หลังจากที่จินฮุยและกลุ่มผู้ติดตามเดินจากไป บรรยากาศรอบตัวหลินเย่ก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง แต่คำพูดเยาะเย้ยถากถางยังคงก้องอยู่ในหูของเขา มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโกรธ แต่กลับทำให้เป้าหมายของเขายิ่งชัดเจนและแหลมคมขึ้น
กลุ่มผู้เข้าสอบที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกจำนวนเกือบหนึ่งพันคน ถูกนำทางโดยอาจารย์ผู้ช่วยหลายคน เดินลัดเลาะผ่านอาคารของสถานศึกษาไปยังลานกว้างอีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ที่ใจกลางของลานแห่งนี้ มีประตูโค้งขนาดมหึมาที่สร้างจากหินสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนผิวของหินมีอักขระโบราณสลักเสลาไว้ทั่วทั้งบาน และที่น่าประหลาดที่สุดคือใจกลางของประตูโค้งนั้นไม่ได้มีบานประตู แต่กลับเป็วังวนของแสงสีฟ้าและสีม่วงที่หมุนวนอย่างช้าๆ ราวกับผิวน้ำที่ถูกรบกวน มันคือประตูมิติที่จะนำไปสู่ สวนอสูรแรกเริ่ม
ผู้าุโหลี่ยืนรออยู่เบื้องหน้าประตูมิติด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นเคย
"เื้ัประตูบานนี้คือมิติพิเศษที่บรรพบุรุษของสถานศึกษาได้สร้างขึ้น" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "สภาพแวดล้อมภายในถูกจำลองให้ใกล้เคียงกับป่าในธรรมชาติมากที่สุด และเต็มไปด้วยอสูรระดับต่ำหลากหลายสายพันธุ์ที่เกิดและเติบโตขึ้นภายในมิติแห่งนี้ พวกมันไม่เคยพบเจุ์มาก่อน จิติญญาของพวกมันยังคงบริสุทธิ์และว่างเปล่า"
เขาหยุดไปชั่วครู่ กวาดสายตามองเหล่าเด็กหนุ่มสาวที่กำลังตื่นเต้นระคนประหม่า
"เมื่อพวกเ้าเข้าไป กฎมีเพียงสามข้อ หนึ่ง: ห้ามทำร้ายผู้เข้าสอบคนอื่นโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากสถานศึกษาและถูกลงโทษอย่างหนัก สอง: พวกเ้ามีเวลาสี่ชั่วยาม (8 ชั่วโมง) ในการค้นหาและสร้างพันธสัญญาิญญาให้สำเร็จ ผู้ที่ไม่สำเร็จจะถูกตัดสินว่าสอบตก สาม: เมื่อสร้างพันธสัญญาสำเร็จแล้ว พลังิญญาของพวกเ้าจะเปิดประตูมิติขนาดเล็กเพื่อนำตัวกลับมายังที่นี่โดยอัตโนมัติ"
"จงจำไว้... การเลือกคู่หูตัวแรก คือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้อัญเชิญ มันจะส่งผลต่อเส้นทางการเติบโตของพวกเ้าไปตลอดชีวิต จงเลือกอย่างชาญฉลาด!"
ผู้าุโหลี่กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะให้สัญญาณแก่อาจารย์ผู้ช่วยให้เปิดทาง "เข้าไปได้!"
สิ้นเสียงอนุญาต กลุ่มแรกที่พุ่งเข้าไปคือจินฮุยและพรรคพวกของเขา พวกเขาเดินผ่านประตูมิติเข้าไปอย่างมั่นใจและไม่ลังเล ตามมาด้วยเหล่าทายาทจากตระกูลต่างๆ ที่มีเป้าหมายชัดเจนอยู่ในใจ
"ไปกันเถอะ หลินเย่!" หวังปังตบไหล่เพื่อนใหม่เบาๆ ด้วยความตื่นเต้น "ขอให้เราทั้งคู่ได้เจออสูรดีๆ นะ!"
หลินเย่พยักหน้า ก่อนจะเดินตามหวังปังไปยังประตูมิติ เมื่อเขาก้าวผ่านวังวนแห่งแสงนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นผ่านไปทั่วร่าง มันไม่ใช่ความรู้สึกเ็ป แต่เหมือนกับร่างกายของเขากำลังถูกแยกส่วนออกเป็อะตอมแล้วประกอบกลับขึ้นมาใหม่ในชั่วพริบตา
วูบ!
