【 ภาคที่ 1 】
"จับเสือมือเปล่า"
♪
บทเพลงที่ใช้เปิดนิยายเื่นี้ คือ ‘เพลงบ้าหอบฟาง’ ของวงอัสนี-วสันต์
หอบฟางหอบฟางไปไหนทำไมถึงต้องหอบฟาง
หอบกันจริงๆจังๆหอบกันรุงรังหอบฟาง
♪
ตอนที่ 1 นางในฝัน
เปิดเทอมวันแรก!
วันเปิดภาคการศึกษาใหม่สำหรับนักเรียนเก่าอย่างพวกรุ่นพี่มันก็แค่การเปิดเทอมใหม่ หรือว่าได้เลื่อนชั้นปีก็นับได้ว่าเป็วันที่พิเศษวันหนึ่ง
แต่ทว่าสำหรับเด็กประถมที่พึ่งเลื่อนระดับชั้นเป็มัธยมต้นมันคือ่เวลาที่พวกเขาเสมือนได้เปิดโลกใบใหม่ ทั้งเพื่อนร่วมชั้นใหม่สถานที่ใหม่ ครูอาจารย์ใหม่ ๆ ใหม่ทั้งหมดเลยจึงทำให้พวกเขาตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง…
ใต้ศาลารอรถเมล์ด้านหน้าโรงเรียน
ท่ามกลางผู้คนที่เนืองแน่น เดินขวักไขว่ ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่วัยทำงานที่กำลังยืนรอรถเมล์และเด็กนักเรียน ที่กำลังยืนหลบในที่ร่ม ดูท่าแล้วกำลังยืนรอเพื่อน ๆ อยู่
แต่ที่เด่นชัดเลยก็คือทุกคนพึ่งจะตัดผมมาหมาด ๆ ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้สีเขียวเข้ม
ซึ่งเป็กระเป๋าเป้แบบใหม่ที่ทางโรงเรียนพึ่งสั่งผลิตออกมาได้สองปีแล้ว…หากว่านับรวมปีนี้ไปด้วยมันจึงทำให้ง่ายต่อการแยกแยะว่าเป็เด็กนักเรียนใหม่ หรือเด็กนักเรียนเก่า
……
เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังรีบวิ่งกุลีกุจอก่อนที่จะหยุดหามุมยืนอยู่ใต้ศาลา เขาพักหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งขณะเดียวกันก็ยืนมองบรรยากาศโดยรอบ เขายิ้มรับให้กับบรรยากาศใหม่ ๆที่ตนจะต้องได้พบเจอ
ครู่หนึ่งหลังจากที่มองสิ่งรอบข้างอย่างสนอกสนใจเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและโทรหาเพื่อนจากโรงเรียนเก่าตามที่นัดหมายกันไว้
“เออมึงอยู่ไหนแล้วเนี่ยไอ้เข้ม” เด็กหนุ่มถามด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อย
ปลายสายตอบกลับมาว่า“ไอ้ฉิบหาย! พวกกูรอมึงอยู่ในโรงอาหารตั้งนานแล้ว มึงเดินเข้ามาเดี๋ยวก็เจอ!”
