บทที่ ห้าสิบหก
ครบสิบเจ็ด
รถม้าสีดำเคลื่อนไปตามเส้นทางสายหลักของเมืองในยามบ่ายซึ่งเป็นรถม้าของจวนหลินฝูโหวผู้ทรงเกียรติโดยมีจ้าวจวิ้นหยางที่อาสาพามารดาไปเยี่ยมเยือนที่จวนสกุลฟ่านด้วยกันเขานั่งข้างมารดาอย่างเงียบๆ ขณะที่เสียงนุ่มของสตรีสูงวัยเอ่ยไปตามภาษา “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คุณหนูฟ่านจะอายุใกล้สิบเจ็ดแล้วข้ายังจำได้ว่าพิธีปักปิ่นที่นางจัดเมื่อสองปีก่อนเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”
ซึ่งโดยปกติเขาจะไม่ค่อยใส่ใจ เพียงปล่อยให้มารดาพูดและนานๆจึงตอบอืมสักหนึ่งคำ แต่คำพูดนั้นทำให้จ้าวจวิ้นหยางละสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างมุมปากเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกำลังนึกตาม ‘วันที่ฟ่านหนิงทำพิธีปักปิ่น’ มารดาของเขาก็ได้รับเชิญจากเสียนไท่เฟยให้ไปร่วมด้วยครั้งนั้นเสียนไท่เฟยถึงกับได้รับอนุญาตให้ออกจากวังเพื่อมาปักปิ่นให้หลานสาวด้วยตนเองแต่อย่างไรทั้งหมดนั้นก็เป็นสิ่งเขาได้ยินมาเท่านั้น เพราะในตอนนั้นเขาไม่ได้ไปร่วมงานแม้มารดาจะเคยเอ่ยชักชวน แต่เขาก็ไม่เห็นเหตุอันใดต้องไป
กลับกันเวลานี้กลายเป็นความเสียดายลึกๆ หากวันนั้นเขาไปคงได้เห็นภาพที่ใครต่อใครเล่าขานว่าฟ่านหนิงงดงามอ่อนหวานนัก เฮ่อ…ช่างเถิด เรื่องที่เกิดไปแล้วย้อนแก้ไม่ได้ แค่เพียงวันนี้เขาได้เห็นนางในชุดงดงามที่ต้องเรียกว่าแปลกตาเพราะนานครั้งจะได้เห็นนางสวมชุดสีอ่อนสดใสเช่นหญิงสาววัยเดียวกันยามคิดถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่ ฟ่านหนิงในชุดไหมสีเงินเดินย่างเข้ามาในโถงใบหน้ามีริ้วแดงระเรื่อทันทีที่เห็นว่าในโถงมีตัวเขาอยู่ด้วย ความคิดนั้นทำให้หัวใจของจ้าวจวิ้นหยางเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวรอยยิ้มบางจึงปรากฏบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ส่วนมารดาที่นั่งเคียงข้างกลับพูดต่อราวไม่ทันเห็นการเปลี่ยนแปลงของบุตรชาย“แต่แม่ว่าอีกสักวันสองวันคงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมท่านหญิงรั่วหานเสียหน่อยท่านหญิงอุตส่าห์กลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว..”
