หลังดื่มด่ำกับมื้ออาหารอันโอชะชายชราก็เอ่ยขอตัวกลับบ้าน นางฉียัดตะกร้าอันซึ่งอัดแน่นไปด้วยเนื้อไก่ครึ่งตัวผักและหมั่นโถวอีกหลายลูก นางยัดตะกร้าไว้ในมือของชายชราพร้อมเงินอีกหนึ่งตำลึงเงิน
ชายชราเห็นดังนั้นพลันตกตะลึง “ภรรยาหรง นี่มันก็มากเกินไปหน่อยหรือไม่ ตาแก่ผู้นี้ยังมิได้ทำอันใดมากมายเลย แค่อาหารหนึ่งมื้อก็เพียงพอแล้วไยต้องสิ้นเปลืองเงินทองข้าวของเช่นนี้อีก เ้าเก็บเอาไว้บำรุงนังหนูน้อยเสียเถอะ! ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” ชายชราเอ่ยพูดพลางโบกมือเร็วระรัว
หรงเฟยฮวาเห็นดังนั้นนางจึงเกาะแขนเขาพลางว่า “ท่านปู่หมอรับไว้เถอะเ้าค่ะ ถึงอย่างไรเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันจะถือมาเอาเปรียบท่านได้เช่นไรกันเ้าคะ” นางหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเบิ่งตาโตกะพริบตาปริบๆ
“หากท่านยังกังวลใจ เช่นนี้ท่านก็คิดเสียว่าข้าเป็หลานสาวผู้หนึ่งของท่านดีหรือไม่เ้าคะท่านปู่หมอ” นางทำเสียงออดอ้อนเสียจนผู้ชราถึงกลับน้ำตาซึม
“ใช่แล้วๆ หากท่านมิได้รังเกียจพวกเรา ท่านหมอก็คิดเสียว่าพวกเราเป็ญาติผู้หนึ่งเถิดขอรับ ครอบครัวเดียวกันย่อมต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันสิถึงจะถูก” ผู้เป็พ่อเองก็พูดขึ้นมาบ้าง
หรงเจียวจิ้นรู้สึกขอบคุณหมอชรายิ่งนัก หากมิใช่เขาสังเกตเห็นบางอย่างในน้ำแล้วไซร้ป่านนี้ฮวาเอ๋อร์คงจักหาไม่แล้วเป็แน่
“เช่นนั้นข้าจักรับเอาไว้แต่เพียงข้าวของเหล่านี้ เป็ครอบครัวเดียวกันเหตุใดจะต้องรับเงินมาด้วยเล่า” หมอชรายิ้มพลางเอ่ยพูดด้วยสีหน้าสุขใจ
เขายัดเงินคืนใส่มือของผู้เป็พ่อแล้วหันมากล่าวลาเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เอาล่ะตอนนี้ก็ค่ำมืดมากแล้ว ได้เวลากลับแล้วล่ะนะ หากมีเื่อันใดให้ปู่ช่วยพวกเ้าก็รีบวิ่งมาบอกปู่เข้าใจหรือไม่?” เขาพูดพลางลูบศีรษะของเด็กน้อยทั้งสามอย่างเอ็นดู
“เ้าค่ะ/ขอรับ” เด็กๆ ขานรับอย่างพร้อมเพรียง
หรงหย่งสืออาสาเดินไปส่งเขาถึงหน้าบ้านแล้วจึงกลับมา
ค่ำคืนยามราตรีอันเงียบสงัด ดวงดาวแข่งขันส่องแสงพร่างพราว ปรากฏเป็เงาร่างปริศนาโผล่พ้นออกมา แสงสว่างอันเรืองรองได้ตกกระทบไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง หน้าขาวนวลเนียนละเอียดลออ ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย คิ้วคมเข้มรับกับจมูกโด่งเป็สันได้รูป ริมฝีปากบางหยักเป็กระจับสวย ผมยาวสลวยพัดช้าๆ ไปตามแรงลม เขานั่งเอกเขนกเหม่อมองไปทางหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
เห็นเป็เพียงเด็กสาวตัวเล็กนอนหลับอุตุอยู่ข้างบานหน้าต่าง นางพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่บ่อยครั้งแม้แต่ผ้าห่มผืนบางยังถูกนางถีบออกช่างดูน่าสงสารยิ่งนัก
ดวงตาคู่งามนั้นจ้องมองเด็กสาวอย่างไม่ละสายตา ริมฝีปากหยักระบายยิ้มบางเบาดวงตาคู่สวยพลันเปล่งแสงประกายระยิบระยับ หากมีใครบังเอิญมาได้พบเข้าคงจักต้องตกตะลึงกับความงามของเขาแล้วเป็แน่แท้
