บทที่ 7
กลางหิมะและสตรีชุดแดง
ชายชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบสายตาเย็นเยียบมองร่างที่แน่นิ่งในหิมะสีขาวโพลน
"เก็บศพนางไปด้วย"
เขากล่าวเสียงเรียบ แต่กลับทำให้ผู้คนรอบข้างเงียบงันโดยพลัน
จากนั้นจึงเสริมขึ้นอีกประโยคด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ให้คนของเราที่เชี่ยวชาญการแปลงโฉม ปลอมตัวเป็นาง แล้วกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองซั่งหลินเช่นเดิม"
คำสั่งนั้นไม่จำเป็ต้องอธิบายยืดยาว
ทุกคนในที่นั้นต่างพยักหน้ารับคำโดยพร้อมเพรียงราวกับทุกสิ่งถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างสมบูรณ์
สำหรับพวกเขาร่างของไป๋ซือเหนียงที่นอนจมกองโลหิตบนพื้นเย็นเฉียบนั้นไม่ต่างอะไรจากซากศพไร้ค่า
เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขา…คือเด็กหญิงตัวน้อยที่บัดนี้กำลังแบกอยู่บนหลังของชายชรา
ไป๋เสี่ยวเถาสายเืโดยตรงของราชวงศ์เหยียนทายาทเพียงหนึ่งเดียวของซื่อจื่อผู้สิ้นชีพ
บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบ หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด
ลมหนาวกรรโชกแรงขึ้นเรื่อย ๆ พัดเอาเกล็ดหิมะปลิวว่อนไปทั่วผืนฟ้า
พื้นที่โดยรอบเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงของสัตว์ป่ามีเพียงเสียงฝีเท้าที่กำลังจะก้าวจากไปของกลุ่มชายชุดดำเ่าั้
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเคลื่อนตัวจากไปท่ามกลางหิมะที่เงียบงันสนิท... พลันเกิดเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆขึ้นจากทิศทางเื้ั
ทำให้พวกมันทั้งหมดหยุดฝีเท้าพร้อมกัน
ฝ่ามือบางคนที่จับด้ามอาวุธแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในกลุ่มนี้ ล้วนมีขอบเขตไม่ธรรมดาอย่างต่ำก็ขอบเขตตะวัน ส่วนชายชราผู้นำกลุ่มและชายอีกคนที่เคยโต้แย้งกับเขานั้นต่างอยู่ในขอบเขตจันทรา ซึ่งถือว่าเป็ปรมาจารย์ของยุทธภพในแผ่นดินเหยียน
ประสาทััของพวกมันเฉียบคมเกินผู้คนทั่วไปย่อมไม่อาจปล่อยให้สิ่งใดเล็ดรอดสายตา
เสียงเคลื่อนไหวแ่เบานั้น แฝงความผิดปกติอันน่าขนลุก
ทุกสายตาจึงหันขวับกลับไปมองเป็ตาเดียว
แล้วสิ่งที่พวกมันเห็น ก็ทำให้แววตาของแต่ละคนฉายแววตื่นตระหนกในบัดดล
ร่างของสตรีในชุดขาวหญิงสาวที่พวกมันเพิ่งสังหารไปเมื่อลมหายใจที่แล้ว
หญิงสาวที่ถูกปั่นคว้านทะลวงหัวใจจนไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวชีวิต
นาง…
กำลังค่อย ๆ ขยับตัว ลุกขึ้นช้า ๆ จากพื้นหิมะที่หนาวเหน็บ
หิมะขาวปลิวว่อนตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่เปียกโชกโลหิต
เืยังคงไหลซึมจากาแขนาดใหญ่กลางหน้าอกที่ทะลุเป็โพรง
แต่สตรีนางนั้นกลับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ช้าและมั่นคง
ดวงตาคู่นั้นเย็นเยือก จ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด ปลายเสียงของนางเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวสายลมในฤดูหนาว
"...อีกเพียงนิดเดียว... แท้ ๆ..."
เสียงนั้นปนเปด้วยความเสียดายและโศกเศร้าหวานใสแต่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่อัดแน่นในถ้อยคำ
"อีกเพียงนิดเดียว... สิบปีที่ข้าให้สัญญาเ้าไว้... เวลากำลังจะครบแล้ว...อีกเพียงไม่กี่เดือน... เหตุใด?"
