ตอนที่ 16 ซื้อเกวียน
“นั่นไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เ้าแน่ใจแล้วหรือ พื้นที่ที่เ้าอยู่แต่แรกก็เป็พื้นที่รกร้างที่ไม่มีใครเขาอยู่ก็เสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่ลงมาจากเขามากพออยู่แล้ว นี่ถ้าเ้าไปปลูกพืชปลูกผักแถวตีนเขา ไม่กลัวพวกสัตว์จะลงมากินพืชผักของเ้าหมดหรอกหรือ” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
เพราะแต่แรกพื้นที่ตรงนั้นก็เป็พื้นที่รกร้างที่มีสัตว์ป่าทั้งไม่ดุร้ายและดุร้ายออกมาหากินเต็มไปหมด แล้วยิ่งเข้าใกล้เขาไปมาๆ สัตว์ป่าก็ยิ่งจะมีเพิ่มมากขึ้น
ในตอนแรกที่ทางบ้านของชุนเหอนั้นคอยเก็บพวกสมุนไพรไปขายก็ไม่ต้องห่วงเื่อื่น ก็คอยแต่ระวังไม่ให้สัตว์เข้ามาในละแวกบ้านเท่านั้น แต่ถ้าจะปลูกผักก็ต้องคอยดูแลแปลงผักไว้ตลอดไม่ให้สัตว์ป่าลงมากัดกินแล้วก็ไหนจะพวกแมลงที่เป็ศัตรูอันดับหนึ่งของการปลูกผักอีก อยู่ในป่าเช่นนั้นไม่มีทางรอดพ้นจากพวกแมลงที่คอยกัดกินเมล็ดให้โตไปได้แน่นอน ถึงจะโตไปได้แต่ใบของผักพวกนั้นก็จะถูกกัดกินใบเป็รูจนไม่น่าซื้อ ผู้ใหญ่บ้านจึงเอ่ยเตือนออกมาด้วยความเป็ห่วง
แต่โชคดีที่บ้านของชุนเหอไม่ได้น่าเป็ห่วงอย่างที่ผู้ใหญ่บ้านคิดเพราะมีเ้าไป๋หู่ของเพ่ยอิงคอยช่วยเหลือในเื่พวกนั้นอยู่ เื่สัตว์ป่าลงเขามาทำลายแปลงผักหรือแมลงมากัดกินเมล็ดพันธุ์และใบผักนั้นหมดห่วงไปได้เลย
“ไม่เป็ไรขอรับ ข้าจะค่อยๆ ถางป่าบุกเบิกพื้นที่ไปเรื่อยๆ ขอรับ”
“เอาเถอะๆ ตามใจแล้วแล้วกัน”
เมื่อผู้ใหญ่บ้านกล่าวจบก็ได้ทำการลงมือเขียนหนังสือพร้อมกับวาดรูปคร่าวๆ และอธิบายถึงพื้นที่แถบนั้นลงไปด้วย ผ่านไปเพียงไม่นานมากนักก็เสร็จ
“เสร็จแล้วนี่เ้าเก็บไว้หนึ่งแผ่นและข้าก็เก็บอีกหนึ่งแผ่น”
ที่ผู้ใหญ่บ้านต้องเก็บไว้ที่ตนเองหนึ่งแผ่น ก็เพราะต้องเก็บไว้เป็หลักฐานแล้วก็ต้องเอาไปแจ้งทางกรมที่ดินด้วยอีกทีหนึ่ง
“แล้วนี่ก็เป็หนังสือรับรองจากกรมที่ดินของครั้งที่แล้ว ส่วนของครั้งนี้ข้าจะดำเนินการให้ไม่น่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์ หากเ้าว่างตอนไหนก็ค่อยมารับไปก็ได้”
“ขอบพระคุณมากขอรับผู้ใหญ่บ้าน”
เมื่อชุนเหอรับหนังสือแสดงหลักฐานการเป็เ้าของที่ดินมาแล้วก็ได้หยิบเงินออกมาจากในย่ามส่งให้ผู้ใหญ่บ้านจำนวนยี่สิบตำลึงทอง
“นี่ค่าดำเนินการขอรับ”
“ค่าดำเนินการแค่สิบตำลึงทองก็พอ ที่เหลือเ้าเก็บไปเถิด”
