ควันสีขาวลอยโขมงขึ้นเหนือน้ำพุร้อนสไตล์แดนปลาดิบอย่างการแช่ออนเซนด้วยไฮโดเจนคาร์บอเนตเสมือนส่งตรงมาจากเมืองอากิตะก่อนค่อย ๆลอยวนไปตามต้นไผ่ลำเดี่ยวที่ปลูกล้อมรอบ ลักษณะขนของมันนุ่มคล้ายกำมะหยี่เมื่อเอามือไปลูบจะััถึงความนุ่มไม่ระคายมือ ก่อนที่ควันสีขาวจะลอยขึ้นไปจนสุดปลายไผ่โมโซญี่ปุ่นที่กำลังพลิ้วไหวตามสายลมฤดูหนาวแล้วค่อยๆ จางหายไปในอากาศ
“อื้ม สบายจัง~”เปลือกตาของใครบางคนค่อย ๆ ขยับพร้อมกับเสียงผ่อนลมหายใจยาวเมื่อร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเครียดและสังคมจอมปลอมที่วุ่นวายจนสมองที่หนักอึ้งรู้สึกโล่งสบาย มุมปากอวบอิ่มยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข
ตามร่างกายที่เปลือยเปล่าหยาดน้ำสีใสเกราะอยู่บนผิวสีแทนเนียนละเอียดเมื่อโผล่พ้นขอบอ่างหลังจากที่แช่มันจนหนำใจแล้วมือเล็กเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดมาพันร่างไว้ เรียวขาสวยได้รูปก้าวขึ้นจากพื้นผิวน้ำก่อนเหยียบลงบนหินอ่อนสีดำเรียงกันเป็ทางเดินพลางเยื้องย่างมายังห้องกระจกใสกึ่งโอเพ่นแอร์ โดยมีพนักงานหญิงวัยกลางคนขาประจำนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางร้อนรน
เมื่อพนักงานเปิดประตูกระจกใสบานใหญ่ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวขาเข้าไป เสียงโทรศัพท์ก็แผดร้องดังไปทั่วทั้งห้องจนหญิงสาวถึงกับเบ้หน้า จบเห่แล้วเวลาแห่งความสุข
“เอ่อ...ดังมาครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะแฮะๆ” พนักงานสาวคนเดิมได้แต่ยืนยิ้มแห้ง จนเ้าของโทรศัพท์ถึงกับต้องกลอกตามองบนด้วยความละเหี่ยใจเมื่อมองดูนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนังกระจกใส ไม่ต้องเดาว่าใคร ที่เป็มารผจญความสุขของเธอ
นิ้วเรียวเล็กแตะปุ่มรับสายด้วยท่าทางเบื่อหน่ายเต็มทน “หายหัวไปไหนมาหัดแหกตาดูเวลาบ้างว่านี่มันกี่โมงแล้ว..!” เสียงปลายสายพยายามข่มกลั้นความอดทนแต่เ้าของโทรศัพท์กลับไม่ได้ดูเหมือนไม่รู้สึกผิดหรือสะทกสะท้านปล่อยให้ปลายสายเหน็บแนมอย่างที่เคยทำประจำ
“จะหยุดพูดกี่โมงค่ะจิกเป็ไก่เชียว?”
“นี่! แล้วมันหน้าที่ผมไหมที่ต้องโทรตามลูกน้องอย่างคุณ?”
“ก็ใครใช้ให้โทรล่ะ” คนเป็ลูกน้องตอบหน้าตายขณะมองเล็บที่ดูเริ่มจะยาวเล็กน้อยหลังไม่ได้เข้าร้านทำเล็บมาอาทิตย์กว่า
“วันอะไรนะตัดเล็บได้รึเปล่า” เสียงเล็กพึมพำเบา ๆ ในลำคอเมื่อมันดูยาวขึ้นนิดหน่อย
“แพรวา!!” น้ำเสียงเหลืออดของปลายสายดังจนเพื่อนในกลุ่มต้องหันมามองกันเลิ่กลั่กไม่ต้องบอกชื่อก็รู้ว่าใครมีคนเดียวเท่านั้นที่กล้าท้าทายความอดทนของซีอีโอตาสีน้ำข้าวจนหน้าเขียวคล้ำ
“ฉันรู้น่าอีกครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวฉันไปรับ บ่นเป็ลุงแก่ไปได้” คนที่กล้าท้าทายชะตากรรมยังไม่ลืมเหน็บให้อีกหนึ่งดอก
“เดี๋ยวนี้และตอนนี้!”
“ไม่ได้”เสียงเล็กปฏิเสธทันควัน
“ต้องได้”เสียงทุ้มเน้นน้ำหนักคำสั่งที่เริ่มจะมีน้ำโหเล็กน้อย ในขณะที่เขาทำงานงก ๆแต่เลขากลับหายหัวไปไหนก็ไม่รู้
“ไม่ได้เพราะฉันกำลังจะนวดเท้า”
“นวดเท้า.!”แอรอนถึงกับต้องกัดฟันกรอดในคำตอบของแม่เลขาตัวดี นี่เขาฟังไม่ผิดใช่ไหม?