ขณะที่เด็กหนุ่มชื่อเข้มยังพูดไม่ทันจบก็โดนเพื่อนอีกคนแย่งเอามือถือไป
“โถ่พวกกูรอมึงตั้งนานแล้วเนี่ย…ไอ้ห่า!เร็ว! รีบมาดูสาว ๆ อีกพักหนึ่งเห็นว่าจะเรียกรวมเข้าแถวแล้ว ไว ๆ หน่อยโว้ย!”เสียงะโจากเพื่อนอีกคนที่แย่งพูดขึ้นมา
“เออกูกำลังไป!” เด็กหนุ่มกดวางสาย ก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาตรวจดูสิ่งของด้านในฟังมาจากพวกรุ่นพี่อะไรจะขาดก็ขาดได้ แต่อย่างเดียวที่มึงห้ามขาดคือตารางเรียน เพราะมันไม่เหมือนกับสมัยประถมที่นั่งอยู่กับที่ในห้องพอหมดวิชาคุณครูวิชาใหม่ก็เดินมาหาถึงที่
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หลงลืมอะไรเขาก็สาวเท้าเข้าไปในโรงเรียน พลางนึกถึงคำพูดสุดคลาสสิก “ที่นี่เข้าง่ายแต่ออกยาก!” ที่พวกรุ่นพี่ รุ่นพ่อชอบพูดข่มขู่ให้กลัว
คนที่ตื่นเต้นกับโรงเรียนแห่งใหม่แน่นอนไม่ได้มีแค่ตัวเขาคนเดียว ยังมีเพื่อนรอบข้างที่แสดงออกอาการอย่างชัดเจนจึงทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ยามเมื่อเจอเพื่อนร่วมชะตา
เขามองบรรยากาศรอบด้านถึงแม้จะเคยนั่งรถผ่านแต่ว่ามันก็เอามาเทียบกับการที่เข้ามาเรียนด้วยตัวเองไม่ได้เลย
ด้วยชื่อเสียงโรงเรียนประจำจังหวัดปทุมธานีที่รุ่นปู่ทวดของเขาก็เรียนั้แ่ครั้งยังเป็โรงเรียนเล็ก ๆ จนกระทั่งย้ายมายังสถานที่แห่งใหม่เรียกว่ารุ่นเดอะเปิดศักราชเลยก็ว่าได้ ทั้งปู่เขาก็เรียนที่นี่อีกทั้งพ่อเขาก็เรียนที่นี่ จนกระทั่งมาถึงตัวเขา…ก็รวมไปสี่รุ่นแล้ว!
เด็กหนุ่มแค่กวาดตามองดูก็พอจะรู้ว่าใครเป็เด็กนักเรียนใหม่เพราะเขาสังเกตได้จากกระเป๋าเป้สีเขียวเข้มใบใหม่ บวกกับใบหน้าละอ่อนส่วนใหญ่ก็เป็เด็ก ม.1 แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งเสียอีก
พวกกระเป๋าสีซีด ๆจาง ๆ หรือกระเป๋ารูปแบบแตกต่างจากคนอื่น เขาก็มั่นใจได้ว่าต้องเป็พวก ม.3แน่ ๆ ส่วนของพวกพี่ใหญ่ทั้งหลายที่ตัดรองทรง อันนี้เขาไม่คิดให้มากความนักพวกรุ่นพี่ ม.ปลาย อยู่แล้ว
ที่ทางเข้าประตูโรงเรียนมีครูคอยยืนรับเด็กนักเรียนอยู่ตรวจสอบถึงการแต่งตัวหรือทรงผม ทุกคนจึงเข้าแถวเป็ระเบียบ
เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่าพอไหว้พวกครูเสร็จพวกรุ่นพี่ก็จะหันไปไหว้พระครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่ศาลาด้านซ้ายและหันไปไหว้ศาลพระพรหมด้านขวา เด็กหนุ่มก็เลียนแบบคนอื่น เขาว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จึงเดินเข้าไปอย่างว่าง่าย
ศาลาที่พวกรุ่นพี่ไหว้เป็พระพุทธรูปประจำโรงเรียนและเป็พระครูผู้ก่อตั้งโรงเรียน เขาเองก็ยังจำได้ว่า ตอนแรกที่พึ่งมาสมัครเรียน หรือว่ากระทั่งตอนมาสอบพ่อของตนก็ยังพาไปไหว้พระครูในศาลาอยู่เลย
หลังจากนั้นเด็กหนุ่มยืนหมุนตัวมองไปรอบๆ จุดสนใจของเขาไม่ใช่สถานที่มากเท่าไหร่นัก หากแต่เป็สาวน่ารักหลาย ๆ คนทั้งรุ่นเดียวกัน หรือไม่ก็พวกรุ่นพี่ ที่เดินผ่านไปผ่านมาทำเอาเขายืนฉีกยิ้มกว้าง
เขาพึมพำในใจ“มัธยมมันดีอย่างนี้นี่เอง!”
