ตอนที่ 31 ผู้มาเยือน
"พวกเ้าจะรีรออะไรกลับไปทำงานได้แล้ว" กาติรัสกล่าวเสียงเข้ม
ใบหน้าของเหล่าเผ่าปีศาจอสูรหวาดกลัวเป็ที่สุดถึงแม้จะรู้ว่าเขาอยู่ฝั่งเดียวกันก็มิอาจยับยั้งความรู้สึกน่าพรั่นพรึงเอาไว้ได้ ร่างกายราวสามเมตรต่างเดินจากไปด้วยขาที่สั่นเทา ไม่มีวาจาใดจะกล่าวกับนายท่านของตนเลยสักนิด พวกมันกลัวว่าจะทำให้นายท่านไม่พอใจ พวกมันยังอยากจะมีชีวิตอยู่!
"เหลือเชื่อเลยนะเ้าคะ" เสียงใสพลันดังขึ้นก่อนภูติตัวน้อยจะลอยล่องมานั่งบนไหล่ของกาติรัสอย่างนุ่มนวล ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสก่อนเอ่ยต่อ "พวกเราจะไปสหภาพหกแผ่นดินกันเลยไหมเ้าคะ"
กาติรัสกล่าวตอบในทันที "แน่นอน" ชายหนุ่มพลันเชื่อมต่อกับสรรพชีวิตภายใต้การควบคุมของตน "ข้าจะเดินทางสู่สหภาพหกแผ่นดิน" สิ้นเสียงผีดิบและอันเดดทุกคนต่างรับรู้ในสิ่งที่นายเหนือหัวของตนกล่าว
ด้วยความสามารถของอาณาจักรพรรดิผีดิบ อสูรทุกตัวภายใต้การบังคับบัญชาจะสามารถสื่อสารหานายเหนือหัวของตนได้จากระยะไกล ไม่ว่ามันจะไกลมากเพียงใดล้วนสามารถสื่อหาถึงกันได้ราวกับอยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้นห้วงมิติเกิดฉีกขาดพลันปรากฏัทมิฬก้าวสองเท้าหน้าที่สูงราวตึกสามร้อยชั้นออกมาจากห้วงมิติ กาติรัสมิรอช้าเขาพลันะโขึ้นสู่ร่างกายมหึมา ด้วยความคุ้นเคยชายหนุ่มพลันทิ้งตัวลงนอนอีกทีก่อนกล่าวขึ้นมาอย่างพึงพอใจ "แผ่นหลังของเ้าหลับสบายดีจริงๆ"
"เป็พระคุณมากขอรับนายเหนือหัวแห่งข้า"
สิ้นเสียงัทมิฬพลันสยายสองปีกสุดกว้างใหญ่พลางกระพือเป็จังหวะๆ กระแสอากาศโดยรอบรุนแรงขึ้นประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำ ต้นไม้ที่ว่าสูงและดูมั่นคงยิ่งยังโอนเอนราวกับจะหักโค่นลงได้ทุกเมื่อพลางส่งเรือนร่างสูงใหญ่เทียมูเาโบยบินสู่ท้องนภา เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียวมุ่งสู่มหาดินแดน "สหภาพหกแผ่นดิน"
เดซี่น้อมตัวลงไปนอนข้างๆกาติรัสก่อนเอ่ยอย่างลอยๆ "ระยะทางขนาดนี้คงใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเลยนะเ้าคะ นายท่านจะเข้าเมืองพร้อมัตนนี้เลยหรือเ้าคะ? มันไม่สะดุดเด่นตามากไปหรือเ้าคะ?"