“ไม่เป็ไรขอรับ ที่เหลือถือว่าเป็ค่าน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกันขอรับ”
“เงินตั้งสิบตำลึงทอง เ้าสามารถเอามาเลี้ยงครอบครัวให้กินอยู่สุขสบายได้สองสามปีเชียว” ผู้ใหญ่บ้านรีบเอ่ยปฏิเสธออกมาทันทีที่เขายื่นให้เงินถึงสิบตำลึงทอง เพราะมันมากเกินไป
“อย่าปฏิเสธเลยขอรับ”
“ไม่ได้ๆ อย่างไรก็ไม่ได้มันมากเกินไป แค่สมุนไพรที่เ้าเอามาให้คราวที่แล้วก็เกินพอ”
“ได้อย่างไรกันขอรับ คราวที่แล้วก็ส่วนของคราวที่แล้ว คราวนี้ก็สมควรเป็ส่วนของคราวนี้”
“แต่นี่มันมากเกินไป”
“ไม่มากไปหรอกขอรับ ถ้าไปซื้อที่แถวๆ นอกเมืองแค่ไม่กี่หมู่ก็ราคาตั้งหลายสิบตำลึงทองแล้วยิ่งถ้าเป็ในเมืองพื้นที่แค่นิดเดียวก็ตั้งหลายร้อยตำลึงทอง ส่วนตรงที่ข้ามาขอตรงนี้มีพื้นที่กว่าสองพันหมู่ แค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากขอรับ”
“เ้านี่เป็คนอย่างไรถึงเอาพื้นที่รกร้างที่เ้ามาขอไปเทียบกับพื้นที่แถวนอกเมืองหรือในเมืองกัน”
“รับไปเถิดเ้าค่ะผู้ใหญ่บ้าน เงินเท่านี้ท่านพ่อของข้าปลูกพืชปลูกผักขายเยอะ อีกไม่นานก็ได้คืนมาเ้าค่ะ” เพ่ยอิงที่เดินออกมาจากครัวหลังจากที่ช่วยผิงผิงทำกับข้าวเสร็จกล่าวออกมา
“เป็อย่างที่ลูกสาวของข้ากล่าวขอรับ”
“เฮ้อ~ เ้าสองคนพ่อลูกนี่อย่างไร เอาเถิดๆ ข้าจะรับไว้เพียงครึ่งเดียวแล้วกัน” เมื่อกล่าวจบหัวหน้าหมู่บ้านก็รับเงินไปแค่ครึ่งเดียวเพียงเท่านั้น
“นี่ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี อยู่กินข้าวที่บ้านของข้ากันก่อนเป็อย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านถามออกมาอย่างมีน้ำใจ
“ไม่เป็ไรขอรับนี้ก็เย็นมากแล้ว เดี๋ยวจะกลับถึงบ้านมืดค่ำเอาได้”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ทางกลับบ้านของเ้าก็เป็ทางเดินผ่านป่า มืดค่ำจะเป็อันตราย”
เมื่อเพ่ยอิงกับน้องเล็กเอ่ยร่ำลาผิงผิงกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นทั้งสามคนพ่อลูกก็เดินกลับบ้านกันไปทันที
เมื่อสามคนพ่อลูกมาถึงบ้าน
“มาเถิดสามคนพ่อลูก เข้าบ้านมาแล้วไปล้างมือล้างเท้ากันก่อนแล้วค่อยมากินข้าวกัน” ท่านแม่บอกหลังจากที่ทั้งสามคนพ่อลูกกลับมาถึง
หลังจากที่ล้างมือล้างเท้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งครอบครัวก็ร่วมกันกินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