แสงสว่างจ้าทำให้เขาต้องหยีตาลงชั่วขณะ เมื่อปรับสายตาได้แล้ว ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ
เขาไม่ได้อยู่ในลานหินของสถานศึกษาอีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อากาศบริสุทธิ์ที่ชุ่มชื้นไปด้วยกลิ่นของดินและใบไม้พัดผ่านร่างของเขา ท้องฟ้าเบื้องบนเป็สีครามสดใส มีดวงอาทิตย์จำลองที่ให้แสงสว่างอบอุ่นอยู่หนึ่งดวง ไกลออกไปคือแนวป่าทึบและเนินเขาสูงต่ำสลับกันไป ได้ยินเสียงนกร้องและเสียงของสัตว์เล็กๆ เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว
นี่คือสวนอสูรแรกเริ่ม... โลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการอัญเชิญโดยเฉพาะ
"โอ้โห... สุดยอดไปเลย!" หวังปังอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง
ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่เข้ามาพร้อมกันก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกันนัก แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็ตั้งสติได้และรีบวิ่งกระจัดกระจายกันออกไปทันที บางคนมุ่งหน้าไปยังป่าทึบเพื่อค้นหาอสูรประเภทพืชหรือแมลง บางคนวิ่งไปยังเนินเขาเพื่อมองหาอสูรประเภทสัตว์ที่ว่องไว ทุกคนต่างรีบร้อนเพื่อที่จะได้เปรียบคนอื่น
"ข้าจะไปทางนั้น!" หวังปังชี้ไปยังทิศทางของลำธารสายเล็กๆ "ข้าอยากได้อสูรธาตุน้ำ! แล้วเจอล่ะ หลินเย่?"
หลินเย่ไม่ได้ตอบในทันที เขากำลังหลับตาลง... และเปิดประสาทััที่สามของเขาขึ้นมา
โลกในสายตาของคนอื่นพลันเลือนหายไป ในห้วงมโนภาพของเขา บัดนี้ไม่ได้มีเพียงทุ่งหญ้าและป่าไม้ แต่กลับเต็มไปด้วยเส้นสายและกลุ่มก้อนของพลังงานที่ส่องสว่างเป็สีสันต่างๆ มากมาย นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า "ทัศนวิสัยแห่งิญญา"
เขามองเห็นกลุ่มก้อนพลังงานสีน้ำตาลที่เคลื่อนไหวอย่างอุ้ยอ้ายอยู่ใต้ดิน... พวกมันคือ หนอนหยก เขามองเห็นเส้นแสงสีฟ้าอ่อนที่ะโเด้งไปมาอย่างร่าเริงอยู่ตามพุ่มไม้... พวกมันคือ หยาดวารี และเขามองเห็นสายลมแห่งพลังงานสีเขียวที่พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว... นั่นคือ กระจอกวายุ
นี่คือความได้เปรียบที่แท้จริงของเขา... เขาสามารถ "มองเห็น" ิญญาของอสูรได้โดยตรง!
"ข้าจะลองเดินดูรอบๆ ก่อน" หลินเย่ตอบหวังปังในที่สุด "ขอให้โชคดี"
หลังจากแยกกับหวังปังแล้ว หลินเย่ก็เริ่มเดินไปตามทุ่งหญ้าอย่างช้าๆ เขาไม่ได้รีบร้อนเหมือนคนอื่นๆ สายตาของเขาไม่ได้มองหาสิ่งมีชีวิต แต่กำลัง "สแกน" หาดวงิญญาที่น่าสนใจ
เขาเดินผ่านฝูง หมูป่าเกราะหิน กลุ่มหนึ่ง พวกมันกำลังขุดดินหาอาหาร เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังพยายามต่อสู้กับมันอย่างทุลักทุเล ในสายตาของหลินเย่ ิญญาของหมูป่าเกราะหินนั้นส่องสว่างและแข็งแกร่งก็จริง แต่มันกลับดู "ทึบ" และ "ตายตัว" ราวกับก้อนหิน มันมีศักยภาพในการป้องกันที่ยอดเยี่ยม แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้พัฒนาต่อได้เลย
เขาเดินต่อไปจนถึงชายป่า และได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังพยายามทำพันธสัญญากับ ภูตบุปผา ที่มีสีสันสวยงาม ิญญาของมันดูสดใสและมีชีวิตชีวา แต่กลับ "เปราะบาง" และ "ขี้ขลาด" เกินไป มันอาจจะเป็คู่หูที่ดีสำหรับการสนับสนุน แต่ไม่ใช่สำหรับเส้นทางแห่งการต่อสู้และการแก้แค้นที่เขาวางแผนไว้
หลินเย่ถอนหายใจเบาๆ อสูรที่คนอื่นแย่งชิงกัน ในสายตาของเขากลับเต็มไปด้วยข้อบกพร่องที่มองข้ามไม่ได้
เขาเดินลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงเส้นทางหลักที่ผู้เข้าสอบคนอื่นใช้กัน เขาปล่อยให้สัญชาตญาณแห่งิญญานำทางไป เขาไม่ได้มองหาอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ แต่มองหาดวงิญญาที่มี "ศักยภาพ" ที่จะเติบโตไปพร้อมกับเขาได้มากที่สุด
แล้วเขาก็รู้สึกถึงมัน...