ระหว่างที่ยิ้มมีความสุข แต่พอมารดาเพียงเอ่ยชื่อนั้นจ้าวจวิ้นหยางก็หลุดจากภวังค์ทันที ท่านหญิงรั่วหาน…ใช่แล้วนางคือมารดาของท่านหญิงเซียวหนา เพียงแค่เอ่ยถึงเขาก็รู้ทันทีว่ามารดาของตนหมายถึงอะไร ‘อยู่ที่จวนสกุลฟ่านตั้งนาน กลับไม่เห็นมารดามองใครในแง่นั้น’ แต่กลับอยากหาคู่ครองให้เขาเสียทันทีที่ก้าวออกมาคราวนี้มารดาก็คงเล็งท่านหญิงเซียวหนาเป็นแน่
เขาเพียงหลุบตาลงอย่างเหนื่อยใจ ไม่อยากโต้แย้งในยามนี้รู้เพียงว่าหากท่านหญิงเซียวหนารู้ว่ามารดาของเขาหมายตาไว้คงยินดีตอบรับไม่รีรอเช่นกัน เพราะจากท่าทีที่นางมีให้เขาตอนงานเลี้ยงโคมไฟในวัง… ไว้เขาคงต้องหาวิธีหยุดมารดาเสียหน่อยแล้ว
หลังส่งมารดาถึงจวนหลินฝูโหวแล้วจ้าวจวิ้นหยางก็ไม่รั้งรอรีบเดินทางไปยังที่สำนักผู้ตรวจการเพื่อทำงานต่อรถม้าหยุดหน้าประตูใหญ่ที่มีป้ายเขียนด้วยอักษรทองอันสง่างาม เขาก้าวลงจากรถม้าสวมชุดขุนนางม่วงเข้มประจำตำแหน่งแววตาเรียบขรึมปรับให้เหมาะกับสถานที่เมื่อเข้าสู่ที่ทำงาน
จ้าวจวิ้นหยางเดินมาถึงห้องประจำตำแหน่งสิ่งที่รอต้อนรับคือกองเอกสารสูงพะเนินเช่นทุกทีที่แห่งนี้ทุกกรมต่างส่งเรื่องราวเข้ามาอย่างไม่ขาด เขาในฐานะผู้ตรวจการต้องใช้สายตาอันเฉียบคมมองหาจุดผิดพลาดจากสิ่งเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีงานจากเบื้องบนสั่งมาเป็นพิเศษหน้าที่ที่ต้องอาศัยการจดจำและการช่างสังเกตมากที่สุด
งานนี้หาใช่ความสามารถเพียงอย่างเดียวแต่ต้องได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ด้วยเพราะตำแหน่งนี้แม้จะเป็นขุนนางขั้นสามแต่ก็อาจจะเหนือกว่าขุนนางขั้นหนึ่งเพราะมีอำนาจมากเขาจะใช้ตราผู้ตรวจการเปิดเอกสารลับใดๆ ก็ได้ มีคำสั่งค้นทั้งหกกรมก็ได้เพราะเขาขึ้นตรงต่อผู้มีอำนาจสูงสุดผู้เดียว...ฮ่องเต้
แต่ความจริงแล้วครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนจะเข้ามารับตำแหน่งนี้ตอนที่ไปกราบทูลกับฮ่องเต้ว่าตนพร้อมรับตำแหน่งแล้วฮ่องเต้ยังแปลกพระทัยที่เขาจู่ๆ วันหนึ่งก็เสนอตัวพร้อมเป็นขุนนางนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจุดเริ่มต้นมาจากถ้อยคำที่ได้ยินได้ของสตรีผู้หนึ่ง “เกิดมาเป็นพหูสูต เสียก็แต่เลือกใช้ไม่เป็น” คำพูดนั้นยังคงก้องในหู เขาถึงอยากรู้นักว่าความสามารถเขามันจะช่วยอะไรได้มากขนาดไหนเพราะทุกวันนี้สิ่งที่เจอในงานก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ทำให้ความคิดเขาเกิดความกระฉับกระเฉงได้
จ้าวจวิ้นหยางตรวจงานจนเวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยามเสียงพลิกคลี่หนังสือบ้าง ม้วนกระดาษบ้างดังไม่ขาดสาย จนในที่สุดก็ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้วเขาจึงคิดว่าจะตรวจบัญชีภาษีของกรมคลังของฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผ่านมาอีกสักเล่มแล้วค่อยกลับจวน
เมื่อเปิดออกอ่านสายตาคมก็จับไปยังบัญชีที่เหมือนจะปกติแต่ความจริงไม่สอดคล้องยิ่งพลิกดูไปก็ยิ่งเห็นจุดที่น่าสงสัย หัวคิ้วเข้มค่อยๆ ขมวดแน่นสายตากวาดไปทั่วหน้าเอกสารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะวางพู่กันลงแล้วเอ่ยเสียงดังเรียกเจ้าหน้าที่หน้าห้อง“ไปนำบัญชีภาษีย้อนหลังจากหัวเมืองทางใต้ทุกเมืองมาให้ข้าตรวจย้อนไปสามปีเต็ม!”