‘แซกๆ’ เสียงสายลมพัดผ่านพงหญ้าดังขึ้นท่ามกลางนภายามราตรี
หมู่มวลดอกไม้พากันชูช่อรับแสงสว่างเรืองรองของดวงจันทร์เต็มดวง เหล่าต้นไม้น้อยใหญ่เคลื่อนตัวแตกกิ่งก้านสาขา บรรยากาศพลันตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอันหอมหวานของดอกไม้ป่านานาพันธุ์
ท่ามกลางสายลมพัดเอื่อย เอื่อย เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนยอดไม้กลับพุ่งลอยทะยานมาถึงขอบหน้าต่างของกระท่อมหลังนั้น
เขานั่งเอนตัวอยู่ริมหน้าต่างพลางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาวอย่างใกล้ชิด มือเรียวยาวค่อยๆ ปัดเรือนผมที่ปรกลงมายังพวงแก้มแดงอย่างเบามือ ก่อนจะจิ้มแก้มของเด็กสาวอย่างนึกมันเขี้ยว ทันใดนั้นเสียงเล็กกลับดังขึ้นมาทำเอาเขาชะงักมือค้างกลางอากาศอยู่เป็เวลานาน
“แง่มๆๆ แจ๊บๆ” นางส่งเสียงออกมาเบาๆ ปากเล็กนั้นขมุบขมิบไปมาประหนึ่งกำลังได้ลิ้มรสอาหารอยู่ก็ไม่ปาน
“หมับ…งับ!!” เขายังไม่ทันได้โล่งอกดี เด็กสาวก็จับมืออันเรียวยาวดึงมาขบงับดั่งคิดว่าเป็อาหารอันโอชะไปเสียแล้ว
เด็กหนุ่มขบเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมทั้งรีบดึงมือออกมาทันทีทันใด ข้างมือเรียวบางนั้นเผยให้เห็นเป็ร่องรอยอันแสนเ็ปอย่างชัดเจน
“เ้าเด็กตะกละ!!!” หลังสิ้นเสียงนั้นร่างกายของเขาค่อยๆ หายลับตาไป เหลือไว้เพียงแต่ความว่างเปล่าประหนึ่งมิเคยมีการปรากฏตัวของเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
……….
ยามเหม่า [1]
[1]ยามเหม่า คือ05.00 – 06.59น.
“เอ๊ก..อิ..เอ๊กๆ” เสียงไก่ขันดังระงมเซ็งแซ่ ช่วยปลุกชาวบ้านยามหลับให้ตื่นจากฝัน ชาวบ้านบางส่วนเริ่มออกไปทำนากันบ้างแล้ว
หรงเฟยฮวายังคงสะลึมสะลือนางกะพริบตาปริบๆ พลางย้อนนึกถึงความฝันอันเรือนราง
“เอ๊ะ!…” หรงเฟยฮวาส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆ
‘เหตุใดมันช่างเหมือนจริงเหลือเกินนะ?’ นางคิดพลางจับปากของตนเองไปพลาง ััอันนุ่มนิ่มของอาหารจานนั้นช่างยากจะลืมเลือน จนนางเองยังอยากจะลองลิ้มชิมรสอาหารจานนั้นขึ้นมาเสียตอนนี้เลยเชียว
เด็กสาวสะบัดหัวไปมาก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมตัวบางเดินออกจากห้องนอนไป เพียงชั่วครู่หรงเฟยฮวากลับหลงลืมความฝันนั้นไปจนหมดสิ้น
อากาศยามเช้าตรู่ช่างดีจริงๆ ยามนี้เริ่มมองเห็นดวงตะวันส่องแสงเคลื่อนลอยขึ้นมาแล้ว “ฟืดดดด” เด็กสาวยื่นหน้าสูดดมกลิ่นหอมของอากาศอันบริสุทธิ์ไปจนเต็มปอด
วิถีชีวิตของชาวบ้านชนบทนั้นเรียบง่าย พึ่งพาอาศัยูเาอันอุดมสมบูรณ์ดำรงชีพโดยการปลูกข้าว ปลูกผัก หาของป่าขายประทังชีวิต ของอย่างจำพวกเนื้อสัตว์นั้นยากจะได้ลิ้มรสนัก โดยส่วนมากชาวบ้านมักจะพากันขึ้นเขาเก็บผักป่าบ้างก็ล่าสัตว์ป่ากลับมาได้บ้างเป็ครั้งคราว
สัตว์ส่วนมากที่ล่ามาได้นั้นมีเพียงสัตว์ขนาดเล็ก เช่นไก่ป่า กระต่ายป่าอะไรเทือกนี้ พวกสัตว์ใหญ่จะอยู่ในป่าลึกจึงยากจะเข้าไปถึงได้ หากวันใดโชคดีเจอสมุนไพรเข้าสักต้นครอบครัวนั้นคงจะสบายไปอีกนานเชียวล่ะ สมุนไพรในยุคสมัยนี้ค่อนข้างมีราคา หากเป็สมุนไพรหายากก็จะยิ่งมีราคาสูงมากขึ้นไปอีก