ก่อนที่จะตัดสินใจ เดินไปที่โรงอาหารเพื่อตามหากลุ่มเพื่อนที่นัดหมายไว้
เพียงแต่ว่าขณะที่ตัดสินใจนั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเธอเดินมาพร้อมกับเพื่อนสาวอีกสามคนถึงกระนั้นตัวเธอก็ยังโดดเด่นท่ามกลางเพื่อนร่วมกลุ่ม หรือแม้กระทั่งคนโดยรอบ!
ปากสีชมพูอ่อน ๆมองดูแล้วอวบอิ่ม ส่วนจมูกก็เข้ารูปได้ที่ เหมาะกับใบหน้าของเธอเป็อย่างมากถึงแม้ว่าเธอจะตัดผมสั้น แต่มันก็ไม่อาจ ลดทอนความน่ารักของเธอไปได้เลยเมื่อรวมเข้ากับ ผิวขาวราวกับหยวกกล้วย มันก็ยิ่งโดดเด่นสะดุดตาผู้คน
ยามที่เธอยิ้มหัวเราะอยู่กับกลุ่มเพื่อนมันเสมือนกับว่าดอกไม้โดยรอบ พร้อมใจพากันผลิบาน ต้อนรับให้กับความสดใสของตัวเธอที่แผ่กระจายออกมาให้กับสรรพสิ่งรอบด้าน…ทำเอาเด็กหนุ่มยืนนิ่ง จินตนาการคิดไปไกล
เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเวลาเหมือนจะเดินช้าลงทันทีหัวใจของเขาเต้น “ตึกตัก” ดังระรัวสวนทางกับเวลาที่เดินช้าลง…มันเป็ความรู้สึกถึงหญิงสาวในฝันในจินตนาการของเขา
ทว่าทันใดนั้นเองก็เสมือนมีคนมาเปิดเพลงซึ่งมันเป็เพลงที่กระแทกลงตรงกลางใจเขาเต็ม ๆ อย่าง ‘เพลงเสียดาย’ ของจากวง Basherมันดังก้องกังวาน อยู่ในโสตประสาทของตน
♪ “ฉันคิดว่าฝันกลางวันทันทีที่เห็นเธอฉันนึกว่าเจอนางฟ้า…ไม่รู้ว่าเป็อะไรไม่อาจหลบสายตา มองแต่เธอไม่หยุด เพ้อสุดสุดเกือบลืมหายใจ…นี่เธอดูดีไปหรือเปล่า หรือเดินออกมาจากฝันของใคร” ♪
เขาสบถในใจ“ไอ้บ้าเอ๊ย! กามเทพแผลงศรใส่กูแน่ ๆ แม่งมีดนตรีประกอบให้ด้วยแน่ะ!”
แต่เวลานี้ตัวเขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นทำได้เพียงจินตนาการไปตามเื่ตามราว ตัวเขาคิดอยากจะคว้าเอากีตาร์คู่ใจและพุ่งกระโจนไปยืนอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับร้องเพลงนี้ให้กับเธอฟัง!
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้พรั่งพรูความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการอะไรอย่างนี้ หรือทำอะไรแบบนี้ออกมาเสียงเพลงก็ยังคงบรรเลงก้องอยู่ภายในโสตประสาท
เพราะในห้วงเวลานี้คล้ายกับว่าในโลกใบนี้ มีเพียงแค่เขาและเธออยู่กันเพียงแค่สองคนเท่านั้น
อีกทั้งยังสบสายตากันอย่างหวานแหววพร้อมส่งรอยยิ้มให้แก่กันและกัน อย่างกับในความฝันที่ตนจินตนาการไว้ผู้หญิงคนนี้ได้คว้าหัวใจของตัวเขา เอาไปไว้ในเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
♪ “นี่เธอดูดีไปหรือเปล่าหรือเดินออกมาจากฝันของใคร อย่างเธอแค่มองไม่ได้หรอก ให้มองอย่างเดียวไม่ได้หรอกพบคนโดนใจอย่างเธอ ถ้าไม่คุยกับเธอ…ฉันเสียดายของ” ♪
ทันทีที่ห้วงเวลาซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ใกล้จะหมดลง ทางหญิงสาวคนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเดินห่างออกจากไปทีละนิดจนทำให้ตัวเขารู้สึกว่าไม่ได้การแล้วและตนจะต้องทำอะไรสักอย่าง!