ประโยคสุดท้ายไม่ได้กล่าวกับตนเอง
แต่เปล่งถามต่อท้องฟ้าและผืนดิน…ถามต่อชะตากรรมอันโหดร้ายที่เล่นตลกกับนาง
หญิงสาวชุดขาวยืนอยู่กลางสายลมหิมะที่โปรยปราย
ร่างของไป๋ซือเหนียง... ตายไปแล้วจริง ๆ
สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาในตอนนี้ คือฉือเยียน
หนึ่งในสี่ปารมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
เงาิญญาที่เคยซ่อนอยู่ในร่างของไป๋ซือเหนียงมาตลอดสิบปีได้เข้าร่างนี้โดยสมบูรณ์ หลังเ้าของร่างสิ้นชีพลง
นาง... อดทนรอคอยมาเนิ่นนาน
เพียงเพื่อให้ถึงวันที่จะสามารถแยกจิติญญาของตนออกจากผู้มีพระคุณผู้ช่วยเหลือได้
เพียงเพื่อกลับไปยืนหยัดอีกครั้งในโลกยุทธภพ
แต่เวลานั้น... กลับมาไม่ถึง
ความตายของไป๋ซือเหนียงในวันนี้คือโซ่ตรวนที่ฉีกทำลายความอดทนของนางให้สิ้น
เป็โชคชะตา... หรือ์เล่นตลกกับนางอีกครั้ง
เสียงพึมพำของหญิงสาวยังคงเอ่ยอยู่ท่ามกลางลมหนาว
นางไม่แม้แต่จะหันมองผู้ใด
สายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบนเพียงอย่างเดียว
ราวกับว่ากลุ่มชายชุดดำเหล่านี้ เป็เพียงฝูงมดปลวกที่ไร้ค่าไม่มีค่าพอให้นางปรายตามอง
แต่ในสายตาของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดในยามนี้
บรรยากาศรอบกายของนาง... แปรเปลี่ยนไปสิ้น
แรงกดดันหนักอึ้งราวกับมีขุนเขาทับอยู่เหนือบ่าทั้งสองข้าง
กระแสพลังที่มิอาจอธิบายได้แผ่ซ่านออกมารอบร่างของนาง
แม้แต่ชายชราผู้นำกลุ่ม และผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจันทราอีกคนยังต้องกัดฟันแน่น ใบหน้าเครียดขึงไม่อาจซ่อนเร้นได้
ทุกคนััได้ถึงภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่
ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เส้นเอ็นทั่วทั้งร่างตึงขึง
นี่ไม่ใช่ศพที่คืนชีพอย่างแน่นอน
และแล้ว…
ดวงตาของเหล่าชายชุดดำทั้งหลายก็มองเห็นกับตาตนเองว่าอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของหญิงสาวผู้นั้น ที่เมื่อครู่ยังเปื้อนเืและมลทินจากาแกลับค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางหิมะที่ยังคงโปรยปรายไม่หยุด
เสื้อคลุมขาวสะอาดที่พลิ้วไหวท่ามกลางสายลมหนาว ในยามนี้... ค่อย ๆถูกย้อมสีไปทีละน้อย
จากขาวนวลกลายเป็สีแดงเข้มราวโลหิตสดที่ไหลรินอย่างไม่สิ้นสุด
เงาอาภรณ์แปรเปลี่ยนเหมือนถูกเผาด้วยเปลวเพลิงเงียบงัน สีแดงสดค่อย ๆซึมซับและแผ่ขยายไปทั่วเนื้อผ้า
จนในที่สุด ทั้งร่างของนางถูกห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีโลหิตเต็มตัว
ชุดสีแดงสด ดุจผืนผ้าที่ทอขึ้นจากเืแท้ ๆเผยให้เห็นภาพหญิงสาวผู้สงบนิ่ง ยืนโดดเด่นกลางทุ่งหิมะขาวสะอาดที่ปลิวว่อน ราวภาพวาดของสรวง์และขุมนรกที่ปะทะกันโดยไร้เสียง
ชุดแดงกลางหิมะขาว...
ทัศนียภาพที่ตรึงสายตาผู้คนราวต้องมนตร์
ไม่เพียงเท่านั้น...
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันและจันทราทุกคนในที่นั้นต่างเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าใคร
รอบกายหญิงสาวผู้ที่ไม่อาจระบุได้ว่ายังใช่ไป๋ซือเหนียงหรือไม่บัดนี้เต็มไปด้วย พลังปราณสีแดงสด
ปราณของนางแผ่ซ่านออกมาช้า ๆ ดั่งควันเพลิงในยามสงบแต่ความร้อนของมันแผ่กระจายไปไกลจนแม้แต่หิมะใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มละลายเป็ไอน้ำ
เปลวปราณแดงสดหมุนวนรอบร่างของนางอย่างเชื่องช้าและมั่นคงคล้ายอสรพิษเพลิงที่กำลังรัดเหยื่อของมันอย่างใจเย็น
ปราณนั้นไม่ใช่เพียงพลังทำลายธรรมดาหากแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้ง
ความร้อนแรงของมันเจือไปด้วยกลิ่นอายอันตรายที่แทรกซึมเข้าสู่จิตใจคนโดยรอบ
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจันทราอย่างชายชรา และผู้ที่ยืนโต้เถียงกับเขาเมื่อครู่ยังััได้ถึงเงามรณะอันยากหยั่งถึง
ชายชราผู้นำกลุ่มนั้น ใบหน้าเคร่งขรึม เส้นเอ็นขากรรไกรขบแน่นฝ่ามือที่ยึดร่างเล็กของเถาเถาแน่นขึ้นเล็กน้อย
เขาเบือนสายตาคมกริบกลับไปยังกลุ่มคนที่ยืนแน่นิ่ง
เสียงแหบต่ำของเขากัดฟันกล่าวอย่างเด็ดขาด
"...ลงมือพร้อมกัน!"
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียว ดั่งคำสั่งออกรบจากนายทัพกลางสมรภูมิ
ท่ามกลางหิมะขาวโปรยปราย ลมหายใจของทุกคนหนักอึ้งขึ้นโดยพร้อมเพรียง
ความเงียบสงัดที่โถมทับใน่เวลานั้น... คล้ายพายุที่กำลังจะะเิออกในชั่วพริบตา