อาหารมื้อนี้ท่านแม่ทำต้มยำข่าไก่ ปลาสามรส ปลานิลทอดกรอบกับน้ำจิ้มรสเด็ด และสุดท้ายผัดพริกไก่ป่า กับข้าวสวยร้อนๆ ทุกคนก็ทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย จนถึงขนาดไม่มีเหลือแม้แต่ข้าวสักครึ่งเมล็ด
ั้แ่ที่เพ่ยอิงเอาวัตถุดิบออกมาจากในกำไลมิติเพื่อทำอาหารกินกันในทุก ๆ มื้อ ก็ได้ทำให้ทุกคนในบ้านเจริญอาหารไปตามๆ กัน
และหลังจากที่ทุกคนทานอาหารกันเสร็จก็รีบทำการดึงพลังิญญาจากกระเพาะอาหารเข้าไปไว้ในจุดตันเถียนให้หมดกันเสียก่อน ซึ่งก็ใช้เวลากันเพียงไม่นาน
แล้วค่อยทำการดึงพลังิญญาเข้าเส้นปราณทีหลัง เพราะถ้ายิ่งเก็บพลังิญญาไปไว้ในจุดตันเถียนช้าร่างกายเราก็จะเอาไปใช้หมดนั้นเอง
...
เช้าวันรุ่งขึ้น...
วันนี้เป็วันที่ท่านพ่อเพ่ยอิงเข้าเมืองมาซื้อเกวียนและหาวัวหรือลาสักตัวสองตัวเพื่อใช้ในการลากเกวียน
ส่วนน้องเล็กที่ขอตามมาด้วยนั้นชุนเหอให้เหตุผลที่ว่าเข้าเมืองมาคราวนี้ไม่ได้มาเที่ยวแต่มาซื้อเกวียนกลับบ้านไปเท่านั้น เอาไว้ซื้อเกวียนเสร็จแล้วจะให้น้องเล็กได้เข้าเมืองไปทุกครั้งก็ยังได้ น้องเล็กจึงยอมแต่โดยดี
ตอนนี้ท่านพ่อพาเพ่ยอิงมาย่านที่ขายพวกรถม้า เกวียน ที่มีทั้งแยกขายและขายคู่กับสัตว์ลาก เพ่ยอิงสนใจลาเทียมเกวียนอยู่พอสมควรเพราะลาจะวิ่งได้ไวกว่าวัวมากนัก ลาที่เห็นก็มีั้แ่ลูกลาที่ตัวยังเล็กไปจนถึงลาที่ตัวโตเต็มวัย
พวกพ่อค้าแม่ค้าที่เป็คนขายก็มีการะโเรียกลูกค้าแข่งกันไม่หยุด
“พ่อว่าเราซื้อลาเทียมเกวียนไปจะดีกว่านะ” ท่านพ่อกล่าว
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเ้าค่ะท่านพ่อ”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปดูร้านที่ขายลาเทียมเกวียนกันเถิด จะถูกว่าซื้อแยกอยู่พอสมควร”
เมื่อท่านพ่อพูดจบก็พาเพ่ยอิงเดินไปแถวๆ ร้านที่ขายทั้งสัตว์ลากพร้อมกับเกวียนในทันที
“นายท่านสนใจวัวเทียมเกวียนหรือลาเทียมเกวียนดีขอรับ” คนขายรีบกล่าวถามขึ้นมาทันทีที่สองคนพ่อลูกเดินผ่านหน้าร้าน
ท่านพ่อที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าร้านไหนหยุดชะงักขึ้นมาทันทีที่โดนถามขึ้น
“อืม พวกลาน่ะ”
“เชิญที่ร้านข้าก่อนขอรับ ในร้านของข้ามีทั้งวัวเทียมเกวียนและทั้งลาเทียมเกวียนเลยขอรับ” คนขายรีบเชิญสองพ่อลูกเข้าร้านทันที
และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเดินเข้าร้านนั่นเองก็ได้มีเสียงจากคนขายร้านตรงกันข้ามดังขึ้นมา