เสียงตอบกลับมีเพียงคำเดียว "อืม" น้ำเสียงงัวเงียอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กหนุ่มที่ตื่นตัวอยู่ตลอดกำลังอยากจะนอนกลางวัน!! เดซี่ที่เห็นดังนั้นพลันปิดตาและนอนหลับอยู่ข้างกาย
1 วันผ่านไป~~~
เพลานี้ก็เย็นจนจวนจะค่ำแล้ว
่เวลาไหลผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงทะยานขึ้นจนผิดแปลก ผืนธรณีที่เคยเป็สีเขียวขจีแปรเปลี่ยนเป็ทะเลทรายสีทองอร่ามดั่งทองคำทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ทุกการไปเยือนของัทมิฬพลันปรากฏเงาร่างขนาดใหญ่ครอบคลุมผืนธรณีเบื้องล่างกลับสู่ความร่มเย็นสบาย หากเบื้องบนมองลงมาคงเห็นร่างของอสูรกายมีปีกขนาดั์เคลื่อนผ่าน สิ่งมีชีวิตจากเบื้องล่างคงสงสัยในความร่มเย็นที่ได้รับ มันทำให้ฉุกคิดถึงเมฆฝนไม่ได้เลยจริงๆ ต่างแหงนมองท้องนภาอย่างมีหวัง ทว่า ความเป็จริงกลับโหดร้ายมีเพียงท้องนภากระจ่างใสไร้มวลเมฆ ถ้าเช่นนั้น ความร่มเย็นมาจากไหนกัน??!
ด้วยความรุ่มร้อนและแสงแดดอันจัดจ้านราวกับถูกไฟแผดเผา ยามนี้กาติรัสทอดตามองทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ ภูติตัวน้อยยังคงนั่งอยู่บนไหล่ของเขาก่อนกล่าวขึ้น "นายท่านไม่ร้อนหรือเ้าคะ?"
"ข้าไม่ร้อน" กาติรัสกล่าวก่อนกล่าวต่อ "เดซี่ เ้าน่าจะรู้ดีกระทั่งชาติที่แล้วข้าอาบลาวายังมิมีผลกระทบอันใด" กาติรัสกล่าวเสียงเบื่อหน่ายราวกับเป็ความทรงจำที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่นัก
"คิกๆ ข้าเพียงเกรงว่านายท่านจะเหงาน่ะเ้าคะ" เดซี่กล่าวด้วยน้ำเสียงใสอย่างขี้เล่น
"ถึงแล้วขอรับนายเหนือหัวแห่งข้า" เสียงทุ่มต่ำอย่างน่าหวั่นเกรง
ถึงัทมิฬจะกล่าวเช่นนั้นหากแต่ความจริงแล้วยังต้องเดินทางไปอีกสามสิบสี่สิบกิโลถึงจะถึงเป้าหมายซึ่งเป้าหมายของพวกเขาคือ "เมืองศักดิ์สิทธิ์" ที่ตัวมันกระทำเช่นนี้เพื่อให้นายเหนือหัวเข้าเมืองได้อย่างสงบๆ หากตัวตนที่สูงใหญ่ประหนึ่งูเาไปเยือนเมือง ความโกลาหลคงโอบคลุมทั่วทั้งเมืองอย่างช่วยไม่ได้
มหาแผ่นดินหรือสหภาพหกแผ่นดินแบ่งออกเป็หกจักรวรรดิใหญ่ๆ ได้แก่ จักรวรรดิหลอมศาสตรา จักรวรรดิแดนกระบี่ จักรวรรดินักรบ จักรวรรดิล่องนภา จักรวรรดิเวทมนตร์ จักรวรรดิจ้าวศาสตรา ทว่าเหนือฟ้าย่อมมีฟ้า ดินแดนที่อยู่เหนือเหล่าจักรวรรดิทั้งหกต่างมีนามกล่าวขานว่า "เมืองศักดิ์สิทธิ์" มันตั้งอยู่ศูนย์กลางของมหาแผ่นดิน ถึงแม้จะเป็เมืองเมืองหนึ่ง ทว่า เหล่าจักรวรรดิทั้งหกต่างยกย่องให้เป็ "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" เป็แดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้แสวงหาอำนาจอย่างแท้จริง ความแข็งแกร่งทั่วทั้งมหาแผ่นดินต่างไปรวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