เสียงหนักแน่นของเขาดังไปทั่วห้องทำงานเสมียนผู้ช่วยที่รับคำสั่งถึงกับสะดุ้งแล้วรีบโค้งรับก่อนจะวิ่งไปปฏิบัติตามเพราะนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกเรียกให้ทำงานด้วยน้ำเสียงรีบเร่งจ้าวจวิ้นหยางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้ หรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับบางสิ่งบางอย่างเริ่มเผยตัว เขาเองยังไม่รู้ไม่แน่ว่าจะเจอกับเรื่องใดแต่สัญชาตญาณบอกว่ามิใช่เรื่องเล็กแน่นอนนี่อาจจะเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ความคิดของเขากระฉับกระเฉงกระมัง
….
วันที่สามเดือนสิบเอ็ดซึ่งเป็นวันเกิดของฟ่านหนิงซึ่งจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพียงการกินข้าวในครอบครัวที่เรือนหลักของจวนสกุลฟ่านบนโต๊ะอาหารไม้หอมทรงยาวมีสำรับเรียงราย ทั้งปลานึ่งซีอิ๊ว หมั่นโถวร้อนไก่ต้มสมุนไพร และซุปกระดูกหมูใส่เก๋ากี้ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง
ช่วงเย็นของวันฟ่านซือหมิงผู้เป็นบิดาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มซึ่งด้านซ้ายมือคือฮูหยินฟ่านซุนหงเยว่ในชุดลายดอกเหมยบานบนชายแขนเสื้อยิ่งทำให้นางดูอ่อนเยาว์กว่าการที่จะมีบุตรีอายุสิบเจ็ดส่วนฟ่านเฉิงน้องชายสวมเสื้อคลุมสีเขียวสดใส ดวงตากลมโตยังเต็มไปด้วยความซุกซนเขานั่งโยกขาอยู่ปลายโต๊ะ
ขณะที่ฟ่านหนิงเจ้าของวันเกิดนั่งสงบกิริยาในชุดผ้าไหมสีส้มปักลายวิจิตรที่สาบเสื้อและมีนกกระสาเหนือบัวอ่อนช้อยที่ชายกระโปรงริมฝีปากนางยกยิ้มบางแม้ก่อนหน้านี้จะบอกกับทุกคนว่าไม่จำเป็นต้องมีงานอะไรเพราะวันเกิดสิบเจ็ดปีไม่นับว่ามีอะไรพิเศษ แต่ใจลึกๆ ก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ดี
ส่วนฟ่านลี่น้องสาวต่างมารดาไม่ได้มาร่วมทานอาหารด้วยโดยให้บ่าวมาส่งข่าวว่านางไม่ค่อยสบาย ต้องขออภัยพร้อมส่งของกำนัลมาวางไว้ที่เรือนใหญ่ด้วยซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ฟ่านหนิงพอใจอยู่พอดี คือต่างคนต่างอยู่
และถึงแม้ว่าฟ่านหนิงจะไม่ได้จัดงานวันเกิดแต่ก็ยังมีของขวัญกำนัลที่ได้รับมามากมายอยู่ดีทั้งจากญาติห่างไกลและสหายสนิทเช่นของเสียนไท่เฟยที่ส่งมาคือผ้าคลุมไหล่ไหมทอลายพิเศษจากวังสีขาวประดับดิ้นเงินวิจิตร งดงามจนฮูหยินฟ่านถึงกับอุทานชื่นชม ส่วนไป๋จิ้งหลิงส่งพู่ห้อยประดับหยกขาวแกะสลักรูปดอกเหมยเล็กๆอวี่ฮวาส่งตำราวรรณคดีหายากเล่มหนึ่งปกปิดด้วยผ้าผืนงาม หวงซูหรงมอบกล่องเครื่องหอมแกะลายกระเรียนเมื่อเปิดออกกลิ่นดอกโบตั๋นหอมหวานฟุ้ง