“นายท่านอย่าเข้าร้านนั้นเลยขอรับ ร้านนั้นขายก็แพงกว่าร้านอื่นแต่คุณภาพของสัตว์ลากกับเกวียนแย่กว่าร้านอื่นเป็ไหนๆ มาซื้อร้านข้าดีกว่าขอรับ” คนขายร้านตรงกันข้ามะโออกมาทำให้สองพ่อลูกชะงัก
“ใช่ๆ เ้าค่ะ ขายก็แพงกว่าร้านอื่นจริงเ้าค่ะ คราวที่แล้วก็หลอกขายพวกวัวพวกลาป่วยให้ลูกค้า มาซื้อร้านข้าดีกว่านะเ้าคะ” เสียงของร้านข้างๆ ดังขึ้นมาด้วยอีกเสียง
“นี่พวกเ้าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกันนะ นายท่านอย่าไปเชื่อพวกขี้อิจฉาพวกนั้นเลยขอรับ” เ้าของร้านเอ่ยเกลี้ยกล่อมท่านพ่อ
แต่หลังจากที่ฟังร้านอื่นๆ บอกมาก็ทำให้พ่อก็เริ่มลังเล
“นายท่านเข้าไปดูในร้านก่อนก็ได้ขอรับ ถ้าหากไม่ถูกใจไม่ซื้อก็ไม่เสียหายนะขอรับ”
เ้าของร้านยังคนเอ่ยเกลี้ยกล่อมให้ลูกค้าให้เข้าร้านให้ได้ ลูกค้าก้าวขาเข้าร้านมาครึ่งหนึ่งแล้วจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
“จริงอย่าที่เ้าของร้านกล่าวมานะเ้าคะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้” เมื่อท่านพ่อกล่าวจบเ้าของร้านรีบเดินนำเข้าไปด้านหลังร้านทันที
เมื่อเพ่ยอิงและท่านพ่อได้เดินเข้ามาดูด้านหลังร้านแล้วจากที่ดูรวม ๆ แล้วพวกวัว พวกลาและเกวียนก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น แต่ก็จะมีเป็สัตว์ตัวที่ป่วยบ้างเพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก
คนขายที่เป็คนเดินนำดูก็จะพาเดินไปดูในส่วนที่คุณภาพแย่ที่สุดก่อนเมื่อเห็นว่าลูกค้าไม่สนใจก็ค่อยพาเดินไปดูในส่วนที่คุณภาพดีกว่าขึ้นมา
“ลาตัวนี้เป็ลาที่ดีที่สุดในร้านแล้วขอรับ ถ้าซื้อลาคู่กับเกวียนทางด้านนี้ก็เพียงแค่สิบตำลึงเงินเท่านั้นเองขอรับ”
คนขายอธิบายเพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อให้ได้เพราะนี่เป็ลาที่ดีที่สุดที่ร้านมีแล้ว แต่ลูกค้าก็ไม่มีทีท่าสนใจว่าจะซื้อเลย
เหตุที่พวกสัตว์ในร้านมีคุณภาพไม่ค่อยดีนักก็เป็เพราะร้านนี้โดนร้านอื่นๆ คอยแย่งลูกค้าไปเสียจนหมด จะมีลูกค้าหลุดรอดเข้ามาในร้านได้ก็มีไม่มาก
พวกสัตว์ที่เอามาไว้ขายถ้าเลี้ยงด้วยหญ้าด้วยอาหารดีๆ แล้วถ้าไม่ได้รีบขายออกไปก็จะทำให้ขาดทุน
เ้าของร้านนี้จึงเลี้ยงสัตว์ในร้านด้วยหญ้าที่เก็บได้จากแถวๆ นี้กับให้น้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากมีสัตว์ตัวไหนที่ป่วยก็จะไม่ตามหมอมารักษาให้เพราะเป็การสิ้นเปลืองจนเกินไป ขายออกไปได้ก็ไม่คุ้มทุน