แค่เพียงยามเฝ้าหน้าประตูก็มีเลเวลไม่ต่ำกว่าสี่พันแล้ว ยากจะจินตนาการถึงเลเวลของผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ ทว่า ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ในแผนของกาติรัสไว้แล้ว ความรู้ที่สะสมมาจากห้องสมุดของราชวังวินเทอร์เฟียต่างไม่ใช่ข้อมูลอ่อนด้อย อาจเป็ข้อมูลที่เทียบเคียงได้กับห้องสมุดของเหล่าสี่แดนเทพมนุษย์เลยด้วยซ้ำ
กาติรัสเผยยิ้มร่าราวกับปีศาจร้ายก็มิปานก่อนเขาจะกล่าวด้วยความขึงขัง "บินเข้าไปในเมืองทั้งอย่างนี้เลย" พลันหยิบจับหน้ากากขึ้นมามันเป็หน้ากากสีดำทมิฬพร้อมกับอักขระลวดลายต่างๆประดับอยู่ทั่ว มันช่วยลบกลิ่นอายทั้งหมดแม้กระทั่งยอดฝีมือยังยากจะตรวจจับ
เดซี่ที่อยากจะกล่าวดังๆว่า "เอาจริงหรือเ้าคะ!!!" แต่พอได้เห็นใบหน้าประดุจปีศาจนั่นแล้ว ถ้อยคำต่างๆกลับถูกกลืนลงไปเสียหมด เด็กหนุ่มคงมีแผนอยู่ในหัวอยู่แล้ว
.
.
.
.
ณ มหาแผ่นดิน...ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์...ณ ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง
ภายในห้องรับแขกห้องหนึ่ง สิ่งของต่างประดับไปด้วยความหรูหราองอาจ ปรากฏโต๊ะกลมที่ทำจากไม้อารักษ์และเก้าอี้อีกแปดตัวที่ล้อมโต๊ะเอาไว้ เครื่องประดับตกแต่งล้วนหรูหราไม่แพ้กัน ทว่า แรงกดดันภายในห้องครานี้ช่างสูงส่งนักราวกับสามารถเข่นฆ่ากันได้ทุกเมื่อ ปรากฏเป็ชายชราหกคน สถานะของพวกเขาไม่ธรรมดาเลยเพราะมีฐานะเป็ถึงเหล่าผู้าุโของตระกูลหลัว ซึ่งหนึ่งในหกประกอบไปด้วยผู้าุโใหญ่และผู้นำตระกูล ซึ่งผู้นำตระกูลก็มีฐานะเป็หนึ่งผู้ปกครองเมืองศักดิ์สิทธิ์ อำนาจของเขามีมากจนยากจะหยั่งถึง
ท่ามกลางบรรยากาศสุดกดดันเหล่าผู้าุโทั้งสี่คนกำลังถกเถียงกันภายใต้ข้อสนทนา "การประลองรุ่นเยาว์ของมหาแผ่นดิน"
"เก๋อหลัว!...เ้าบอกว่าวินเทอร์เฟียและเซอร์วอสตอบรับคำเชิญเช่นนั้นรึ?!!" ผู้าุโอู๋หลัวกล่าวอย่างตื่นตะลึง
ภายใต้การประลองของมหาแผ่นดินเป็ที่แน่นอนว่าพวกเขามักจะส่งสาร์นเพียงเพื่อจะเยาะเย้ยเหล่าสี่ราชอาณาจักรที่ยังคงสู้รบกันอย่างไม่จบไม่สิ้น พวกมันเป็ที่เย้ยหยันของผู้คนทั่วทั้งมหาแผ่นดิน ในขณะที่มหาแผ่นดินและสี่แดนเทพมนุษย์ต่างแสวงหาผู้มากพร์เพื่อที่จะร่วมใจกันปกป้องศัตรูจากนอกดินแดนมนุษย์ ไอ้พวกบ้านนอกนั่นกลับต่อต้านและสู้รบกันเอง พวกเขาต้องสูญเสียเหล่าอัจฉริยะไปมากขนาดไหนแล้ว จดหมายสาร์นจึงเป็เครื่องรางมัดหมายเหล่าอัจฉริยะของสี่ราชอาณาจักรเอาไว้ หากพวกเขาเป็อัจฉริยะจริงๆย่อมสามารถต่อกรกับผู้คนของมหาแผ่นซึ่งรางวัลของผู้ชนะนั่น จะถูกยอมรับเป็คนของมหาแผ่นดิน