แม้แต่องค์หญิงฉิงก็ส่งเครื่องประดับปิ่นปักผมทองคำฝังอัญมณีสีชมพูสดแวววาวสะดุดตาจนฟ่านเฉิงเอ่ยชม “สวยขนาดนี้ พี่เหยาจูต้องตัดชุดใหญ่ใส่คู่กันเสียแล้ว” ทำเอาทุกคนหัวเราะตามๆ กัน
และไม่คาดคิดจ้าวจวิ้นหยางก็ส่งของมาพร้อมกับมารดาแต่แยกต่างหากอีกด้วยกล่องไม้หอมแกะลายฉลุ เมื่อเปิดออกภายในคือกำไลหยกเนื้อเขียว สลักลวดลายก้อนเมฆวนแต่ฟ่านหนิงมองดูแล้วกำไลนั้นดูใหญ่ไปเล็กน้อยสำหรับข้อมือสตรีฟ่านหนิงจ้องมองนิ่งแต่ไม่พูดอะไร มีเพียงมารดาที่หัวเราะพลางเอ่ย “สงสัยซื่อจื่อนี่คงจะไม่เคยเลือกเครื่องประดับให้สตรีมาก่อนกระมังจึงได้เลือกชิ้นโตเช่นนี้”บิดาก็ยิ้มรับพลางส่ายหน้าเบาๆ
แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีของจากสกุลเจิ้งก็ถูกส่งมาเช่นกันกล่องหนึ่งเป็นของสกุลเจิ้งซึ่งคงเป็นของเจ้ากรมเจิ้งและฮูหยินส่วนอีกกล่องแยกออกมาเป็นของเจิ้งเปาหย่งโดยเฉพาะซึ่งของสกุลเจิ้งก็คือแจกันเคลือบลายดอกไม้ เห็นปุบก็รู้ว่าเป็นของมีราคาสูงส่วนเจิ้งเปาหย่งนั้นส่งชุดปักดิ้นทองรูปผีเสื้อ ฟ่านหนิงรับเพียงตามมารยาทแต่สายตากลับไม่ชอบใจนัก ไม่ใช่เพราะของแต่เป็นเพราะคน
หลังได้เปิดของกำนัลออกดูจนครบครอบครัวก็พากันกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้งบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารครึกครื้นและความปีติยินดี บิดาเอ่ยถามบุตรีคนโต “เหยาจู เจ้าก็อายุสิบเจ็ดแล้วได้คิดจะขอสิ่งใดจากพ่อของเจ้าหรือไม่”
ฟ่านหนิงส่ายหน้ายิ้มส่งให้อย่างเอาอกเอาใจบิดา “ลูกไม่อยากได้สิ่งใดเจ้าค่ะเพียงได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ก็ดีแล้ว อยากทำแบบนี้ไปทุกๆ ปี”
แต่ฟ่านเฉิงกลับดันตัวเข้ามารีบเอ่ยเสริมทันที “พี่เหยาจูโกหกแน่ๆ ของขวัญตั้งมากมายจึงบอกว่าไม่อยากได้อะไรอีก เพราะได้มาเยอะแล้ว...”
มารดาหัวเราะเอ็นดูพลางตักน้ำแกงใส่ถ้วยให้บุตรชาย “หืม...เด็กคนนี้เจ้าเองก็คงอยากได้ของขวัญไม่ใช่หรือถ้าถึงวันเกิด”
เด็กชายผงกศีรษะ “หากข้าเกิดวันเดียวกับพี่ก็ดีสิ” ฟ่านเฉิงบ่นพึมพำปากเล็กๆ แหลมขึ้นอย่างน่าเอ็นดู
“แต่วันเดียวกันของทั้งหลายก็แบ่งสองนะพี่ว่าคนละวันจะดีกว่านะ” จบคำของเจ้าของวันเกิดทุกคนก็หัวเราะพร้อมกันไม่เว้นแม้แต่คนที่อยากมีวันเกิดวันเดียวกับพี่สาว
ก่อนที่บิดาจะมองไปที่ลูกสาวด้วยสายตาอ่อนโยนยกมือลูบศีรษะฟ่านหนิงอย่างรักใคร่“เจ้าเติบโตขึ้นทุกวัน พ่อหวังเพียงให้เจ้ามีความสุขอีกหน่อยแต่งออกไปก็ไม่ลำบาก ได้บุรุษที่ดูแลเจ้าได้ดีเช่นที่พ่อคนนี้รัก ห่วงและดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
