บทที่ 14 พิสูจน์ฝีมือ (100%)
ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ศิษย์เอกแปดคนและศิษย์สายในทั้งหนึ่งพันสามร้อยสิบสี่คนมารวมตัวกันที่ลานจัตุรัสขนาดใหญ่อย่างเป็นระเบียบ หน้าลานมีแท่นศิลาขาวสูงกว่าห้าจั้งตั้งตระหง่านอยู่ โม่ฟ่านนั่งอยู่บนบัลลังก์หยกตำแหน่งประธาน เหว่ยจงนั่งอยู่ด้านซ้าย เฉิงจินกับเจียงปินนั่งอยู่ด้านขวา“เก๊ง!!” เสียงระฆังทองดังกังวาน เจ้าสำนักโม่ฟ่านลุกขึ้นยืนเอ่ยชี้แจ้งจุดประสงค์การเรียกประชุมด่วน น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วขุนเขา“อาจารย์เหว่ยจงต้องการรับเด็กหญิงจากภายนอกผู้หนึ่งเป็นศิษย์เอก ข้าจึงเรียกพวกเจ้ามาร่วมพิสูจน์ว่าเด็กผู้นี้ มีคุณสมบัติเพียงพอต่อการเป็นศิษย์เอกคนที่เก้าของสำนักนภากาฬหรือไม่ เริ่มการทดสอบความสามารถได้”เมื่อจบคำประกาศของโม่ฟ่าน เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ดังขึ้นทั่วลานพิธี ความประหลาดใจ ไม่พอใจ ฉายชัดบนใบหน้าของศิษย์ทุกคน โดยเฉพาะสีหน้าศิษย์ภายในของหอจิตดาราที่บิดเบี้ยวจนดูน่ากลัว หอจิตดาราเป็นหอที่ทรงพลังที่สุดในสำนัก ศิษย์ภายในทั้งสองร้อยคนต่างพยายามฝึกตนอย่างหนักเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นศิษย์เอกคนที่สาม แต่มาโดนคนนอกแย่งชิงตำแหน่งไปเช่นนี้พวกเขารู้สึกรับไม่ได้“สีหน้าศิษย์ภายในเจ้าดูไม่ดีเลยนะเหว่ยจง ถ้ามีคนไม่พอใจแล้วขอย้ายมาเข้าหอจิตเมฆา หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธกันนะ ฮ่า ๆ ๆ”เหว่ยจงไม่สนใจถ้อยคำเสียดสีของเจียงปิน เขาโบกมือให้เยว์ฉีพาซู่มินออกมายืนหน้าลานพิธี ทุกสายตาจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กตาไม่กะพริบ นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน เด็กเล็กที่ไม่รู้ว่าฟันขึ้นครบหรือยังจะมาเป็นศิษย์พี่คนนับพันได้จริงหรือ?“เด็กคนนี้นามว่าซู่มิน อายุเจ็ดปี นางไม่รู้ว่าพลังจิตคืออะไร แต่สามารถมองเห็นอักขระเวทระดับสูงที่ผนึกอยู่บนสิ่งต่าง ๆ ได้ ศิษย์คนใดสามารถทำได้แบบนางก็ก้าวเท้าออกมาคัดค้านการเป็นศิษย์เอกของนางได้เลย”คำพูดของเหว่ยจงหยุดเสียงอื้ออึงในลานจัตุรัสได้เงียบสนิท จอมเวททุกคนไม่สามารถมองเห็นเวทอักขระระดับสูงกว่าพลังตนเองที่ถูกผนึกแล้วได้ ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด ผู้มีพลังจิตแรงกล้ามากที่สุดก็อยู่แค่ระดับหลอมจิตช่วงต้นเท่านั้น“ถ้าทำได้จริงก็ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น รองเท้าข้ามีเวทเหินหาวผนึกอยู่ ข้าให้ยืมใช้ในการทดสอบก็แล้วกัน”เจียงปินถอดรองเท้าข้างหนึ่งออก แล้วโยนลงไปตรงที่ซู่มินยืนอยู่ เขาตั้งใจดูถูกเด็กน้อยว่าเป็นเพียงคนชั้นต่ำจึงเหมาะทดสอบกับของต่ำ ๆการกระทำของเจียงปินทำเอาเหว่ยจงเดือดดาลจนหน้าเขียว