“คุณจะไปไหน” เว่ยเสียงถามผม
“พาลูกสาวไปเที่ยว” ผมตอบเขา
“ผมจะไปกับคุณด้วย” เขาเก็บมือถือเข้ากระเป๋าและบอกผมแบบนี้
“เ้าหนุ่ม ฉันไปเที่ยวกับลูกสาวฉัน นายตามไปแบบนี้ไม่ดีเท่าไรมั้ง!” แม้พี่ใหญ่กำชับมาแล้ว ผมก็ยังอยากปฏิเสธเว่ยเสียง
“ไม่เห็นจะไม่ดีตรงไหน เมื่อก่อนเราก็ไปเที่ยวสวนสนุกกันบ่อยๆ เพียงแต่คุณลืมไปเท่านั้นเอง” สีหน้าเขาค่อยๆ สงบลง ราวกับความหุนหันพลันแล่นเมื่อกี้อันตรธานไปแล้ว
“พวกนาย” เว่ยเสียงหันไปพูดกับคนไต้หวันที่มาด้วยกัน “ไปโรงแรมกันเองก่อนเลย ่นี้ฉันไม่เข้าคลาสนี้แล้วนะ หลังจบคลาสก็แยกย้ายกลับไต้หวัน ไม่ต้องรอฉัน”
หลังส่งคนกลุ่มนั้นไปแล้ว เว่ยเสียงมารอรถไฟฟ้าข้างๆ พวกเรา ผมระลึกความทรงจำต่อว่าคนคนนี้อยู่ส่วนไหน แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไรก็เปล่าประโยชน์
“คุณลืมผมไปแล้วจริงๆ เหรอ” เขาถาม อารมณ์รุนแรงสงบลง เปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงจนใจ
“พวกเรารู้จักกันตอนไหน” ผมเอ่ย การลบคนคนหนึ่งออกจากความทรงจำอย่างสิ้นเชิงเป็เื่เหลือเชื่ออยู่แล้ว
“ครั้งแรกที่พบกันเป็เื่ที่ผ่านมาแล้วเนิ่นนาน ตอนนั้นเราอยู่ที่งานวัดแห่งหนึ่ง” เขามองตั๋วรถในมือผม “ช่วยซื้อตั๋วให้ผมด้วยได้ไหม ภาษาญี่ปุ่นของผมไม่คล่องเท่าไร”
ผมลังเลอยู่สามวินาที เขาตั้งใจตามผมไปจริงๆ เหรอเนี่ย!
“ช่วยซื้อตั๋วให้ผมหน่อยนะ” เว่ยเสียงพูดอีกครั้ง
ผมได้แต่อุ้มไน่ไน่พาเขาไปยังช่องซื้อตั๋ว สอนเขาว่าต้องหยอดเงินซื้อตั๋วอย่างไรด้วยความไม่เต็มใจ ถึงอย่างไรวันนี้ก็เป็ฤกษ์งามยามดีที่ครอบครัวพวกเราไปเที่ยว กลับถูกคนแปลกหน้าเข้ามาวุ่นวายซะได้
เขาก้าวเข้ามาที่ชานชาลาอีกครั้ง ตามติดผมแจ
ไน่ไน่หนักขึ้นเรื่อยๆ อุ้มมาตั้งนาน เอวกับขาผมสั่นระริก จากนั้นรถไฟฟ้าแล่นเข้ามา ผมจึงวางไน่ไน่ลงแล้วจูงมือเธอขึ้นรถ
เว่ยเสียงนั่งลงข้างๆ พวกเรา ดวงตาหลังแว่นดำจับจ้องผมตรงๆ ผ่านเลนส์
“พวกนายมาเที่ยวญี่ปุ่นเหรอ” ผมทนไม่ได้ถ้าต้องถูกมองแบบนี้ตลอดเวลา จึงเบี่ยงเบนความสนใจเขาออกไป
“มาเรียนออกแบบตัดแต่งทรงผมที่ญี่ปุ่น แล้วก็มาตามหาคุณ ผมมาทุกปี” เสียงของเว่ยเสียงทุ้มต่ำลงนิดหน่อย
“พวกเขาเรียกนายว่าผู้จัดการร้าน นายเปิดร้านทำผมเหรอ” ผมจับแก้มไน่ไน่เล่น ไน่ไน่เจ็บจนตีแขนผมอยู่ตลอด
“หลายปีก่อนได้เป็ช่างออกแบบทรงผม พี่สาวผมเลยยกซาลอนให้ผม คุณจำได้ไหม ร้านชื่อออเรนจ์ ตั้งให้พ้องเสียงกับชื่อพี่สาวของผม”
