ชวีหนานอีพยักหน้าและเอ่ยถามอีกครา “เ้าทราบหรือไม่ เหตุใดเฟิ่งฮัวจึงเสียชีวิตอยู่ในห้องของยาวจิ่ว?”
เยี่ยนเต๋อหลินขบฟันแน่น “ซานเซียวนั่นถูกยาวจิ่วซื้อกลับมาด้วยราคาสิบตำลึงเงิน หวงแหนยิ่งกว่าสมบัติ ไม่ให้ใครหน้าไหนแตะต้อง ซานเซียวนั่นก็แปลกประหลาด ไม่ให้ใครเข้าใกล้มันเช่นกัน แต่กลับเชื่อฟังยาวจิ่ว ข้าน้อย...ข้าน้อยไม่ทราบ ข้าน้อยเองก็ไม่ได้ทำดีต่อยาวจิ่ว เมื่อคืนยังไล่ให้เขาไปที่งานถังหุ้ยของท่านจ้าว ท่านจ้าวผู้นั้น ใต้เท้าชวีก็น่าจะรู้จักนะขอรับ”
ชวีหนานอีพยักหน้าพลางครุ่นคิด เขาพึมพำกับตนเอง “ยาวจิ่วเกลียดเ้า ถ้าเช่นนั้น...ซานเซียวก็น่าจะเกลียดเ้าด้วย เ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่เฟิ่งฮัวกลับตายไปแล้ว”
เยี่ยนเต๋อหลินรีบเสริม “ซะ...ซานเซียวตัวนั้นก็มาที่นี่เพื่อสังหารข้าน้อย แต่ข้าน้อยดวงแข็ง จึงรอดพ้นจากหายนะมาได้”
ดวงตาเฉี่ยวของชวีหนานอีพลันกะพริบหนึ่งครา เขากล่าวว่า “เหตุใดเฟิ่งฮัวจึงไปอยู่ในห้องของยาวจิ่วได้?”
เยี่ยนเต๋อหลินครุ่นคิด เขารู้สึกว่าชวีหนานอีถามคำถามนี้ไปแล้ว แต่คล้ายกับว่าประโยคจะต่างออกไป คำถามอ้อมค้อมทำให้เขารู้สึกวิงเวียน แต่ก็ตอบกลับไปอย่างระมัดระวังว่า “ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ” เขารีบเสริม “ภรรยาของข้าน้อยเป็สตรีผู้ซื่อสัตย์ มิใช่โสเภณีเ่าั้ที่จะไปขึ้นเตียงกับบุรุษสุ่มสี่สุ่มห้า อีกอย่างเมื่อคืนยาวจิ่วก็ไม่ได้อยู่ที่ห้อง ใช่แล้ว ใต้เท้า ปีศาจนั่นถูกล่ามโซ่อยู่ที่นี่ แต่ไม่ทราบว่ามันได้กุญแจไปได้อย่างไร จึงไขกุญแจออกมาได้ ข้าน้อยคาดเดาว่า ตอนที่ข้าน้อยกลับมาไม่เจอเฟิ่งฮัว ตอนนั้นนางอาจจะกำลังถูกสังหารอย่างทารุณก็เป็ได้” เขาขบฟันแน่น ดวงตาฉายแววดุดัน “ใช่แล้ว ซานเซียวต้องโกรธข้าน้อยที่บังคับยาวจิ่ว มันจึงจงใจล่อลวงเฟิ่งฮัวเข้าไปในห้องของยาวจิ่วเพื่อสังหาร! เฟิ่งฮัวเอ๋ยเฟิ่งฮัว เป็เพราะข้าที่ทำร้ายเ้า!”