“ฟังนะแพรวาผมไม่สนว่าคุณจะกำลังนวดหน้าเท้าหรือเอาเท้านวดหน้าแต่ผมเป็เ้านายลูกน้องอย่างคุณคือต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้ และไม่มีลูกจ้างคนไหนกล้าปฏิเสธบอสแบบที่คุณกำลังทำหรอก”
“ก็เลขาแบบฉันไง!”
“แพรวา!!” คนเป็บอสตวาดเสียงดังด้วยความโมโหรู้สึกเหมือนความดันจะขึ้นฉับพลัน
“รู้แล้ว ๆเรียกอยู่นั่นแหละ ฉันรู้ค่ะว่าฉันชื่อแพรวา อ้อ! เอาอย่างนี้ดีกว่าฉันสรุปให้คุณเลยก็แล้วกันเอาเป็ว่าคุณกลับกับพวกเมมเบอร์นั้นก่อนนะคะ บาย”
“แพรวา นี่คุณยัง” ติ๊ดจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปขณะที่ซีอีโออย่างเขายังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ ทำเอาเส้นเืตรงขมับเต้นตุบตุบกรามสองข้างขยับเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธดวงตาสีน้ำข้าวจ้องเขม็งไปที่โทรศัพท์ที่กำแน่นจนแทบจะแหลกคามืออยู่รอมร่อ
“สู้ ๆ วะเพื่อน”มาร์ชเมมเบอร์หนุ่มหน้าคมสัญชาติไทยใจเกินร้อย รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนเนียนละเอียดเมื่อเทียบกับสมาชิกในวงยิ้มกรุ้มกริ่มขณะเดินเข้ามาบีบไหล่เบา ๆ เหมือนจะให้กำลังใจหรือซ้ำเติมกันแน่
“คราวนี้อะไรอีกละ?”
“แช่ส้นทีน” แอรอนทรุดลงนั่งบนโซฟาอย่างปลงตกทำงานงกงกมาทั้งวันเขายังไม่รู้สึกเหนื่อยเท่ากับคุยกับเลขาแค่เพียงห้านาทีแต่เหมือนกับสูบพลังชีวิตเขาไปห้าปี
“มันก็ปกติไม่ใช่เหรอวะทำเป็เื่ใหญ่ไปได้” เมเนเจอร์ของวงเอ่ยขณะที่มือก็กดโทรศัพท์ยิก ๆด้วยใบหน้าตึงเครียดจนเป็ภาพที่เหล่าสมาชิกชินแล้ว
อีกมุมหนึ่งเหล่าสไตล์ลิชช่างแต่งหน้าต่างก็กำลังวุ่นวายกับการเก็บสัมภาระต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะตอนนี้ก็ปาไปสองทุ่มแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้กินแม้แต่ข้าวเที่ยงด้วยซ้ำ
“ก็แค่เปลี่ยนเลขา” เสียงเข้มของชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำ คิ้วเข้มยาวเรียวสวย รับกับตาโตหวานคมเข้มจมูกที่โด่งสวยได้รูป อีกทั้งปากเป็กระจับพอดีรับกับโครงหน้าคมคายบวกกับไรหนวดเคราที่เผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูชวนหลงใหลพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ยากจะคาดเดาความรู้สึกจากน้ำเสียงและแววตา
“คาเอลมึงคิดว่ามันกล้า?” มาร์ชยังยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างไม่เลิกทำเอาแอรอนหน้าสั่น ั์ตาสีน้ำข้าวจ้องมองคนกวนส้นเขม็งไม่มีวันไหนที่มันจะไม่เว้าวอนรองเท้าเบอร์สี่สิบสอง
“หน้าอย่างมันเหรอจะกล้าแค่เขาไม่รับสายมันก็ดิ้นพล่านจะตายห่าอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่พูดกูจะขอบคุณมากไอ้ลีดเดอร์ไคกิ” แอรอนแดกดันหัวหน้าวงผู้ได้รับฉายาพ่อไมโครเวฟของวง แต่สำหรับสมาชิกนั้นมันคือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ดี ๆนี่เอง
“ด้วยความยินดีครับ”ใบหน้าที่ดูใจดีและน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นพูดขณะก้มมองนาฬิกาข้อมือสีดำหรูทำเอาสมาชิกในวงไม่เว้นแม้แต่แอรอนที่ลอบชำเลืองมองหน้ากันกับสมาชิกในวงต่างเริ่มรู้สึกเสียวสันหลัง