ผู้เฒ่าเก๋อหลัวพยักหน้าเบาๆ ในทุกๆปี สี่ราชอาณาจักรไม่เคยเข้าร่วมประลองจริงจังเลยสักครั้ง พวกมันเพียงเดินทางมาดูการประลองเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชอาณาจักรวินเทอร์เฟีย เฮนโรวมักพาบุตรชายขององค์จักรพรรดิหรือราชันทรราชมาด้วยบ่อยครั้งถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยลงประลองเลยสักครั้งเดียว
"แล้วเซอร์วอสนี่มันอะไรกัน!!...ร้อยวันพันปีมันก็ไม่เคยเข้าร่วมเลยสักครั้งไม่แม้แต่จะมาดูการประลอง ทว่า ปีนี้กลับหาญกล้าส่งเข้าร่วมการประลองเลยงั้นรึ" ผู้าุโถิงหลัวกล่าวอย่างรังเกียจ
"พวกเขาส่งตัวแทนเข้าร่วมก็ดีแล้วมิใช่หรือ? อาจจะมีอัจฉริยะเกิดขึ้นจริงๆก็ได้" ผู้าุโชิงหลัวกล่าวอย่างสุขุมเยือกเย็น
"การประลองจะเริ่มในอีกสองวันข้างหน้านี่แล้ว พวกท่านยังไม่จัดเตรียมการต้อนรับปรมาจารย์จากสี่แดนเทพมนุษย์อีกงั้นรึ ช่างไร้ความรับผิดชอบกันเสียจริง" เสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น เขาเดินเข้าทางประตูก่อนจะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง
"เจียงหลัว!!...เ้านั่นแหละไร้ความรับผิดชอบ มาการประชุมของตระกูลสายเช่นนี้เ้าหมายความว่าอย่างไร" ผู้าุโเก๋อหลัวกล่าวอย่างเดือดดาด ที่เขากล่าวอย่างโมโหเช่นนี้เพราะหน้าที่รับผิดชอบเื่จัดเตรียมการต้อนรับ มันอยู่ในความรับผิดชอบของเขา
"ข้าเพียงติดธุระเกี่ยวกับการกำจัดพวกมดปลวกที่คิดหาญกล้าลอบเข้าเมืองศักดิ์สิทธิ์อย่างผิดกฏหมาย"
"วะฮ่าฮ่าฮ่า...อะไรกันเจียงหลัว เ้าดูถูกม่านป้องกันของผู้นำตระกูลเช่นนั้นรึ" ผู้าุโโม๋หลัวกล่าว เขาก็เพิ่งเข้ามาจากทางประตูเช่นกัน
"มันมิได้พังม่านเข้ามาหรอกพี่โม๋ มันเพียงกระทืบยามเฝ้าเมืองจะว่าไปพี่โม๋ก็มาสายมิใช่รึ?" ผู้าุโเจียงหลัวกล่าว
ผู้าุโโม๋ที่ได้ยินดังนั้นราวกับคืนสติเื่ที่ตนมาช้า เขาพลันโค้งคำนับไปทางผู้นำตระกูลและผู้าุโใหญ่ "ข้าขออภัย พี่ฉินหลัวและพี่ซานหลัว พอดีได้รับแจ้งมาว่านายน้อยแห่งตระกูลชิงหวนมีอาการาเ็ปางตายเนื่องจากเเื่การดูแลเหล่าตระกูลใหญ่อยู่ภายในการรับผิดชอบของข้า ข้าจึงไปสืบเื่และหาความเป็มาจึงทำให้มาสายขอรับ"
ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ ถ้อยคำสามคำนี้ต่างวนเวียนไปมาอยู่ภายในภวังค์ของผู้าุโเก๋อหลัว เขาพลันโกรธจนหน้าขึ้นเื!!
