“ก่อนค่ะ” เธอตอบทันที “ฉันผลักพวกเธอไปหลบหลังเคาน์เตอร์ เพราะเห็นว่าเหตุการณ์ผิดปกติ ก่อนที่เสียงจะดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น”
“ก่อนจะหมดสติ คุณได้ยินเสียงคนะโหรือเสียงกลไกะเิไหมครับ” สารวัตรอีแวนส์ถาม พลางสังเกตสีหน้าของเธอเพื่อรอคำตอบ
หลิวอวิ๋นเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง “เหมือนจะมีเสียงคลิกสั้น ๆ คล้ายตัวจุดชนวนนะคะ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจ”
ตำรวจอีกนายพลิกหน้ากระดาษจดต่อทันที
สารวัตรอีแวนส์หันไปทางเพื่อนคนอื่น ๆ “แล้วพวกคุณที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ในตอนนั้นรับรู้แรงะเิระดับไหนครับ”
เจสสิก้าตอบแทนเพื่อน ๆ อย่างใจเย็น “ก็มีแรงสะท้อนอยู่บ้างค่ะ แต่โชคดีที่มีเคาน์เตอร์กั้นไว้”
“เข้าใจแล้วครับ” สิบตำรวจเอกโจนส์พยักหน้ารับทราบข้อมูล
“ใครสังเกตเห็นอะไรเพิ่มเติมอีกไหมครับ ข้อมูลเหล่านี้สำคัญมาก ขอให้ทุกคนใจเย็นและละเอียดรอบคอบ”
ความเงียบปกคลุมไปครู่หนึ่ง
สิบตำรวจเอกโจนส์นั่งอีกมุมโต๊ะ ทำหน้าที่ตรวจเช็กความสอดคล้องของคำให้การ พลางสังเกตสีหน้าทุกคนราวกับกำลังอ่านใจ
สารวัตรอีแวนส์โน้มตัวเล็กน้อย มองทุกคนด้วยสายตาเข้มงวด “มีอะไรที่พวกคุณคิดว่าสำคัญ แต่ยังไม่ได้บอกพวกเราไหมครับ”
หลิวอวิ๋นเหยาถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหน้า “คิด…คิดว่าไม่มีแล้วนะคะ”
สารวัตรอีแวนส์พยักหน้า แต่ยังไม่ละสายตา
“บางครั้งสิ่งที่คิดว่าไม่สำคัญ อาจช่วยให้พวกเราเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดได้นะครับ พวกคุณลองนึกดูอีกครั้ง”
เพื่อนคนหนึ่งขมวดคิ้ว “ไม่มีแล้วล่ะค่ะ”
สิบตำรวจเอกโจนส์พยักหน้ารับทราบ
สารวัตรอีแวนส์มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ดีครับ ขอบคุณทุกคนสำหรับคำตอบ”
เจสสิก้าพยักหน้า ขณะที่เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ คลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย
สารวัตรอีแวนส์กล่าวสรุปในตอนท้าย “ถ้าพวกคุณนึกอะไรเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ให้แจ้งเ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทันทีนะครับ พวกเราจะมาติดตามอีกครั้งเมื่อจำเป็”
ทั้งคู่ยังคงสีหน้าจริงจังเหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยลาอย่างเป็ทางการ
ครึ่งเดือนต่อมา
แพทย์มาตรวจร่างกายของหลิวอวิ๋นเหยาอย่างละเอียด
“อาการของคุณฟื้นตัวได้ดีมากเลยครับ” แม้นายแพทย์าุโจะสงสัย แต่ก็ยังคงความเป็มืออาชีพ
หลิวอวิ๋นเหยาเพียงพยักหน้าเบา ๆ “ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ”
เขาจดบันทึกเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้กำลังใจ
“วันนี้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะครับ หากมีอาการผิดปกติใด ๆ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที”
หลิวอวิ๋นเหยาพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
ขณะที่แพทย์าุโกำลังเดินออกจากห้อง แววตาก็ยังสะท้อนความสงสัย แม้จะหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ชัดเจนว่าการฟื้นตัวของหลิวอวิ๋นเหยานั้นเหนือความคาดหมายจริง ๆ
ณ สนามบิน
เช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อน ๆ ยืนกรานจะมาส่งเธอด้วยตัวเอง แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความห่วงใยและอาลัย ราวกับไม่อยากให้เธอกลับไป
