ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า “นั่นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของวิชาเท่านั้น”
ไป๋เหวินโจวอธิบาย
“วิทยายุทธของข้า มีพื้นฐานมาจากลมปราณเอกอนันต์ สุดยอดวิชาของพรรคสรรพสิ่ง แต่หลายวิชาข้าก็ได้คิดค้นขึ้นเองภายหลังเรียนรู้วิชาของพรรคสรรพสิ่งสำเร็จ วิธีการโคจรพลังย้อนกลับก็เป็นส่วนหนึ่งของลมปราณเอกอนันต์”
เจียงเยี่ยนเมื่อทราบว่าไป๋เหวินโจวสอนพื้นฐานลมปราณเอกอนันต์สุดยอดวิชาให้ก็รู้สึกตื้นตันยิ่ง ได้ยินไป๋เหวินโจวกล่าวสืบต่อ
“เจ้ามีลมปราณชีพจรเทพดับสูญในตัว ไม่จำเป็นต้องฝึกลมปราณเอกอนันต์ให้ซ้ำซ้อนกัน แต่เจ้าต้องใช้พลังจากชีพจรเทพดับสูญเป็นพื้นฐานในการฝึกวิชาต่างๆ ของข้า”
“วิชาของข้ามีเพลงหมัดสี่ชนิด เพลงเท้าสองชนิด เพลงฝ่ามือสามชนิด วิชาดรรชนีสองชนิด กงเล็บหนึ่งชนิด เพลงอาวุธอีกสิบสองชนิด แต่เจ้ามีเวลาเพียงหกเดือน ไม่อาจฝึกได้หมดสิ้น ข้าจะเลือกสอนวิชาสำคัญให้เจ้า”
เจียงเยี่ยนพยักหน้า ปราชญ์มารบริสุทธิ์กล่าวสืบต่อ
“วิชาที่ข้าจะสอนคือดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์และดรรชนีดาบภูตโลกันตร์ซึ่งข้าคิดค้นจากการศึกษาเพลงกระบี่และเพลงดาบทุกค่ายสำนักมาผสานกับวิชาดรรชนี ดังนั้นให้เจ้าสำนึกว่าวิชาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ยิงพลังปราณออกไป แต่ในจิตสำนึกต้องทราบว่าวิชาที่ใช้คือเพลงกระบี่และเพลงดาบ”
“โบราณว่าไว้ ดาบดุจพยัคฆ์ร้าย กระบี่ราวหงส์เหิน ทวนดั่งมังกรท่อง อาวุธทั้งสามต่างได้รับยกย่องเป็นสามอาวุธสำคัญในยุทธจักร ยามใช้ดาบต้องรวดเร็วรุนแรงดุจพยัคฆ์ลงจากเขา ยามใช้กระบี่ต้องรวดเร็วดั่งหงส์เหินนภา”
ไป๋เหวินโจวกล่าวไปเริ่มกรีดวาดมืออย่างช้าๆ มือขวามันใช้นิ้วชี้ประกบนิ้วกลางกรีดวาดเป็นท่าดาบ ใช้เคล็ดสำคัญของเพลงดาบหกประการ คลี่ ปาด เกี่ยว ปัด ฟาด ฟัน ส่วนมือซ้ายมันจี้นิ้วชี้ออก ใช้เคล็ดกระบี่หกประการคือแทง ตวัด เขี่ย ฟัน เคาะ ปัด ท่วงท่าสง่างามราวกับผู้หลุดพ้นจากโลกียวิสัย
ทันใด ไป๋เหวินโจวเร่งวิชาดรรชนีตนให้เร็วขึ้นดุจสายฟ้า มือขวาที่ใช้ดรรชนีดาบภูตโลกันตร์ฟาดฟันจนเศษไม้ ใบหญ้าที่พื้นดินถูกตัดขาดปลิวกระจาย เกรี้ยวกราดรุนแรงคล้ายดั่งภูตร้ายออกอาละวาดบนโลกมนุษย์ ส่วนดรรชนีมือซ้ายจี้ออกไม่หยุดก่อเกิดเป็นเสียงดังหวีดหวิวราวกับใช้กระบี่จี้กรีดจนอากาศปริแตก
เจียงเยี่ยนมองไป๋เหวินโจวแสดงวิชาจนเคลิบเคลิ้ม ไม่นานเขารู้สึกตาลายสมองหมุน วิชาไป๋เหวินโจวทั้งรวดเร็วทั้งรุนแรง ท่าร่างไป๋เหวินโจวก็รวดเร็วยิ่งจนแทบมองไม่ทันกลายเป็นเงาสีขาววูบวาบไปมา
ไป๋เหวินโจวกรีดดรรชนีมือขวาเป็นแนวขวาง จี้ดรรชนีมือซ้ายเป็นแนวตรง พลังทั้งสองไม่ต่างจากดาบคมกล้าที่ฟาดฟันอย่างรุนแรง กระบี่คมกล้าที่แทงออกอย่างรวดเร็ว
“โครม!”