"พวกท่านจะกล่าวว่าข้าไร้ความรับผิดชอบไปมากถึงเพียงใด!!!"
ความเดือดดาดและรังสีฆ่าฟันที่ถูกปลดปล่อยออกมาพลันทำให้ผู้าุโใหญ่ไม่พอใจเพียงคำคำเดียว "เงียบ" ทั่วห้องพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า บ่งบอกถึงผู้าุโคนอื่นเคารพเขามากเพียงใดหรือกระทั่งอำนาจที่เขากุมเอาไว้ "เก๋อหลัว เจียงหลัว โม๋หลัว พวกเ้าทั้งสามไร้ความรับผิดชอบทั้งหมดนั่นแหละ ไม่มีข้ออ้างในหน้าที่ของพวกเ้าทั้งนั้น พวกเ้าแค่ต้องแบ่งเวลาให้พอเหมาะพอดีซึ่งพวกเ้ากระทำมันได้ไม่ดี" น้ำเสียงเยือกเย็นและสุขุมราวกับผู้ใหญ่สอนเด็กมิมีผิด
สิ้นเสียงของผู้าุโใหญ่เหล่าผู้ไร้ความรับผิดชอบทั้งสามพลันกล่าวอย่างพร้อมเพรียง "ขอประทานอภัยท่านพี่ซานหลัวและท่านพี่ฉินหลัวจริงๆขอรับ!!"
ก่อนผู้าุโใหญ่ซานหลัวจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง "แล้วลูกหลานของตระกูลชิงหวนเป็กระไรหรือ?"
"ข้าไม่ทราบขอรับเนื่องจากเขายังไม่ได้สติจึงไม่ทราบข้อมูลอะไรเลย ทว่า เส้นเืต่างะเิแตกออกคาดว่าถูกโจมตีจากมนุษย์เป็แน่เนื่องจากรอยหมัดยังคงประทับอยู่ที่หน้าท้องกระทั่งพยัคฆ์ครามก็สูญเสียไปขอรับและอาจมีความผิดปกติของอักขระเคลื่อนย้าย ทำให้เขากลับมามหาแผ่นดินด้วยร่างกายเปลือยเปล่า"
"สูญเสียสิ่งของระดับจักรพรรดิถึงสองชิ้นเลยงั้นรึ" ผู้าุโชิงหลัวกล่าว
"ประเด็นมิใช่ตรงนั้นประเด็นคือใครเป็ผู้กระทำต่างหาก" ผู้าุโโม๋หลัวกล่าวตอบ
ก่อนเสียงของบุคคลที่เงียบสงบมานานจะดังขึ้น "ช่างเื่พวกนั้นเถอะ การมาของปรมาจารย์ในครานี้พวกเขาต่างพาศิษย์เอกมาด้วย" ผู้นำตระกูลฉินหลัวกล่าว
!!!!!
"พี่ฉิน! พี่จะบอกว่าเหล่าปรมาจารย์พาศิษย์เอกที่แกร่งดั่งสัตว์ประหลาดมาด้วยหรือ!!" ผู้าุโทั้งหกกล่าวอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าล้วนปรากฏความประหลาดใจก่อนผู้าุโชิงหลัวจะกล่าว "พวกเขาแข็งแกร่งกว่ารุ่นเยาว์ของมหาแผ่นดินเราเป็แน่แท้อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นการมาเยือนมีจุดประสงค์อะไรกัน?"
