บทที่8 แค่นี้ของเ้ารึ้
“จ้าวหลินมันอยู่ไหนทำไมในห้องมันไม่มีใครอยู่” เสียงที่เกี้ยวกราดของจ้าวหลิงหลานดังขึ้น
จ้าวตี้ที่กำลังดื่มชาอยู่ในห้องถึงกับสำลักแล้วรีบกุลีกุจอออกจากห้องด้วยความเร่งรีบ
เมื่อมาถึงตรงหน้าของจ้าวหลิงหลานเขาก็ประสานมือแล้วโค้งตัว พร้อมกล่าว “คาราวะคุณหนู” ด้วยความร้อนรน
จ้าวหลิงหลานเห็นเช่นนั้นยิ่งเดือดดาลแล้วกล่าวขึ้น “ข้าถามว่าไอ้จ้าวหลินมันอยู่ไหน แต่เ้ามัวแต่จิบชาอย่างสบายใจ”
จ้าวตี้เมื่อได้เห็นท่าทางอันเดือดดาลของจ้าวหลิงหลานก็เริ่มหลังเหงื่อเย็นพร้อมปาดเหงื่อที่ใบหน้า แล้วกล่าวตอบอย่างตะกุกตะกักไปว่า “ ขะขอโทษขอรับคุณหนูจ้าวหลินได้หายตัวไปสักพักแล้วขอรับ นายหญิงไม่อยู่ข้าจึงไม่ได้รายงานขอรับ”
ป้าบ! จ้าวหลิงหลานได้ยินเช่นนั้นก็ตบไปที่หัวของจ้าวตี้ไปอย่างแรงจนหน้าจ้าวตี้เกือบขมำ “โง่จริงๆกับตัวไร้ค่าตัวนึงปล่อยมันหนีไปได้ เ้านี้มันเลี้ยงเสียข้าวสุกแล้วเราจะไปหาตัวมันได้จากที่ไหน”
จ้าวตี้ที่ได้ยินคำด่าเช่นนั้นก็กัดครามแน่นด้วยความโกรธ“อิเด็กนี่ วันๆก็ไม่ได้ทำอะไร อวดดีไปวันๆ ถ้าไม่มีแม่คุ้มกะลาหัวก็ทำไรไม่ได้”จ้าวตี้ได้แต่คิดในใจอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากสงบอารมได้แล้วจ้าวตี้ก็กล่าวขึ้น “ข้าคิดว่าข้าพอจะทราบว่าจ้าวหลินมันไปไหนขอรับ” จ้าวหลิงหลานได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเบิกโพรงจ้าวตี้เห็นปฎิกิริยาตอบสนองของนางก็รีบกล่าวต่อ “ข้าคิดว่าจ้าวหลินมันไปป่าอสูรขอรับเพราะข้าเห็นบันทึกเกี่ยวกับป่าอสูรและสมุรไพร คาดว่ามันต้องเข้าไปหาสมุนไพรช่วยล้างพิษแน่ก็รับข้าคิดว่าตอนนี้เป็โอกาสดีของเราเลยขอรับ”
จ้าวหลิงหลานได้ยินคำตอบของจ้าวตี้ก็ทำหน้าสงสัยแล้วถามกลับไปว่า “โอกาสดีอะไรของเ้า”
จ้าวตี้ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์แล้วกล่าวตอบกลับว่า “ก็ตอนนี้เป็เวาลาดีที่จะกำจัดจ้าวหลินขอรับเราสามารถไปรอมันที่หมู่บ้านเล็กๆก่อนเข้าป่าอสูรได้ ยังไงถ้ามันมีชีวิตอยู่มันต้องออกมาที่หมู่บ้านนั้นแน่ขอรับเราใช้เวลานั้นกำจัดมันและไม่มีใครรู้ด้วยขอรับ”