เสียงระเบิดดังสนั่น พื้นดินบริเวณนั้นถึงกับหายไปครึ่งแถบ เจียงเยี่ยนได้แต่อ้าปากค้าง ไป๋เหวินโจวกล่าวอย่างเย็นชา
“เห็นชัดแล้วหรือไม่?”
เจียงเยี่ยนรีบพยักหน้า
“อาจารย์ ที่แท้ท่าน..ที่แท้ท่านสามารถผสานดาบกระบี่ให้รวมกันได้!”
ไป๋เหวินโจวพยักหน้า สีหน้าเขาคล้ายครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
ควรทราบว่าวิชาอาวุธทั้งแผ่นดิน หากจะฝึกปรือให้ถึงขั้นสุดยอดต้องอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี สำหรับคนที่ไม่มีภูมิปฏิภาณเพียงพอ ต่อให้ฝึกทั้งชีวิตก็ไม่อาจบรรลุขั้นสุดยอดได้ ทว่าไป๋เหวินโจวสามารถฝึกปรือทั้งดาบและกระบี่ถึงขั้นสุดยอดและยังผสานรวมกันเป็นวิชาเฉพาะตัว ในแผ่นดินนี้เกรงว่ามีมันเพียงคนดียวที่กระทำได้!
ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เจ้าเคยร่ำเรียนวิทยายุทธมาบ้างแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องสอนพื้นฐานให้เจ้าอีกว่าแต่เจ้าเคยร่ำเรียนเพลงกระบี่บ้างหรือไม่?”
เจียงเยี่ยนพยักหน้า
“แม่ข้าเคยสอนเพลงกระบี่พื้นฐานให้ข้า”
ไป๋เหวินโจวเดินเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็เดินออกมาพร้อมกระบี่ในมือ มันโยนกระบี่ให้เจียงเยี่ยนรับไว้ สั่งให้เจียงเยี่ยนร่ายรำเพลงกระบี่ให้ดู
วิชาที่เจียงฮูหยิน มารดาเจียงเยี่ยนสอน คือเพลงกระบี่พื้นฐานของเซี่ยงเทียน อดีตประมุขยุทธจักร ซึ่งเป็นยอดฝีมือรุ่นก่อน เจียงเยี่ยนร่ายรำเพลงกระบี่ออกแม้มิใช่กระบวนท่าขั้นสูงล้ำ แต่ก็มีความรวดเร็ว ยามแทงแม่นยำ ยามรั้งกระบี่ปัดป้องก็รัดกุม ไม่มีกระบวนท่าเยิ่นเย้อเกินจำเป็นแม้แต่น้อย
ไป๋เหวินโจวชมเจียงเยี่ยนร่ายรำกระบี่ก็พยักหน้าเล็กน้อย ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เพลงกระบี่ของเจ้านับเป็นพื้นฐานของเพลงกระบี่ชั้นสูง หากเจ้าต้องการบรรลุขั้นสุดยอดเพลงกระบี่ จิตสำนึกต้องไม่ยึดติด ร่ายรำกระบี่ตามใจปรารถนา รวดเร็วพลิกแพลงตามสถานการณ์ ใช้กระบี่ทุกครั้งต้องมีความหมาย ไม่อาจใช้กำลังโดยเปล่าประโยชน์”
ไป๋เหวินโจวสอนเคล็ดวิชาดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์ขั้นพื้นฐานให้เจียงเยี่ยน หลักของวิชานี้ขั้นแรกต้องเข้าใจเพลงกระบี่เสียก่อน มิเช่นนั้นมิอาจใช้เพลงกระบี่เทพสวรรค์ขั้นสูงออกมาได้ มันสั่งให้เจียงลองลองฝึกซ้อมวิชาดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์โดยใช้กระบี่จริงดู