“เ้าขายแพงเกินไปหรือไม่ ปกติถ้าร้านอื่นขายก็ไม่เกินเจ็ดถึงแปดตำลึงเงินเพียงเท่านั้น” ชุนเหอที่เห็นว่าคนขาย ขายเกินราคาจึงเอ่ยทักท้วงทันที
“เอาเช่นนี้เป็อย่างไรขอรับข้าจะลดให้เหลือเพียงเก้าตำลึงเงิน ลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ขอรับ”
แล้วในตอนนั้นเองที่เพ่ยอิงก็หันไปเห็นลาตัวหนึ่งที่นอนป่วยอยู่ มันเป็เพียงแค่ลูกลาอัปลักษณ์ตัวหนึ่งเท่านั้น
“เ้าลาตัวนี้เป็ลูกครึ่งสัตว์อสูร มันเพิ่งเกิดมาได้เพียงไม่นานก็ถูกจับมาขายจึงทำให้มันป่วย ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะเืสัตว์อสูรครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่” ไป๋หู่ที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมานั่งบนไหล่กล่าวให้เธอฟัง
“ถ้าอย่างนั้นถ้าเราเอาไปเลี้ยงดีๆ มันอาจจะมีโอกาสกลายเป็สัตว์อสูรเต็มตัวก็ได้” เธพ่ยอิงเอ่ยคุยกับไป๋หู่ทางจิต
“มันก็มีโอกาสเป็ไปได้สูง” ไป๋หูตอบกลับ
“พ่อค้าลูกลาตัวนี้ขายด้วยหรือไม่” เธอถามคนขายที่พยายามขายลาเทียมเกวียนให้ท่านพ่ออยู่
“ไม่ขายขอรับไม่ขาย ถ้าคุณหนูอยากได้ข้าจะแถมไปให้ถ้าซื้อเกวียนกับลาตัวนี้ไปในราคาเก้าตำลึงเงินขอรับ”
คนขายรีบเสนอออกมาทันทีที่เห็นว่าเพ่ยอิงสนใจลาป่วยที่กำลังจะตายตัวนั้นอยู่ ถึงจะเอาไว้ในร้านอย่างไรก็ไม่มีคนซื้ออยู่ดี เสนอให้ฟรีไปกับลาที่จะขายดีกว่า
“เ้าอยากได้ลาป่วยตัวนั้นหรืออิงเอ๋อร์”
และเมื่อสังเกตเห็นไป๋หู่ที่อยู่บนไหล่ของลูกสาวตนก็คิดว่าลาตัวนั้นคงมีอะไรพิเศษที่ทำให้ลูกสาวเธอสนใจได้ จึงตัดสินใจซื้อลาคู่กับเกวียนที่คนขายเสนอขายทันทีในราคาเก้าตำลึงเงิน พร้อมกับให้ช่วยยกลาป่วยขึ้นเกวียนให้ด้วย
เมื่อคนขายรู้ว่าตนเองขายได้เพราะเ้าลาที่นอนป่วยอยู่ก็ดีใจเสียยกใหญ่รีบจัดการให้ทันทีพร้อมทั้งรีบยกลาป่วยตัวนั้นขึ้นเกวียนให้อย่างเร่งรีบพร้อมกับรับเงินมาเก้าตำลึงเงิน
เมื่อสองคนพ่อลูกจัดการซื้อลาเทียมเกวียนเสร็จแล้วก็ทำการขับลาออกไปจากย่านนั้นทันที
“ท่านพ่อเ้าคะเราไปร้านหนังสือกันก่อนแล้วค่อยกลับเถิดเ้าค่ะ”
“เ้าจะซื้อหนังสืออะไรหรือ” ท่านพ่อเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