หรงเฟยฮวาคิดว่าหากสามารถเข้าป่าไปหาสมุนไพรได้คงจะดียิ่งนัก ถึงอย่างไรนางเองก็มิอาจทนเห็นคนใกล้ตัวต้องมาอดอยากจนตายได้ เช่นนั้นก็ต้องคิดหาทางหาเงินโดยเร็ว แต่จะทำเช่นไรล่ะ? ทางที่รวดเร็วสุดคงหนีมิพ้นการหาสมุนไพรไปขาย
“เฮ้อ!!” เด็กสาวถอนใจออกมา
ถึงจะยากเย็นก็ต้องลองดูกันเสียสักตั้งนางยังพอรู้จักสมุนไพรอยู่บ้าง เป็เพราะนางในชาติก่อนค่อนข้างชอบกินมักจะตระเวนหาของอร่อยในย่านนั้นย่านนี้ อาหารรสเริสหลากหลายเชื้อชาติ นางล้วนเคยกินมาเกือบหมดแล้วทั้งนั้น ในบางจานก็ยังมีส่วนผสมจากสมุนไพรใส่ลงไปด้วยเช่นกัน หากเปิดร้านอาหารได้เช่นนั้นคงจะดี…
ในตอนที่หรงเฟยฮวาครุ่นคิดอย่างเหม่อลอยอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียกดังออกมาจากตัวบ้าน
“ฮวาเอ๋อร์ลูกไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเถิด จะได้มากินข้าวกัน”
“เ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไปประเดี๋ยวนี้” นางขานรับเสียงใส
เมื่อหรงเฟยฮวาเดินเข้ามายังตัวบ้านก็ได้มองเห็นว่าบนโต๊ะนั้นมีอาหารเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ทว่านางกลับมิได้ใส่ใจเท่าใดนักด้วยเพราะรู้ดีว่าครอบครัวตนนั้นยากจน ถึงแม้จะหาเงินมาได้บ้างก็จำต้องประหยัด หากใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายก็ยากที่จะผ่าน่เวลาลำบากไปได้
นางนั่งลงตรงเก้าอี้หัวโล้น[2]พลางสอดสายตามองหาพี่ชายทั้งสอง ทว่าก็มองไม่เห็นเงาของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
[2]เก้าอี้หัวโล้น คือ เก้าอี้ทรงกลมมีสี่ขา
“ท่านแม่ พี่ใหญ่พี่รองเล่าเ้าคะ เหตุใดข้าจึงไม่เห็นพวกเขา” คงจักมิได้แอบย่องไปที่ใดแล้วหรือไม่?
นางฉีเดินมาหาลูกสาวพลางถอนใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ฮึ!! ก็ป้าสะใภ้ใหญ่เ้าน่ะสิ จู่ๆ ก็บอกว่าที่นามีสัตว์ป่ามาแทะจนหมดเกลี้ยงให้รีบไปดู” มารดาเ้าน่ะสิ!!! ใครจักไม่รู้บ้างว่านางกำลังกลั่นแกล้งพวกเขาอยู่ มันน่าโมโหนัก!!
หรงเฟยฮวามองดูท่าทางของมารดาจึงพอจะเข้าใจอยู่บ้าง ดูท่าแล้วพวกคนบ้านใหญ่นั้นเป็ตัวปัญหาจริงๆ
“ท่านแม่เ้าคะ เหตุใดป้าสะใภ้ใหญ่จึงได้เอาแต่กลั่นแกล้งพวกเราล่ะเ้าคะ” เด็กน้อยเอ่ยถามสิ่งที่คาใจออกไป
ฉีซื่อเมื่อได้ยินลูกสาวถามก็พลันรู้สึกปวดใจขึ้นมา เพราะเหตุใดงั้นหรือ? คำถามนี้นางเองก็อยากเอ่ยถามไปมากเหลือเกิน ั้แ่นางแต่งเข้ามายังตระกูลหรง พวกเขาก็เป็ดังเช่นทุกวันนี้ไปเสียแล้ว
“ลูกแม่ถึงแม้ข้ามิได้มีกำลังอันใด แต่ถ้าหากว่าคนพวกนั้นอยากรังแกเ้า แม่ผู้นี้จักมิยอมทนอยู่เฉยเป็แน่” นางฉีลูบหัวของลูกสาวอย่างสงสาร นางมักเจ็บใจอยู่เสมอหากตนมีความสามารถลูกๆ คงจักไม่อดอยากดังเช่นทุกวันนี้เป็แน่
ชั่วครู่นั้นเด็กสาวพลันรู้สึกถึงสายลมอันอบอุ่นสายหนึ่ง “ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้าที่สุด” นางพูดพลางยิ้มทะเล้นใส่ผู้เป็แม่