ไป๋เหวินโจวชมดูเจียงเยี่ยนร่ายรำกระบี่อยู่พักหนึ่ง สั่งให้เจียงเยี่ยนฝึกต่อห้ามหยุด เจียงเยี่ยนรับคำ มันฝึกกระบี่ทั้งวันโจนเหงื่อไหลโซมกาย
พวกกวาง กระต่าย กระรอก สัตว์เล็กสัตวน้อยนานาชนิด เมื่อเห็นเจียงเยี่ยนฝึกกระบี่ต่างก็เดินจ้องชมดูอยู่ห่างๆ
เจียงเยี่ยนฝึกวิชากระบี่ได้ครึ่งวันก็เหน็ดเหนื่อย เขาปักกระบี่ลงพื้น ใช้แขนปาดเช็ดเหงื่อไคล เด็กหนุ่มเห็นเหล่ากระต่าย กวาง จ้องมองมาที่เขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
เจียงเยี่ยนทะยานกายไปอย่างรวดเร็วเข้าหาพวกมัน แต่เหล่าสัตว์มีสัญชาติญาณของมัน เพื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ต่างก็วิ่งหนีไป เจียงเยี่ยนอดมีสีหน้าผิดหวังมิได้
“ข้าไม่ทำร้ายพวกเจ้า รอข้าก่อน”
เจียงเยี่ยนวิ่งไล่ตามเหล่าสัตว์ แต่พวกมันก็วิ่งหนีรวดเร็วยิ่งกว่า
“ผู้ใดให้เจ้าเกียจคร้าน” ซุ่มเสียงเย็นชาดังขึ้น
ไป๋เหวินโจวเดินเข้าดงไม้มา สีหน้าเย็นชา เจียงเยี่ยนกล่าวว่า
“อาจารย์ ข้าฝึกเพลงกระบี่ทั้งวันจนมือชาด้าน แทบจับกระบี่ไม่ได้แล้ว”
“ถ้าจับไม่ได้ก็ไม่ต้องใช้กระบี่” ไป๋เหวินโจวกล่าว
เจียงเยี่ยนไม่เข้าใจสิ่งที่ไป๋เหวินโจวบอก ได้ยินอาจารย์มันสั่ง
“ตามมา”
ไป๋เหวินโจวพาเจียงเยี่ยนไปยังลานกว้างอีก มันกล่าวว่า
“ฝึกแต่เพลงกระบี่อย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ พลังกายก็มีความสำคัญ เจ้านั่งย่อเข่าเสมอขา ปลายเท้าหันไปข้างหน้า ไหล่และศีรษะตั้งตรง สองแขนยืดออกเหยียดตรง”
เจียงเยี่ยนทำตามที่ไป๋เหวินโจวว่า ที่ไป๋เหวินโจวสอนคือ “ท่านั่งม้า” อันเป็นพื้นฐานของการฝึกเพลงหมัดมวย ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เจ้าบอกมือชาด้านใช้กระบี่ไม่ได้ ตอนนี้เจ้าก็ฝึกท่านั่งม้าไปก่อนจนกว่ามือจะหายชาด้าน หากพระอาทิตย์ไม่ลับขอบฟ้า ห้ามเจ้าเปลี่ยนท่าเด็ดขาด”
“หา!” เจียงเยี่ยนร้องอุทานออกมา ไป๋เหวินโจวไม่สนใจผู้เป็นศิษย์อีก มันเดินเข้าบ้านไป
เจียงเยี่ยนรู้สึกทรมานอย่างยิ่ง มันทำท่านั่งม้าจนตัวแข็งทื่อ แสดงแดดอันร้อนจัดสาดใส่มันจนตัวแทบละลาย ความทรมานยังมากกว่าการฝึกเพลงกระบี่หลายเท่านัก
ผ่านไปหลายชั่วยาม เจียงเยี่ยนถึงกับมือขาสั่น ที่จริงตอนเด็กเจียงเยี่ยนเคยฝึกท่านั่งม้ามาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลามากมายปานนี้ เจียงเยี่ยนไม่กล้าขัดคำสั่งไป๋เหวินโจว เขาได้แต่ฝืนทนจนร่างกายปวดเมื่อยไปหมด
จวบจนตะวันใกล้ตกเย็นไป๋เหวินโจวก็เดินออกมาอีก มันเดินมาหาเจียงเยี่ยนพร้อมผลักฝ่ามือใส่หัวไหล่
ตุบ!
ร่างเจียงเยี่ยนล้มกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนสะโพกได้รับความเจ็บปวด ไป๋เหวินโจวจ้องมองอย่างเย็นชา
“ตอนอยู่สกุลเจียง เจ้าคงเป็นคุณชายได้รับการดูแลอย่างดี แม้แต่ท่านั่งม้าเจ้ายังใช้การไม่ได้”
ไป๋เหวินโจวส่ายหน้าเล็กน้อยและเดินเข้าบ้านไป เจียงเยี่ยนไม่ทราบต้องทำอย่างไรดี
“เข้ามา” ไป๋เหวินโจวเอ่ย
เจียงเยี่ยนมีสีหน้ายินดีรีบรับคำวิ่งเข้าบ้านไป เห็นบนโต๊ะมีอาหารหลายชนิด ทั้งแกงผักใส่เนื้อหมู ไก่ทอด เนื้อย่าง อาหารแต่ละจานไม่เพียงมีกลิ่นหอมยังตกแต่งอย่างงดงาม เจียงเยี่ยนถาม
“อาจารย์ ท่านทำเองหรือ?”
ไป๋เหวินโจวจ้องเจียงเยี่ยน
“เจ้าถามเหลวไหลอันใด?”
เจียงเยี่ยนค่อยทราบว่าตนเองเหลวไหลจริงๆ ในหุบเขาอภิรมย์มีเพียงสองศิษย์อาจารย์ ผู้ใดจะมาทำอาหารให้เล่า?
ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เจ้าไปอาบน้ำก่อน ค่อยมากินข้าว”
เจียงเยี่ยนฝึกวิชามาทั้งวันร่างกายรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทบสิ้นเรี่ยวแรง เมื่อได้อาบน้ำชำระกายก็รู้สึกเย็นสบายยิ่ง ไป๋เหวินโจวดีกับเขายิ่ง มันเตรียมน้ำให้เขาพร้อมแล้ว
เมื่อแต่งตัวเสร็จเจียงเยี่ยนก็เดินมาที่โต๊ะอาหาร เขานั่งลงและเริ่มทานข้าว ระหว่างทานข้าวเจียงเยี่ยนก็ถาม
“อาจารย์ เรามีชื่อสำนักหรือไม่?”
ไป๋เหวินโจวตอบ
“ไม่มี”
เจียงเยี่ยนถามต่อ
“หากมีคนถามว่าข้าเป็นศิษย์สำนักใด จะให้ข้าตอบอย่างไร?”
“ไม่ต้องตอบ”
เจียงเยี่ยนได้แต่สงบปากคำ สักพักเจียงเยี่ยนก็ถามต่อ
“ท่านพอจะรู้วิธีแก้ความเจ็บปวดจากลมปราณเทพดับสูญหรือไม่?”
ไป๋เหวินโจวมีสีหน้าเคร่งเครียด เจียงเยี่ยนรู้สึกผิดปกติ รีบถามว่า
“เป็นไรหรือ?”
ไป๋เหวินโจวเอ่ยคำตอบไป ทำให้เจียงเยี่ยนตกใจอย่างมาก!
จบตอนที่ 21ไป๋เหวินโจวรู้อะไรกันนะ ตอนหน้าจะมาเฉลยจ้า
ตัวอย่างท่านั่งม้า ท่าพื้นฐานสำคัญของการฝึกมวยจีน