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มบาง ๆ “ขอบคุณที่มาส่งนะ” เธอเอ่ย แต่สายตากลับทอดมองเพื่อน ๆ ราวกับกลัวว่านี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน
ที่หน้าประตูตรวจผู้โดยสารขาออก เพื่อน ๆ ยื่นมือไปโอบไหล่เธออย่างไม่อยากปล่อย บางคนเม้มริมฝีปากแน่น บางคนกลั้นน้ำตาเพื่อร่ำลากันอยู่นาน
จนท้ายที่สุด หลิวอวิ๋นเหยาจำต้องก้าวผ่านด่านตรวจ เธอหันกลับมามองเพื่อน ๆ อีกครั้ง แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็แลกเปลี่ยนความรู้สึกผ่านสายตา ไม่มีใครรู้ว่าอีกนานแค่ไหน พวกถึงจะได้พบกันอีกครั้ง
20 ชั่วโมงต่อมา
เสียงเครื่องบินคำรามท่ามกลางเมฆสีเทา เครื่องบินโดยสารค่อย ๆ ลดระดับลงช้า ๆ หลิวอวิ๋นเหยามองออกไปนอกหน้าต่าง เกาะฮ่องกงก็ปรากฏชัดเจนขึ้น ตึกสูงแน่นขนัดเรียงรายแทบชนรันเวย์ เื้ัเป็ูเาสูงเขียวชอุ่ม ความแตกต่างระหว่างธรรมชาติกับเมืองตัดกันอย่างรุนแรง
กัปตันประกาศผ่านลำโพง เสียงภาษาอังกฤษปนสำเนียงแปลกหู “Ladies and gentlemen, we are now approaching Kai Tak Airport, please fasten your seatbelts” ผู้โดยสารหลายคนหันไปมองทางหน้าต่าง หลายคนถึงกับกลั้นลมหายใจ เพราะชื่อเสียงของสนามบินไคตั๊กเลื่องลือเื่การลงจอดที่หวาดเสียว เครื่องบินต้องเอียงปีกเฉียดยอดตึก ก่อนจะแตะรันเวย์เพียงไม่กี่เมตร
หัวใจหลิวอวิ๋นเหยาเต้นแรง เธอมองเห็นเส้นรันเวย์ที่ทอดยาวไปสู่ทะเล เครื่องบินสั่นเล็กน้อยก่อนจะแตะพื้นอย่างแรง เสียงล้อเสียดสีกับรันเวย์ดัง ครืน ครืน
ในที่สุด เครื่องบินก็ลดความเร็วลงได้สำเร็จและม้วนเข้าสู่แท็กซี่เวย์ท่ามกลางสายฝนพรำบาง ๆ ป้ายไฟส่องแสงภาษาจีนและภาษาอังกฤษประดับอยู่ทั่วอาคารสนามบินไคตั๊ก ผู้โดยสารหลายคนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
หลิวอวิ๋นเหยาก้าวลงจากเครื่องด้วยความรู้สึกหลากหลาย กลิ่นอากาศชื้นของทะเลปะปนกับกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง ทิวทัศน์เบื้องหน้าเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งชาวตะวันตกในชุดสูท ชาวจีนท้องถิ่นในเสื้อเชิ้ตธรรมดา และทหารอังกฤษที่ยังลาดตระเวนในสนามบิน
เสียงประกาศภาษาอังกฤษดังสะท้อนในโถงของสนามบินนานาชาติ ผู้โดยสารต่างชาติทยอยผ่านจุดตรวจที่เข้มงวด บางคนยังเหลือบตามองสาวเอเชียที่เดินมาด้วยท่าทางสง่างามและมั่นคง
หลิวอวิ๋นเหยาเพิ่งยื่นเอกสารเข้าประเทศ พาสปอร์ตสัญชาติจีนกับบัตรเดินทางกลับประเทศ
เ้าหน้าที่ชายพลิกดูเอกสารในมือ แว่นกรอบหนาสะท้อนแสงไฟเหนือหัวจนมองไม่เห็นแววตา เขาไล่นิ้วไปตามบัตรเดินทางกลับประเทศของหลิวอวิ๋นเหยา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามเป็ภาษาอังกฤษสำเนียงจีนแข็ง ๆ ว่า “คุณจะออกจากสนามบินเหรอ? คุณมีไฟลต์บินต่อพรุ่งนี้ใช่ไหม?”
“ค่ะ ไฟลต์ไปกว่างโจวตอนบ่าย 3 โมงเย็น” หลิวอวิ๋นเหยาตอบอย่างสุภาพ เธอรู้ดีว่าทุกคำตอบต้องระมัดระวัง ฮ่องกงในเวลานี้ไม่ใช่ที่ที่ใครจะพูดอะไรก็ได้
เ้าหน้าที่พยักหน้าเบา ๆ “พักที่ไหน?”
“โรงแรมในเมือง ใกล้ ๆ สนามบินค่ะ”
เธอยื่นใบจองโรงแรมที่พิมพ์จากอังกฤษไปให้ เขารับมาพลิกดูเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
“อยู่ได้แค่คืนนี้ เข้าออกได้รอบเดียว เข้าใจไหม?”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่ฟังดูเหมือนเป็คำเตือนมากกว่าคำชี้แจง
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มบาง ๆ “เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณ”