูลเข้าร่วมการประชุมเหมือนกับเธอ”
“หาา!!”
โดยไม่ได้สนใจคาเรนที่ิญญาเหมือนหลุดออกจากร่างหัวหน้าสาขาหันมาพูดกับเอเดนต่อ
“อีกหนึ่งอาทิตย์ ให้เธอมาหาฉันที่นี่แต่ไม่ต้องทำตัวเป็มือวางเพลิงเหมือนครั้งนี้แล้วนะ”
เอเดนทำเพียงพยักหน้าอย่างเงียบๆ
…
ในอาทิตย์ต่อมา เอเดนได้กลับมาที่บ้านของคาเรนอีกครั้งสัมภาระที่เขานำติดตัวไปด้วย มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเดียว ส่วนคาเรนนั้นมีกระเป๋าสามใบใหญ่และคาตานะอีก 4เล่ม
เอเดนถึงกับต้องชะงักไปทันทีที่ได้เห็นสัมภาระของเพื่อนร่วมเดินทางของตน
‘หรือเราจะเอาของมาไม่ครบ’
เขารีบเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจเช็คสัมภาระของตนว่าได้เตรียมมาครบถ้วนตามที่หัวหน้าสาขาบอกกับเขาแล้วหรือไม่
และไม่นานหัวหน้าสาขาก็เดินออกมา และปฏิกิริยาของเขาก็ไม่ค่อยต่างจากเอเดนมากนักเมื่อได้เห็นสัมภาระของคาเรน
“นี่เธอจะย้ายไปอยู่ที่ตระกูลหลักหรือไง!”
เมื่อสังเกตดูดีๆ คาเรนมีรูปร่างหนาขึ้นกว่าปกติหลายส่วนและสาเหตุที่เธอตัวหนาขึ้นอย่างผิดปกติก็ได้คำตอบในทันทีที่เธอเริ่มขยับตัว
เคร้ง เคร้ง
เกิดเสียงโลหะขึ้นทุกครั้งที่คาเรนขยับตัว
“อย่าบอกนะว่าเธอ…”
หัวหน้าสาขาเดินเข้าไปใกล้และดึงแขนเสื้อคาเรนขึ้นเผยให้เห็นชุดเกราะเหล็กสีเงินภายใต้เสื้อของเธอ คาเรนเป็ต้องก้มหน้าลงด้วยใบหน้าแดงก่ำเธอหวาดกลัวเอเดนมากกว่าที่ทุกคนคิด
หัวหน้าสาขาเริ่มเปลี่ยนเป้าสายตาไปที่สัมภาระมากมายของคาเรน ‘หรือว่าของพวกนั้น’
เมื่อหัวหน้าสาขาเปิดกระเป๋าดู เขาต้องยกมือขึ้นกุมขมับอย่างช่วยไม่ได้ของที่เธอพกไปด้วยนั้นคืออุปกรณ์ป้องกันตัวและสัญญาณขอความช่วยเหลือที่อัดแน่นเต็มกระเป๋าเครื่องวัดสัญญาณชีพที่จะดังขึ้นในทันทีที่หัวใจเธอหยุดเต้น หรือแม้แต่สเปรย์พริกไทย…
คาเรนยิ่งก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมด้วยความเขินอาย เอเดนไม่ใช่โรคจิตตามท้องถนนที่เธอจะสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยอุปกรณ์พวกนี้อยู่แล้วแต่ด้วยความกลัวของเธอ เธอจึงหยิบทุกอย่างที่จะเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดของเธอยัดใส่กระเป๋าทั้งหมด
“ทิ้งพวกมันไว้ที่นี่แหละ เธอจะบ้ารึไง”
“เอ๋…หัวหน้าไม่ห่วงความปลอดภัยของฉันเลยนี่ถ้าฉันเป็อะไรขึ้นมาล่ะ”
“เธอคิดว่าเอเดนเป็สตอล์กเกอร์ที่ตามจีบเธอรึไง!”
เอเดนมองดูการพูดคุย(?)ของทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มบางเขาไม่ได้ััความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว
ผ่านไปไม่นาน รถคันหนึ่งก็มารับพวกเขาไปยังสนามบินและการพูดคุยของหัวหน้าสาขาและคาเรนก็สิ้นสุดลง