ในขณะที่เยี่ยนเต๋อหลินกำลังคร่ำครวญจนฟ้าหม่นแผ่นดินมืด คนขับรถม้าฉวนจื่อก็รีบนำช่างตีเหล็กเข้ามาเพื่อตัดโซ่ให้เยี่ยนเต๋อหลิน ช่างตีเหล็กเห็นชวีหนานอีที่สวมชุดข้าราชการ ก็ใจนรีบคุกเข่าลงบนพื้น
ชวีหนานอีถาม “บุรุษที่กำลังคุกเข่าผู้นี้เป็ใคร?”
ช่างตีเหล็กตอบด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าน้อยคือช่างตีเหล็กคนหนึ่งขอรับ”
ชวีหนานอีกวาดตามองเยี่ยนเต๋อหลิน “ข้ายังไม่ได้เรียก ถอยไปก่อน”
เยี่ยนเต๋อหลินเห็นเช่นนี้ จึงดึงคอของตัวเองพร้ะโกน “ท่านชิงเทียน คอของข้าน้อยยังติดอยู่นะขอรับ!”
ชวีหนานอีกล่าวเสียงอ่อนโยน “รออยู่เงียบ ๆ อย่าเพิ่งใจร้อน ที่นี่เป็หนึ่งในสถานที่เกิดเหตุ ไม่สามารถทำลายหลักฐาน” เมื่อเห็นเยี่ยนเต๋อหลินพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ชวีหนานอีจึงกระซิบ “เ้าอยากหาตัวคนกระทำผิดต่อเฟิ่งฮัว ความลำบากแค่นี้ทนไม่ได้รึ?!”
เยี่ยนเต๋อหลินไม่เข้าใจ การจัดการคดีเกี่ยวข้องกับการที่คอของเขายังติดอยู่ตรงไหน? หรือชวีหนานอีจงใจกลั่นแกล้งเขามากกว่า? แต่ถ้อยคำของขุนนางพูดคำไหนย่อมเป็คำนั้น ไม่ว่าจะพูดอย่างไรทุกอย่างล้วนมีเหตุผล เขามิกล้าเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา จึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ
ในเวลานี้เอง อู่จั้วก็เดินเข้ามา “ใต้เท้า ข้าน้อยมีเื่มารายงานขอรับ”
ชวีหนานอีลุกขึ้น ส่งสัญญาณให้อู่จั้วเดินเข้าไปในจวนกับเขา
อู่จั้วเดินเคียงข้างไปกับชวีหนานอี เขากระซิบเสียงเบา “ใต้เท้า ข้าน้อยได้เดินตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว สตรีนางนี้ถูกทุบตีจนตาย เวลาที่เสียชีวิตน่าจะเป็ยามจื่อ[1] ขอรับ สตรีผู้นี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย” เขาครุ่นคิดและกระซิบเสริมว่า “การตายของสตรีผู้นี้น่าแปลกประหลาด ราวกับว่า...อายุมากขึ้นยี่สิบปี ทั้งยัง...มีรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากด้วยขอรับ”
ชวีหนานอีจากเดิมที่พยักหน้าและฟังรายงาน ดวงตาของเขาพลันประกายความเยือกเย็นเมื่อได้ยินว่า “อายุมากขึ้นยี่สิบปี” เขารีบสาวเท้ากลับไปยังห้องที่ยาวจิ่วเคยพักก่อนหน้านี้ กลิ่นเืราวกับกลิ่นสนิม มีสีแดงเข้มทั่วทั้งห้อง