เจ้าสำนักโม่ฟ่านกับเฉิงจินก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะไม่ชอบใจนิสัยการดูถูกคนของหัวหน้าหอจิตเมฆาเจียงปินทำเมินไม่สนใจใคร ศิษย์ในหอเขามากกว่าครึ่งเป็นลูกหลานของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะศิษย์เอกที่เป็นถึงพระธิดาของฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้น ทุกวันนี้เขาแทบจะมีอำนาจเหนือกว่าเจ้าสำนักแล้วด้วยซ้ำ“เหว่ยจง รีบให้ยายหนูทดสอบให้เสร็จ ๆ ไปเถอะ เจ้าจะได้รีบพานางกลับไปพักผ่อน”“ขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”เหว่ยจงจำต้องกลืนความโทสะทั้งหมดลงท้อง การทำให้ทุกคนยอมศิโรราบต่อพรสวรรค์วิเศษของเด็กน้อย เป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาสนใจสันดานขี้อิจฉาของตาเฒ่าทารกไร้ฝีมือ“ยายหนู มองเห็นวงกลมเรืองแสงบนรองเท้าโสโครกข้างนี้หรือไม่?”ซู่มินมองรองเท้าสีขาวที่ปักลายรูปพยัคฆ์ด้วยดิ้นทองอย่างวิจิตรข้างตัวแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ“ดีมาก เจ้าจงวาดรูปวงกลมเรืองแสงที่เห็นลงในกระดาษ”ในขณะที่เหว่ยจงกำลังสั่งซู่มินวาดวงเวทใส่กระดาษ เจียงปินก็เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“จอมเวทต้องวาดอักขระเวทด้วยพลังจิตประสานปราณ ไม่ใช่วาดด้วยพู่กันกับน้ำหมึกใส่กระดาษ มีพรสวรรค์ล้ำเลิศก็เรื่องหนึ่ง การใช้พลังจิตได้ก็เรื่องหนึ่ง จะเป็นศิษย์เอกสำนักเวทอันดับหนึ่งต้องใช้พลังจิตได้ ถ้าทำไม่ได้ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ”เหว่ยจงระเบิดเพลิงโทสะที่ไม่อาจระงับได้อีกต่อไป การร่ายเวทอักขระขั้นสูงเป็นความสามารถของผู้มีพลังปราณระดับอาจารย์ ฉะนั้นคำพูดของเจียงปิน จึงเป็นการจงใจกลั่นแกล้งเด็กน้อยอย่างหน้าไม่อายสองมือของเหว่ยจงขยับร่ายเวทโจมตี กำลังจะซัดใส่เจียงปินที่หน้าเริ่มถอดสีเพราะความหวาดกลัว แต่มือเล็กของซู่มินยื่นมาลูบมือผู้เป็นว่าที่อาจารย์เบา ๆ คล้ายกำลังปลอบใจ“ข้าไม่รู้จักวิธีใช้พลังจิตเพราะไม่เคยมีใครสอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเรียนรู้วิธีการใช้มันไม่ได้ ท่านตากับพี่ชายชมข้าเสมอว่าเป็นเด็กหัวไว เรียนอะไรครั้งเดียวก็จำได้หมด และการทดสอบของข้า ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่แม้แต่ศิษย์เอกก็ยังทำไม่ได้ เช่นนั้น ถ้าข้าสามารถวาดอักขระเวทด้วยพลังจิตประสานปราณได้ ข้าควรจะได้รางวัลไหมเจ้าคะ”คำพูดของซู่มินทำเอาทุกคนมุมปากกระตุก โดยเฉพาะศิษย์หอจิตเมฆาที่ส่วนใหญ่เป็นพวกลูกคุณหนูถึงกับกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ ต่างพากันคิดว่าซู่มินเป็นเด็กบ้าปัญญาอ่อน การจะใช้พลังจิตวาดอักขระเวทได้ ต้องผ่านการฝึกจิตอย่างหนักนานหลายปี มิใช่ง่ายเหมือนการวาดภาพบนกระดาษ“ในถุงวิเวทข้ามีศิลาวิเศษชั้นดีอยู่ห้าหมื่นก้อน ถ้าเจ้าทำตามที่ปากพูดได้ ข้าจะยกให้ทั้งหมด แต่ถ้าทำไม่ได้ เจ้าก็ไสหัวไปจากสำนักนี้ซะ ข้าไม่อยากมีศิษย์ร่วมสำนักเป็นเด็กบ้านนอกปัญญาอ่อน”ถ้อยคำร้ายกาจดังขึ้นจากแถวของศิษย์เอก ผู้พูดเป็นหญิงสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าหน้าตาดูดี นางคือองค์หญิงเฟิ่งหรู พระธิดาคนโปรดของฮ่องเฮา“เป็นความคิดที่ดี ทำได้มีรางวัล ทำไม่ได้ก็ไสหัวไป ในเมื่อศิษย์รักข้าเป็นคนคิดวิธีนี้ ข้าก็ขอร่วมด้วย ข้าเพิ่มรางวัลเป็นศิลาวิเศษชั้นดีให้อีกหนึ่งเท่าตัว ถ้าเจ้ามีปัญญาเอาไปได้นะ ฮ่า ๆ ๆ”เด็กน้อยไม่ใส่ใจเสียงหัวเราะกับคำพูดดูถูกของศิษย์อาจารย์สันดานเลว แต่หันมาถามเยว์ฉีว่าศิลาวิเศษชั้นดีคืออะไร“ศิลาวิเศษชั้นดีคือสิ่งใช้แทนเงินของจอมเวทกับชาวยุทธ์ ศิลาวิเศษชั้นดีหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับห้าเหรียญทอง”ซู่มินตาโตด้วยความตื่นเต้น เงินจำนวนนี้น่าจะพอจ่ายเป็นค่าซื้อจวนส่วนที่เหลือ ปากเล็กส่งยิ้มหวานให้สองผู้เสนอรางวัลด้วยความซาบซึ้งใจ“ยายหนู การใช้พลังจิตประสานปราณวาดอักขระเวทไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเวทระดับสูงยิ่งต้องใช้พลังปราณเยอะ พลังเจ้าอยู่ในระดับก่อจิตช่วงกลาง พลังปราณในจุดตันเถียนยังมีไม่พอ ข้าคิดไม่ถึงว่าพวกมันจะรังแกเด็กเช่นเจ้าได้ถึงเพียงนี้”ซู่มินมองใบหน้าเขียวคล้ำเพราะความโกรธของเหว่ยจงด้วยความสงสาร มือเล็กลูบแขนปลอบใจชายชราเบา ๆ“อาจารย์ ข้าจะเป็นศิษย์เอกของท่านด้วยคุณสมบัติที่ล้ำเลิศกว่าใคร และพวกเขาต้องเสียทั้งเงินและเสียทั้งหน้าให้ข้า ท่านรีบแนะนำวิธีการใช้พลังจิตให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ”“ท่านพ่อบุญธรรม ข้ามียาเสริมปราณพิเศษระดับสูง ยานี้จะเพิ่มพลังปราณให้ผู้กินห้าเท่าในระยะเวลาหนึ่งเค่อ ในเมื่อมินเอ๋อร์มีความมั่นใจว่าสามารถทำได้ ท่านก็สนับสนุนนางให้เต็มที่เถอะเจ้าค่ะ”คำพูดของเยว์ฉีกับซู่มินทำให้เหว่ยจงเริ่มมีสติมากขึ้น เขาควรจะมั่นใจในพรสวรรค์เหนือมนุษย์ของว่าที่ศิษย์เอกคนใหม่ด้วยเช่นกัน หลังจากหันไปขอเวลาจากเจ้าสำนักโม่ฟ่านแล้ว เขาก็สอนวิธีใช้พลังจิตประสานปราณและวิธีการร่ายเวทวาดอักขระให้ซู่มินฟังอย่างละเอียด เวลาผ่านไปเพียงสองเค่อ เด็กน้อยก็พร้อมจะทำการทดสอบแล้วซู่มินกินยาของเยว์ฉีแล้วนั่งลงทำสมาธิ เพียงครู่เดียวเด็กน้อยก็ลืมตาขึ้น ใบหน้าเล็กดูสงบนิ่ง สองมือเริ่มขยับวาดอักขระเวทเหินหาวขึ้นกลางอากาศอย่างช้า ๆ เมื่อภาพวงเวทเรืองแสงเริ่มปรากฏ เสียงต่าง ๆ ในลานพิธีก็เงียบสนิท ทุกสายตาจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กอย่างตกตะลึงใบหน้าของเจียงปินกับเฟิ่งหรูเริ่มเป็นสีแดงสลับเขียวแล้วซีดขาวลงเรื่อย ๆ เมื่อภาพวงเวทเหินหาวเริ่มวาดเสร็จสมบูรณ์ขึ้นทีละส่วน ความอับอายเริ่มเปลี่ยนเป็นความแค้น สองคนชั่วมีความคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศไม่ควรอยู่ในตัวคนชั้นต่ำ