จ้าวหลิงหลานได้ยินแผนการของจ้าวตี้ก็ตาลุกวาว แล้วกล่าว “ดีข้าชอบพรุ่งนี้เช้าออกเดินทางถ้าแผนนี้สำเร็จข้าจะบอกท่านแม่ให้ตบรางวัลเ้าอย่างงาม” พูดเสร็จนางก็เดินกลับห้องพักเพื่อเตรียมตัว
“เหอะ! อิเด็กอวดดี” จ้าวตี้สบถขึ้นหลังจากจ้าวหลิงหลานจากไปหลังจากนั้นปากของเขาก็ยกยิ้มพร้อมสายตาเ้าเล่ห์
ณถ้ำเล็กๆในป่าอสูร
“ข้าขอบคุณเ้ามากที่ช่วยพวกเราไว้” หลานซูเหยียนกล่าวขึ้นพร้อมโค้งคำนับขอบคุณ จ้าวหลินที่กำลังนั่งบทสมุนไพรเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วกล่าวตอบ“ไม่ใช่เื่ใหญ่แม่นาง ถือว่ามีบุญสัมพันธธ์กัน เ้านั่งลงพักผ่อนเถอะ” จ้าวหลิ่นกล่าวอย่างผ่อนคลาย
หลานซูเหยียนเห็นเช่นนั้นนางพลันคิดในใจขึ้นมา“ทำไมเ้าเด็กนี่เพิ่งฆ่าคนมาแท้ๆ ทำไมถึงได้ผ่อนคลายขนาดนี้ แถมฝีมือก็เก่งเกินระดับการบ่มเพาะหรือว่าจะเป็ศิษย์ลึกลับของสำนักใหญ่” นางคิดได้เช่นนั้นแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าหลานซูเหยีนและนั้นศิษย์น้องเซี่ยเหมย พวกเราเป็ศิษย์ภายนอกของสำนักพรายฟ้า ไม่ทราบว่าเ้าบอกได้ไหมว่าเ้ามาจากไหน”
จ้าวหลินได้ยินคำถามแล้วยิ้มบางๆแล้วเอ่ยขึ้ “ยินดีที่รู้จักแม่นางหลาน ข้าจ้าวหลิน ตระกูลจ้าวแห่งเมืองชั้นสามหลัวเฟิง”
“หึ้เมืองชั้นสาม!เดี๋ยวนี้เมืองชั้นสามมีอัจริยะแบบนี้แล้วหรือ” หลานซูเหยียนถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ฮะฮ่าใครจะไปรู้” จ้าวหลินกล่าวตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ
“ทำไมฝีมือเ้าถึงได้เก่งขนาดนี้”หลานซูเหยียนกล่าวถาม
“ประสบการละมั้ง”จ้าวหลินกล่าวตอบอย่างสบาย
หลานซูเหยียนได้ยินคำตอบก็ต้องขมวดคิ้วแล้วคิดในใจ “อายุ สิบสองสิบสาม จะเอาประสบการต่อสู้มาจากไหนช่างมันเถอะเขาคงไม่สะดวกใจจะตอบ” เมื่อนางคิดได้เช่นนั้นแล้วสะบัดหน้าแล้วเอ่ยถามต่อ
“เ้าฝึกฝนยังไงจึงเก่งขนาดนี้”หลานซูเหยียนถามด้วยความคาดหวัง
จ้าวหลินได้ยินคำถามแล้วเลิกคิ้วนิดหน่อยแล้วกล่าวขึ้น“เ้าลองเอากระบี่เ้าขึ้นมาแล้วปล่อยปราณเข้าสู่กระบี่ดู” หลานซูเหยียนจึงชักกระบี่แล้วปล่อยปราณเข้าไปในกระบี่ปราณสีเงินก็ปกคลุมกระจายทั่วบี่ เมื่อหลานซูเหยียนทำตามแล้วหันกลับไปถาม “แล้วยังไงต่อ”