เขายืนอยู่หน้าประตูและสังเกตอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงก้าวไปหยุดตรงหน้าเฟิ่งฮัว เขาสะบัดเสื้อคลุมและย่อตัวลงสำรวจอย่างละเอียด ชวีหนานอีเป็คนพิถีพิถัน ซ้ำยังมีพร์ด้านการจดจำ แต่มีน้อยคนนักที่ทราบเื่นี้ และเขาก็ไม่มีความคิดที่จะทำตัวโดดเด่นเช่นกัน
เขาเคยเห็นเฟิ่งฮัว เมื่อครั้งที่คณะละครตระกูลเยี่ยนเปิดการแสดง นางเป็ผู้รับผิดชอบส่งน้ำชาและน้ำให้แเื่ ในเวลานี้ศพของนางดูแปลกประหลาดตรงตามที่อู่จั้วรายงาน ศพเหมือนจะแก่ขึ้นยี่สิบปี ผมหงอก ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ิัแห้งเหี่ยว อีกทั้งยังเผยให้เห็นสีที่แปลกประหลาด บนผิวสีน้ำผึ้งประกายสีขาวหม่น ราวกับถูกดูดเืออกไปจนหมด มุมปากยังเผยให้เห็นรอยยิ้ม ช่างเป็ภาพที่ทำให้คนรู้สึกหวาดผวาจนตัวสั่น
ชวีหนานอีพบเส้นขนอ่อน ๆ ระหว่างนิ้วของเฟิ่งฮัว ดูเหมือนจะเป็เส้นขนของสัตว์ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็สัตว์ประเภทใด ทว่าก็สามารถมั่นใจได้เล็กน้อย เส้นขนนี้เหมือนกับเส้นขนที่อยู่บนหนังสัตว์ซึ่งถูกทิ้งไว้ในเพิงไม้ ปีศาจที่เยี่ยนเต๋อหลินเรียกว่าซานเซียวน่าจะมาที่นี่
เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าซานเซียว แต่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน หากกล่าวว่าบนโลกนี้มีปีศาจ เขาย่อมเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา ผู้ที่ใช้วิธีการโหดร้ายกลั่นยาอายุวัฒนะและอธิษฐานขอความเป็ะ ล้วนแล้วแต่เป็ปีศาจผู้ชั่วร้ายมิใช่รึ?! ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกำจัดสิ่งนี้ออกไป!
ชวีหนานอีลุกขึ้นยืนและกวาดตามองภายในห้องอย่างละเอียด
ฆาตกรคงกระชากเส้นผมของเฟิ่งฮัวแล้วจับโขกกับมุมห้องก่อนที่ศีรษะจะกระแทกพื้น การกระทำนี้ใช้เวลาไม่น้อย คาดว่าน่าจะประมาณครึ่งถ้วยชา[2] ผ้าห่มบนเตียงลงมากองอยู่ที่พื้น เปื้อนคราบเืและฝุ่น ร่องรอยเบาะแสถูกเช็ดหายไปเป็จำนวนมาก
ภายในห้องมีร่องรอยการรื้อค้น แม้ว่าจะไม่ชัดเจน แต่ก็มิอาจหลบสายตาอันเฉียบคมของชวีหนานอีไปได้
ซานเซียวกำลังหาอะไร? หรือจะให้พูดก็คือฆาตกรกำลังหาอะไร? พยายามปิดซ่อนสิ่งใด? กุญแจที่ล่ามซานเซียวใครเป็คนให้นาง? หากทั้งหมดนี้เป็อย่างที่เยี่ยนเต๋อหลินว่าไว้ ถ้าเช่นนั้นซานเซียวย่อมต้องยอมรับความผิดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงกระนั้นความจริงเป็เช่นไรกันแน่?