"การเปิดมิติของูเาศตวรรษ" สิ้นเสียงผู้นำตระกูล เหล่าผู้าุโทั้งหมดกลับสีหน้าเป็ตื่นตะลึงงันเว้นแต่ผู้าุโใหญ่เท่านั้น เขาทราบเื่นี้อยู่ก่อนแล้ว
"อะไรกัน!! อีกตั้งแปดสิบกว่าปีถึงูเาศตวรรษจะเปิดออก" ผู้าุโโม๋กล่าวอย่างตื่นใ
"ปรมาจารย์ฝู่ชิงบรรลุเคล็ดวิชาสรรพเวทย์แล้ว ท่านมั่นใจว่ายามนี้สามารถเจาะบทร่ายของมิติูเาศตวรรษให้มันทำการเปิดไปตลอดกาล ไม่สิ ถ้าตามที่ท่านกล่าวหากแกนหลักของมิติถูกนำออก มิติจะปิดตัวลงไปเอง"
!!!!
"หากมิติเปิดได้จนกว่าแกนหลักจะถูกนำออก ถ้าเช่นนั้นสมบัติั้แ่สองร้อยปีก่อนทั้งหมดจะถูกค้นหาได้แล้วสิ!!!" ผู้าุโโม๋กล่าว
"ถูกต้อง"
กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ
ปรากฏน้ำเสียงสุดทรงพลังอำนาจกระทั่งระดับผู้าุโที่ได้ยินยังััได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันทั่วทั้งร่างราวกับเป็เสียงที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรก ความหวาดหวั่นเกรงกลัวพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าของชายชราทั้งแปดแปรเปลี่ยนเป็จริงจังอย่างที่สุด หน้านิ่วคิ้วขมวดพลันเส้นเืที่ปูนโปดทั่วทั้งหน้า แววตาที่จวนจะปิดของผู้นำตระกูลพลันเบิกโพลง ก่อนชายชราทั้งแปดจะหายวับไปจากห้องในพริบตา!!
เรือนร่างทั้งแปดกลับมาปรากฏสู่หอคอยชั้นบนสุดมันเป็หอคอยสังเกตการณ์ซึ่งอยู่ห่างจากตัวบ้านของผู้ปกครองมากถึงสามกิโลเมตร ทว่า ชายชราทั้งแปดกลับเคลื่อนไหวมา ณ ที่แห่งนี้ได้ในพริบตาเป็ที่แน่นอนแล้วว่า พวกเขาสามารถใช้เวทย์มิติได้ พวกเขาเพิ่งวาปมายังบนสุดของหอคอยซึ่งไม่รู้ว่าทำไมชายชราทั้งแปดจะต้องก้มหน้าเสมอเวลาทำการเคลื่อนย้ายมิติราวกับเป็วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาก่อนเสียงผู้นำตระกูลจะดังขึ้น "อสูรกายที่หาญกล้าบุกรุกเมืองศักดิ์สิทธิ์ นานแค่ไหนแล้วที่พวกเราไม่ได้กำจัดอสูรน่ะ" น้ำเสียงสุขุมและเยือกเย็น
สิ้นเสียงสุดสุขุมผู้นำตระกูลเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนแหงนหน้ามองท้องนภาได้ช้าที่สุด ในขณะที่ชายชราอีกเจ็ดคนอยู่ในอาการช็อคค้างราวกับรูปปั้น ทันทีที่ได้เห็นเรือนร่างของอสูรกายตนนั้น ใบหน้าถึงกับแข็งค้างพลางดวงตาที่เบิกโพลงปานถลน ความสุขุมเยือกเย็นมลายหายไปอย่างมิอาจควบคุม ตัวตนเบื้องหน้ามันน่าเหลือเชื่อจริงๆ
ชายชราทั้งแปดพลันโพล่งคำออกมาอย่างพร้อมเพรียง "มะ...ั!!!"
...สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,083 พลังกาย:79,721 พลังเวทย์:659,034 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