“ออเรนจ์เหรอ” ผมก้มหน้าครุ่นคิด “ภรรยาอากุ้ยชื่อเสี่ยวจวี๋ เื่นี้ฉันพอจำได้รางๆ นายเป็น้องชายของเสี่ยวจวี๋...” จากนั้น ผมส่ายหัว ไม่มีความทรงจำหลังจากนั้น
“ก่อนคุณไปญี่ปุ่นเคยมาพักบ้านเรา ตอนนั้นครอบครัวพี่เขยผมไปเที่ยวกันยกบ้าน ทั้งบ้านเลยมีแค่ผมกับคุณ เื่นี้คุณก็ลืมเหรอ”
ผมเหลือบมองเขา ไขว้ขาหาวอย่างเบื่อหน่าย “บางทีคงเพราะไม่ใช่เื่สำคัญถึงลืม นายพูดเื่พวกนี้กับฉันไปก็ไม่มีประโยชน์ เื่ในอดีตไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ลืมไปแล้วก็แล้วไป”
เว่ยเสียงถอดแว่นดำ พับขาแว่นช้าๆ แล้วเก็บใส่กระเป๋า “คุณจำโรคของคุณได้ไหม จำเฉ่าเหมย ซายะ หมอ ทู่จื่อได้ไหม ่สุดท้ายที่คุณป่วยเป็ผมที่อยู่กับคุณ แต่จู่ๆ คุณก็ทิ้งกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แล้วไปโดยไม่บอกไม่กล่าว”
ไน่ไน่หยิบแซนด์วิชในตะกร้าสานให้ผมกิน ผมยิ้มและกัดคำหนึ่ง
“กระดาษแผ่นหนึ่งเหรอ เขียนว่าอะไรล่ะ” ผมถามเว่ยเสียง
เว่ยเสียงไม่ตอบ
“พี่ชายอยากกินไหมคะ” ไน่ไน่โยนแซนด์วิชใส่ที่นั่งเว่ยเสียง “แซนด์วิชฝีมือคุณพ่ออร่อยมากเลยนะคะ”
“ขอบคุณ!” เว่ยเสียงพยักหน้าตามมารยาท
ผมจำโรคของผมได้ และจำชื่อเรียกที่กระดากเกินกว่าจะบอกใครได้ : DID โรคหลายบุคลิก
โรคนั้นทรมานผมมาตลอดวัยเยาว์ จนผมคิดว่าไม่มีวันหายอีกแล้ว แต่สุดท้ายผมก็หายดี
‘หมอ’ หนึ่งในบุคลิกของผมบอกผมว่า หลังรวมร่างกัน บุคลิกหลักจะสูญเสียความทรงจำของบุคลิกอื่นๆ ความทรงจำเ่าั้อาจไม่มีวันกลับมา เพราะอย่างนั้น ถึงแม้ผมจะหายดีแล้ว แต่สมองของผมก็ยังยุ่งเหยิงรุงรัง ความทรงจำบางอย่างอาจผุดขึ้นกะทันหันในชีวิตประจำวัน บอกตามตรงผมเองก็ไม่ใส่ใจเท่าไร
ปกติแล้วผมใช้เบาะแสจากเศษเสี้ยวความทรงจำปะติดปะต่อเื่ราวในอดีตได้ แต่การที่จำใครบางคนไม่ได้เลยถือเป็ครั้งแรก
ออกเดินทางจากชินจูกุต้องผ่านโตเกียว โบโด และซะเซะโบะ ระหว่างทางต้องเปลี่ยนรถไม่หยุด กว่าจะถึงจุดหมายใช้เวลาถึงเก้าชั่วโมง
ระหว่างนี้ผมเบนหน้าออกไม่ไปมองสีหน้าหม่นหมองของเว่ยเสียง เขาออกจะพูดมาก ระหว่างทางถามนู่นถามนี่ไม่หยุด ผมคอยมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จู่ๆ ก็พบว่าใบหน้าของเขาสะท้อนบนกระจกรถวาววาม
เขามีดวงตาหวานซึ้ง จดจ้องผมด้วยความอ่อนโยนระคนหมกมุ่น
ผมเริ่มรู้สึกว่าที่เขาพูดมานั้นเป็ความจริงทั้งหมด ผมลืมเขาไปจริงๆ คนแปลกหน้าที่โผล่ออกมาฉับพลันแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนติดค้างเขา
เพราะผมลืมเขา
ลืมเขาโดยสมบูรณ์