มันเป็กระแสพลังงานที่อ่อนแอและริบหรี่อย่างยิ่ง ราวกับแสงเทียนที่ใกล้จะมอดดับ แต่ภายใต้ความอ่อนแอนั้น เขากลับััได้ถึงความเก่าแก่และความลึกล้ำที่อสูรตัวอื่นๆ ไม่มี
เขาก้าวเท้าไปตามความรู้สึกนั้นอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาถึงลานโล่งเล็กๆ ที่ถูกลืมเลือนใจกลางป่า ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง... ไม่สิ มันไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา
มันคือ ต้นหลิวโบราณ ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ลำต้นของมันบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยปุ่มปมราวกับผ่านกาลเวลามานับพันปี กิ่งก้านของมันเหี่ยวเฉาและมีใบหลิวสีเหลืองซีดเกาะอยู่เพียงไม่กี่ใบ มันดูเหมือนต้นไม้ที่ใกล้จะตายเต็มที และที่โคนต้นของมัน มีร่างโปร่งแสงขนาดเล็กที่ดูคล้ายกับเด็กผู้หญิงกำลังนั่งกอดเข่าซบหน้าอยู่กับลำต้น ร่างนั้นสั่นเทาและริบหรี่อย่างยิ่ง
นี่คือ จิติญญาหลิวพันปี... อสูรธาตุไม้ระดับสามัญที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
เด็กหนุ่มสองสามคนที่เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี "ฮ่าๆๆ ดูนั่นสิ! ใครจะโชคร้ายขนาดนั้นมาเจออสูรที่ใกล้จะตายแบบนี้" คนหนึ่งพูดขึ้น "ข้าว่าแค่ลมพัดแรงๆ มันก็คงสลายไปแล้วล่ะ"
พวกเขาหัวเราะเยาะแล้วเดินจากไปอย่างไม่สนใจ
แต่หลินเย่กลับไม่ได้เดินจากไป เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังจิติญญาหลิวตนนั้นไม่วางตา
ใน "ทัศนวิสัยแห่งิญญา" ของเขา ภาพที่เห็นนั้นแตกต่างจากที่คนอื่นเห็นโดยสิ้นเชิง
เขามองเห็นดวงิญญาที่เคยยิ่งใหญ่และซับซ้อนราวกับจักรวาล มันเคยเป็ตาข่ายแห่งแสงสีเขียวมรกตที่ส่องสว่างและแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่บัดนี้... ตาข่ายแห่งแสงนั้นกลับขาดวิ่นและพันกันยุ่งเหยิง ที่ใจกลางของมันมี "รอยแผล" สีดำสนิทที่กำลังกัดกินพลังชีวิตของมันอย่างช้าๆ
มันคือ ตำหนิแห่งิญญา ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยัั!
แต่ถึงกระนั้น... เขาก็ยังมองเห็นศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่หลับใหลอยู่ภายใต้รอยแผลนั้น เขามองเห็นความทรงจำและความรู้ที่สั่งสมมานับพันปี เขามองเห็นความภักดีที่รอคอยการปลดปล่อย และที่สำคัญที่สุด... เขามองเห็นหนทางที่จะ "ซ่อมแซม" มันได้
นี่แหละ... หัวใจของหลินเย่เต้นรัวขึ้นมาเป็ครั้งแรกนับั้แ่เข้ามาในสวนอสูรแห่งนี้ นี่คือคู่หูที่ข้าตามหา!
อสูรที่คนทั้งโลกมองว่าเป็ขยะ... อสูรที่ถูกทอดทิ้งและรอวันสลายไป... แต่ในสายตาของเขา มันคือเพชรที่รอวันเจียระไน คือัที่ซ่อนตัวอยู่ในหนองน้ำ
เขาตัดสินใจแล้ว
หลินเย่สูดหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเดินเข้าไปหาต้นหลิวโบราณอย่างช้าๆ และยื่นมือออกไป...