ไม่แปลกที่ลูกของเขาจะอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ เพราะเขาเป็คนที่รู้หนังสือคนหนึ่ง เวลาว่างจึงช่วยสอนหนังสือให้กับลูกๆ ทุกคน
และเมื่อตอนที่เขาขาหักเดินไม่ได้ก็อยู่บ้านว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ ขณะที่ต้าชุนออกไปหาสมุนไพรเขาก็สอนหนังสือลูกสาวและลูกชายคนเล็กอยู่ที่บ้าน
แต่ก็เพียงแค่ลูกสาวเท่านั้นที่มีพร์เรียนรู้จากเขาได้เร็ว แต่ลูกชายคนเล็กนั้นยังเด็กมากนักอ่านออกบ้างเป็บางคำก็ดีถมไปแล้ว
“ข้าอยากได้พวกตำราฝึกวิชายุทธ์ไปให้พี่ใหญ่ฝึกน่ะเ้าค่ะ แล้วก็หนังสือความรู้เบื้องต้นที่จะเอาไปให้น้องเล็กหัดอ่านด้วย” เพ่ยอิงกล่าวบอกความ้ากับท่านพ่อ
“อ้อ แล้วก็เดี๋ยวเราไปซื้อกระดาษเพิ่มกันด้วยนะเ้าคะซื้อไปมากหน่อย จะได้เอาไว้ให้น้องเล็กหัดเขียนหนังสือด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาเกวียนไปฝากไว้ที่จุดรับฝากเกวียนก่อน แล้วเราก็ค่อยไปหาซื้อหนังสือกัน จากนั้นค่อยไปซื้อกระดาษ” เมื่อชุนเหอกล่าวจบก็ขับเกวียนไปฝากไปที่จุดรับฝากเกวียนทันที
“จะฝากอย่างเดียวหรือให้จัดน้ำและอาหารให้ด้วยขอรับ” คนรับฝากถามขึ้น
“เ้าคิดราคาอย่างไร”
“ฝากอย่างเดียวคิดห้าอีแปะ ให้น้ำกับหญ้าธรรมดาเจ็ดอีแปะ และให้น้ำกับอาหารอย่างดีคิดสิบห้าอีแปะขอรับ” คนรับฝากอธิบายราคาให้ฟัง
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้น้ำให้หญ้าธรรมดาแล้วกัน”
“แล้วลาตัวที่นอนอยู่บนเกวียนละขอรับ”
“ให้แค่น้ำไปก่อนก็พอ”
“เจ็ดอีแปะขอรับ” เมื่อคนรับฝากกล่าวจบท่านพ่อก็ยื่นเงินให้เจ็ดอีแปะ เมื่อคนรับฝากรับเงินแล้วก็ไปหยิบหญ้ากับน้ำมาเทใส่รางให้ทันที ส่วนตัวที่นอนอยู่ก็เอาน้ำใส่ถ้วยเล็กๆ ไปวางไว้ให้เท่านั้น
ท่านพ่อนำเพ่ยอิงไปที่ย่านขายหนังสือ ย่านนี้จะเป็ย่านที่พวกบัณฑิตมักจะมาเดินกันมากเป็พิเศษ เธอเดินตามท่านพ่อมาที่ร้านหนังสือร้านหนึ่งที่ไม่ได้เล็กหรือใหญ่มากนัก
“้าหนังสือแบบไหนเชิญถามก่อนได้” เมื่อเข้ามาในร้านเถ้าแก่ที่คอยนั่งคิดเงินอยู่ก็เอ่ยขึ้นมาทันทีที่มีลูกค้าเข้าร้าน แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองแต่อย่างใด
“้าหนังสือความรู้เบื้องต้นกับพวกวิชายุทธ์ของรับ” ท่านพ่อเอ่ยออกไป
“หนังสือความรู้เบื้องต้นอยู่แถวที่เจ็ดทางซ้าย วิชายุทธ์อยู่ชั้นสอง” เถ้าแก่คนขายหนังสือกล่าวออกมาทั้งที่ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือของตนต่อไป