“อยู่ทำมะเขืออะไรขึ้นรถโน่น กูง่วง” มาร์ชชี้ไปที่รถลีมูซีนตราดาวสามแฉกล้อมรอบวงกลมสัญชาติเยอรมันสีดำสุดหรูที่สามารถกันะุและะเิได้ในระดับบีวีอาร์เก้าและบีอาร์วีสิบ
มาร์ชหันกลับมาชักสีหน้าเล็กน้อยเมื่อแอรอนมีท่าทีลังเล“หรือมึงจะอยู่รอให้พ่อมึงมาสวบ”มาร์ชพยักพเยิดไปทางลีดเดอร์ของวงที่กำลังยืนคุยบางอย่างกับเมเนเจอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แอรอนเมื่อได้ยินคำว่า “สวบ”ก็รู้สึกขนลุกชัน เมื่อก่อนสมาชิกในวงไม่รู้จักคำนี้หรอก แต่เพราะคนปากพล่อยมันชอบพูดศัพท์แปลกๆ จนสมาชิกในวงจำต้องเข้าใจมัน
สุดท้ายแอรอนก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งเพื่อระบายความอดกลั้นแล้วลุกเดินตามเพื่อนซี้ที่ไม่อยากจะซี้ตามมาด้วยสมาชิกอีกสองคนที่กำลังขึ้นรถลีมูซีนอีกคันพร้อมด้วยเมเนเจอร์ที่วัน ๆไม่นั่งดูโทรศัพท์จนรอยย่นโชว์อยู่กลางหน้าผากสามเส้นก็คุยโทรศัพท์จนพกยาอมเป็ยาคู่กาย
ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากสถานีใหญ่ั์ของอเมริกาก็มีแฟนคลับมากมายมายืนอออยู่ฝั่งทางออก จนการ์ดกว่าร้อยคนคนต้องมาดูแลความปลอดภัย
ระหว่างนั้นก็จะมีขาประจำที่ชอบเสนอหน้าโชว์ความหล่อเปิดกระจกออกมาเพื่อจะทักทายแฟนคลับทำเอาสาว ๆ กรูกันมาแล้ววิ่งตามรถอย่างบ้าคลั่งจนการ์ดต้องปาดเหงื่ออีกรอบ
“บักมาร์ชนั่งลง!มึงสิมาอยากโชว์กล้ามดากหยังตอนนี้” (มาร์ชนั่งลง มึงจะอยากโชว์พาวน์อะไรตอนนี้)เสียงผู้จัดการส่วนตัวพ่วงตำแหน่งเพื่อนรักที่ลากตัวมาจากถิ่นช้างใหญ่พูดพร้อมใช้กล้ามปูที่บ่มเพาะมาหลายปีกระชากทีเดียวจนมาร์ชเซเกือบตกจากที่นั่ง
“บักพล” คนถูกกระชากตะคอกเสียงดังด้วยความโมโหที่ถูกขัดจังหวะโชว์ใบหน้าหล่อให้สาว ๆ ที่ทนยืนรอพวกเขาั้แ่บ่ายแก่ ๆ
“พอลค่ะ พอลลี่”เสียงที่เปล่งผ่านลูกกระเดือกพยายามจีบปากจีบคอเพื่อให้เสียงดูเล็กลง น่ารักน่าทะนุถนอม
“กูสิเอิ้นบักพล บักพลบักพล” (กูจะเรียกไอ้พล ไอ้พล ไอ้พล)
“ปากแตกนะคะ”
“บัก...” (ไอ้)
“ไอ้ห่าถ้าพวกมึงไม่เงียบกูจะเผานี่แม่งทิ้ง” แอรอนกำหัวตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลพร้อมกับไฟแช็กตั้งท่าจะจุดมันเสียตอนนี้
มาร์ชรีบยกมือยอมแพ้ทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้งก่อนจะรีบคว้าหมับดึงเอาตุ๊กตาสุดรักไปกอดแนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไอ้เวรถ้าลูกกูเกิดใแล้วช็อกตายขึ้นมา มึงจะมีปัญญาทำคืนกูไหม?"
“ปัญญาอ่อน” แอรอนถึงกับต้องนวดขมับที่เต้นตุบๆ ไม่รู้ชาติที่แล้วเขาไปทำเวรทำกรรมอะไรกับพวกสองตัวนี่หรือการที่เขาไปลากมันมาจากท้องนาบ้านป่าจะเป็สิ่งที่เขาตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ในชีวิตคิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกเฮ้อ~
ผ่านไปชั่วโมงกว่าทั่วทั้งรถก็ตกอยู่ในความเงียบเนื่องจากมันสองตัวต่างพากันหลับกรนดังสนั่นรถมีเพียงเขาที่นั่งดูตำแหน่งรถของแม่เลขาตัวดี ที่จอดรออยู่ไม่ไกลจากจุดนัดพบ
ครู่เดียวรถลีมูซีนก็จอดนิ่งหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีคาราเมลเมื่อสะท้อนกับแสงไฟของท้องถนนที่ห่างไกลผู้คนก้าวขาลงจากรถก็เจอเลขาสาวยืนยิ้มแป้น
"ทีเื่อย่างนี้นี่เร็ว"