จ้าวหลินได้ยินเช่นนั้นก็ชักกระบี่ของตัวเองแล้วปล่อยปราณปกคลุมกระบี่แล้วเอ่ยถามหลานซูเหยียนว่า “เ้าเห็นความแตกต่างกระบี่เ้ากับข้าหรือยัง”
หลานซูเหยียนขมวดคิ้วแล้วมองกระบี่ทั้งสองเล่มจากนั้นตาของนางก็เบิกโพลง
นี่มัน! นางอุทานขึ้น
จ้าวหลินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบางแล้วกล่าวขึ้น “ใช่ กระบี่ของเ้ากับข้า ต่างกับ ปราณกระบี่ของเ้าพุ่งออกมาไม่เป็ทิศทางส่วนของข้า กลับบางแล้วก็นิ่งสงบ มันคือการควบคุมปราณหากเ้าควบคุมปราณได้ดีขึ้นละเอียดขึ้นประสิทธิภาพการใช้กระบี่จะเพิ่มขึ้นในขณะที่เ้าใช้พลังปราณน้อยลงเ้าพอเข้าใจใช่ไหม” หลานซูเหยียนที่ตั้งใจฟังพยักหน้าอย่าง
จากนั้นจ้าวหลินก็กล่าวต่อ“เบื้องต้นเ้าแค่ควบคุมปราณไม่ให้กระจายออกก่อนแล้วที่เหลือเ้าจะสามารถเองในภายหลังเ้าลองฟันกระบี่ของเ้าไปที่ก้อนหินดู” หลานซูเหยียนได้ยินเช่นนั้นนางก็ฟันหินไปที่ก้อนที่มีขนาดเท่าเอว
ปั้ง! หินขนาดใหญ่แบ่งเป็สองก้อนพร้อมกับเศษหินที่ตกร่วงมากมาย
จ้าวหลินเห็นเช่นนั้นเขาก็เดินไปที่หินอีกก้อนแล้วฟันลงไปที่หิน
ฟึบ! หินผ่าออกเป็สองก่อน แต่ของจ้าวหลินรอยผ่าที่เรียบเนียนและแทบจะไม่มีเศษหินจากการฟัน
หลานซูเหยียนเห็นหินที่จ้าวหลินผ่าก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วหันไปถามกับจ้าวหลินว่า “ข้าต้องทำอย่างไรจะสามารถตัดหินเหมือนเ้าได้”
จ้าวหลินเมื่อได้ยินคำถามก็ยิ้มแล้วกล่าว“อันดับแรกจ้าควบคุมปราณไม่ให้กระจายก่อน ต่อมาก็อัดแน่นปราณให้คงรูปบนกระบี่ หลังจากนั้นก็หมุนอณูปราณด้วยความเร็วสูงแค่นี้ก็จะสามารถทำได้เหมือนข้า”
ป้าบ! หลานซูเหยียนตบหน้าผากตัวเองแล้วถอนหายใจดังๆ “เฮ้อ แค่นี้ของเ้ามันยากมากไม่รู้เหรอ”
แฮะๆจ้าวหลินหัวเราะเบาๆแล้วพูดว่า “เ้าฝึกทุกวันก็ได้เอง” แล้วเขาก็กล่าวต่อ “ข้าขอตัวไปพักก่อนพรุ่งนี้พวกเราออกจากป่าพร้อมกับข้าหรือไม่”หลานซูเหยียนได้ยินเช่นนั้นนางก็พยักหน้าตกลงแล้วก็พักผ่อนเอาแรงเพื่อเดินทางกลับ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ณตระกูลจ้าว ร่างสี่ร่างได้ขวบม้าออกจากตระกูล ด้วยความเร็ว ประกอบไปด้วย จ้าวหลิงหลานจ้าวตี้ และผู้คุ้มกันของจ้าวหลิงหลานระดับปราณรวมจิตขั้นกลางอีกสองคน ทั้งสี่คนมุ่งไปทางป่าอสูรอย่างเต็มกำลัง