“เ้าเด็กคนนี้ พึ่งจะฟื้นขึ้นมาก็ซุกซนซะแล้ว เ้านั่งนิ่งๆ ไปเถิดประเดี๋ยวแม่จะไปตักกับข้าวมาให้” นางฉีจิ้มหน้าผากลูกสาวเบาๆ ก่อนจะรีบร้อนเดินกลับไปยังครัว
เ้าของร่างช่างเป็เด็กน้อยที่โง่เง่าจริงๆ ยามที่โดนข่มเหงรังแกนางไม่เพียงแต่เก็บเงียบอีกทั้งทำเป็มิมีสิ่งใดเกิดขึ้น เพราะไม่อยากทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อน
แต่แล้วอย่างไรเล่า? มารดาของนางกลับไม่หวั่นเกรงต่อความยากลำบาก สามารถยื่นมีดสับขาคนได้หากลูกสาวนางถูกรังแก แต่เด็กน้อยกลับเป็คนขลาดเขลาเสียนี่! เพียงแค่โดนกลั่นแกล้งไปหลายทีก็กลับกลายเป็นกหวาดเกาทัณฑ์[3]ซะแล้ว
[3]นกหวาดเกาทัณฑ์ คือสำนวนแปลว่า มีปมฝังใจหรือกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
ดวงตาเรียวทอดมองไกลออกไปจากตัวบ้าน นางย้อนนึกไปถึงก่อนที่ตนจะมายังที่แห่งนี้
‘พี่สาวฝากด้วยนะเ้าคะ’ เสียงเจื้อยแจ้วยามเด็กน้อยผู้นั้นกำลังจะหายลับไปได้ตกกระทบเข้ามาในหูของร่างบางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฝากด้วยงั้นหรือ? ช่างเป็เด็กที่น่าสงสารเสียจริง แม้แต่ครอบครัวตนก็ยังมิทันได้บอกลา เวลานี้ได้จากไปไกลแสนไกล….ไร้การหวนคืนกลับมา
‘จากนี้ข้าจะใช้ชีวิตส่วนที่เหลือแทนเ้าเอง น้องสาวคนพวกนั้นจักต้องเ็ปมากกว่าที่เ้าเป็ หลี่เฟยหย่าผู้นี้จะแก้แค้นแทนเ้าเอง’ ประหนึ่งว่าเศษเสี้ยวิญญาของเด็กสาวรับรู้ได้ ร่างทั้งร่างของนางพลันสั่นไหวไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายก่อนจะค่อยๆ จางหายไปในที่สุด
หรงเฟยฮวานั่งกินมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้จะไม่ได้มีเนื้ออยู่ในจานเลยแม้แต่ชิ้นเดียว นางก็ยังคงพุ้ยข้าวใส่ปากไปพลางหยิบผักดองไปพลาง
“ท่านแม่ผักดองนี้อร่อยจริงๆ หากท่านใส่พริกเข้าไปเล็กน้อยก็จะทำให้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกนะเ้าคะ” รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เมื่อแตะโดนปลายลิ้นยังมีรสเค็มของเกลือเล็กน้อย นี่มันรสชาติของธรรมชาติ อร่อยเสียจนแทบอยากขอข้าวเพิ่มอีกเชียว
นางฉีเห็นลูกสาวกินข้าวกับผักดองอย่างเอร็ดอร่อยก็แทบน้ำตาซึม ลูกสาวโตแล้วรู้จักปลอบใจแม่แล้ว “ถ้าเ้าชอบแม่จะทำเพิ่มอีกเยอะๆ ดีหรือไม่ อ้อจักต้องใส่พริกเพิ่มไปด้วย” เมื่อเห็นเด็กน้อยตรงหน้าทำตาโตเท่าไข่ห่าน นางฉีก็ยังไม่ลืมสำทับเข้าไปอีกหนึ่งประโยค
หรงเฟยฮวาได้ยินคำกล่าวของมารดาก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจ ใบหน้าเล็กๆ นั้นถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
“อื้อๆๆ” นางส่งเสียงอู้อี้ออกมาพลางเคี้ยวตุ้ยตุ้ยอย่างมีความสุข
นางฉีเห็นท่าทางนั้นของนางก็หลุดขำออกมาเสียงดัง ก่อนจะลงมือกินมื้อเช้า หญิงวัยกลางคนกลับรู้สึกว่าข้าวมื้อนี้ช่างเอร็ดอร่อยยิ่งกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา
เมื่อกินจนพุงกางแล้วนางฉีก็ไปเตรียมตัวจัดแจงอาหารไปให้ลูกชายและสามีที่ทำงานอยู่กลางท้องนา