เขาจึงรีบจ้ำอ้าวเพื่อพยายามที่จะตีขนาบข้างกับกลุ่มของหญิงสาวให้ได้ภายในสมองของเขาประมวลผลเร็วจี๋…คิดหาวิธีการว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป!
“ความจริงเล่าแล้วช้าหากแต่ในความจริงกลับเกิดขึ้นในชั่วพริบตาคล้ายกับเด็กหนุ่มมีนาฬิกาหยุดเวลาเป็ของตน…”
เขาจึงเริ่มรวบรวมความกล้าตลอดทั้งสิบสามปีที่ผ่านมาเพื่อนำมาใช้กับมันในวันนี้เขาลอบคำรามอยู่ภายในใจ…อย่างกับว่าจะไปออกทัพจับศึกกับใคร
เด็กหนุ่มแสร้งหยิบมือถือขึ้นมาจากนั้นก็พูดเสียงดังขึ้นว่า “เออโทษทีว่ะ…กูไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนประเดี๋ยวถามคนแถว ๆ นี้เอา...เฮ้ย…กูไม่หลงหรอกน่าเพื่อน!”เขาคุยเป็ตุเป็ตะอยู่คนเดียว ส่วนฝีเท้าก็ยังเดินตามกลุ่มของหญิงสาว
คล้ายกับว่าตั้งใจให้พวกเธอได้ยินโดยที่ไม่รู้ตัวซึ่งตอนนี้เขาอยู่ห่างจากกลุ่มของสาว ๆ เพียงแค่เอื้อมมือ…
จากนั้นเด็กหนุ่มก็เริ่มเข้าแผนการเขาหันไปะโเรียกกลุ่มหญิงสาวด้านหน้า “นี่พวกเธอ! เรารบกวนขอถามทางหน่อยได้มั้ย?”เด็กหนุ่มวิ่งอ้อมไปดักที่ด้านหน้าของกลุ่มหญิงสาว…
ก่อนจะระบายยิ้มพร้อมทั้งสบสายตากับสาวสวย โดยเฉพาะคนที่เสมือนว่าเดินออกมาจากในฝันคนนั้น
ดวงตาของเด็กหนุ่มได้ดึงเอาความสนใจของหญิงสาวทั้งกลุ่มมาได้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้หล่อเหลาอะไรมาก มีเพียงแต่รอยยิ้มที่เป็เอกลักษณ์ฟันเม็ดข้าวโพดสีขาวจั๊วะ ซึ่งเรียงอย่างเป็ระเบียบพร้อมกับดวงตาอันสุกสกาวคู่นั้น
ด้วยดวงตาอันเปล่งประกายคู่นั้นของเด็กหนุ่มมันมองดูคล้ายกับดาวฤกษ์ก็ไม่ปาน…
“เอ่อ…เราขอถามหน่อยได้มั้ย…ว่าโรงอาหารไปทางไหนน่ะ?”เขาพูดด้วยใบหน้าแต้ยิ้ม
สี่สาวหันหน้ามองกันด้วยท่าทีเลิ่กลั่กๆ ก่อนที่ทุกคนจะกลั้นหัวเราะ
และก็มีสาวสวยในกลุ่มคนหนึ่งพูดกลั้วหัวเราะขึ้น “ก็ที่นี่ไง…โรงอาหาร!” รอยยิ้มจาง ๆปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