ชวีหนานอีเปิดหน้าต่างมองออกไปยังแสงอาทิตย์ที่อยู่ด้านนอก ตาเฉี่ยวของเขาหรี่ลง เท้าก้าวเดินออกจากห้อง สั่งให้คนปล่อยตัวเยี่ยนเต๋อหลิน
เมื่อคืนต้องแบกเตียงไม้ของยาวจิ่ว อีกทั้งวันนี้ยังต้องสวมบทบาทอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนของคณะละครแบกร่างเยี่ยนเต๋อหลินมาตลอดทาง
ยังไม่ทันจะเข้าห้อง เยี่ยนเต๋อหลินก็ร้องห่มร้องไห้ราวกับจะเป็จะตาย ผู้ที่ได้ยินต่างรู้สึกะเืใจ
รองหัวหน้าคณะจึงพูดเกลี้ยกล่อม “ท่านหัวหน้าคณะโปรดอย่าได้โศกเศร้า ถ้าเช่นนั้นพวกเราอย่าเข้าไปเลย คนก็ตายไปแล้ว ท่านต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดี”
เยี่ยนเต๋อหลินปวดร้าวปานจะขาดใจ เขารู้แค่เพียงร้องคร่ำครวญ สติสัมปชัญญะดูไม่ค่อยปกตินัก
รองหัวหน้าคณะทอดถอนใจเบา ๆ ส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ แบกเยี่ยนเต๋อหลินออกไป
ชวีหนานอีพูดเสียงเรียบ “ในเมื่อเ้าคณะเยี่ยนอยากเห็นหน้าเฟิ่งฮัวเป็ครั้งสุดท้าย ก็อย่าได้ห้ามเขาเลย”
รองหัวหน้าคณะพยักหน้ารับ
ทุกคนจึงจำต้องแบกเยี่ยนเต๋อหลินเข้าไปในห้อง
ชวีหนานอีกล่าว “พวกเ้าเป็คนนอก จงอย่าได้รบกวนการพูดคุยของสามีภรรยา”
ทุกคนขานรับ เมื่อวางเยี่ยนเต๋อหลินไว้ข้าง ๆ เฟิ่งฮัวแล้ว พวกเขาก็รีบวิ่งออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ
ทันใดนั้นภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด
ชวีหนานอีเดินไปข้าง ๆ หน้าต่าง เขาดึงไม้ค้ำออกเพื่อปิดหน้าต่างจนเกิดเสียงดัง “แกรก”
ภายในห้องมีเสียงหอบหายใจอย่างรีบเร่งดังขึ้นหนึ่งครา
ชวีหนานอีอยู่ในอาการนิ่งสงบมาก เขากวาดตามองไปรอบ ๆ และบอกคนอื่นว่า “เื่ของพวกเขา พวกเ้าไม่ต้องสอดรู้”
ทุกคนเกิดความฉงนในใจ ในเมื่อพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะมอง แล้วจะสอดรู้ได้เยี่ยงไร?
ภายในห้อง เยี่ยนเต๋อหลินนั่งตัวสั่นก่อนจะร้องคร่ำครวญ เสียงแตกพร่านั้นทำให้ผู้ฟังพากันหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีลมหนาวพัดผ่านคอเสื้อจากด้านหลัง เขาใจนขนลุกชัน ปากพร่ำะโร้องขอชีวิต ทว่ารู้สึกเหมือนลำคอกำลังถูกบีบ ทำให้ไม่สามารถเปล่งเสียงใด ๆ จากนั้นก็ได้ยินน้ำเสียงที่ฟังดูน่ากลัวดังขึ้น “ดูสิ เฟิ่งฮัวกำลังยิ้มให้เ้าแน่ะ”
เยี่ยนเต๋อหลินขนหัวลุก จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาหันไปมองเฟิ่งฮัว และได้พบว่านางกำลังยิ้มให้จริง ๆ! เขาใจนแข้งขาอ่อน ลูกตากลอกวนรอบหนึ่งก่อนจะเป็ลมหมดสติ มิหนำซ้ำยังปัสสาวะราดจนหว่างขาเปียกชุ่ม
ชวีหนานอีไม่แม้แต่จะชายตามองเยี่ยนเต๋อหลิน เขาหมุนตัวเดินออกไปและออกคำสั่งแก่หลี่ต้าจ้วงหัวหน้าหยาอีว่า “ไปจับตัวซานเซียว”
.
.
.
[1] ยามจื่อ คือ่เวลา 23.00-00.59 น.
[2] ครึ่งถ้วยชา เวลาประมาณห้านาที