ฟ่านหนิงก้มหน้ารับแต่ไม่ยิ้ม “เช่นนั้นท่านพ่อก็ต้องให้ฟ่านหนิงเลือกด้วยตัวเองนะเจ้าคะ” นางเอ่ยต่อรองโดยไม่ใช่การล้อเล่น นางต้องการเช่นนี้จริงๆน้ำเสียงของนางเคร่งขึ้นจนคนเป็นบิดาก็รู้สึกได้
ฟ่านซือหมิงนิ่งครุ่นคิดไปครู่ใหญ่ “ได้เพราะเจ้าจะเป็นคนที่อยู่กับคนผู้นั้นมิใช่บิดา เจ้าควรมีสิทธิ์เลือก”
คำพูดของบิดาทำให้ฟ่านหนิงน้ำตารื้นมาเอ่อที่หางตา หัวใจอบอุ่นจนแทบล้นออกมาบิดาของนางรักนางยิ่งกว่าใคร ท่านพ่อทำทุกอย่างก็เพื่อนางชาติที่แล้วพลาดพลั้งไปก็แค่เรื่องนี้จึงทำให้ชีวิตถึงกลับสูญสิ้นท่านถูกตัดสินลงโทษมากเกินควรจริงๆ
หลังจากร่วมโต๊ะมื้อค่ำวันเกิดกับครอบครัวฟ่านหนิงก็กลับมาที่เรือนของตนเองในช่วงยามซวี [1]แสงตะเกียงน้ำมันถูกจุดสว่างทั่วห้องรอการกลับมาอยู่ก่อนแล้วโดยด้านหลังมีสาวใช้ทั้งสามเดินตามมา หวังจิ้งหยูหวังจิ้งเหมยและจางไป๋ซินที่ต่างช่วยกันขนของกำนัลที่ได้รับมาตั้งเรียงรายในห้อง
หน้าที่หลังงานเลี้ยงคือพวกนางต้องช่วยกันแยกของไปตามประเภทหีบใส่ผ้าไหมไปอีกห้อง เครื่องประดับลงตู้ลิ้นชักกล่องเครื่องหอมก็ถูกเก็บเข้าชั้นไม้หอมทีละชิ้นทุกคนวุ่นวายแต่ไม่สับสนเพราะรู้หน้าที่กันอย่างดี
จนกระทั่งหวังจิ้งเหมยเป็นคนหยิบกล่องของกำนัลของเจิ้งเปาหย่งขึ้นมานางเห็นของในมือเป็นของใครก็ทำหน้ามุ่ยแล้วถามขึ้นว่าผู้เป็นนายทันที
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะของคุณชายเจิ้งผู้นี้ จะให้บ่าวเอาไปเก็บที่ไหนดีเจ้าคะ”
ฟ่านหนิงที่กำลังนั่งเอนอยู่บนเก้าอี้พิงพนักไม้แกะสลักเงยหน้าขึ้นมองแล้วเลิกคิ้วสูงรู้ดีว่าหวังจิ้งเหมยถามเช่นนี้เพราะรู้ว่านางไม่ชอบขี้หน้าเจิ้งเปาหย่งและก็รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วด้วยเพราะฟ่านหนิงตัดสินใจบอกไปแล้วว่าบุรุษที่ฟ่านลี่แอบส่งสารรักก็คือเจิ้งเปาหย่งเพราะฉะนั้นหวังจิ้งเหมยจึงพลอยไม่ชอบคุณชายเจิ้งไปด้วย
หลังเอ่ยถามจบหวังจิ้งเหมยยังบ่นพึมพำต่อ “บุรุษหน้าไม่อาย!มือหนึ่งลักลอบติดต่อคุณหนูรองในที่ลับอีกมือกลับยื่นของกำนัลมาให้คุณหนูใหญ่ หวังจะเกี้ยวพาในที่แจ้ง บุรุษเช่นนี้…น่าขยะแขยงนัก”
ฟ่านหนิงหัวเราะหยัน แววตาหยีเล็กน้อยด้วยความขบขันท่าทางรังเกียจของสาวใช้ที่มีต่อของชิ้นนั้น“เช่นนั้นของคนผู้นั้นน่ะหรือ…เอาไปวางเก็บในห้องเก่าๆที่ชื้นจนราขึ้นยิ่งดี หากมีปลวกมากัดกินจนเหลือแต่เศษก็ยิ่งดีใหญ่”
หวังจิ้งเหมยได้ยินก็หัวเราะร่ายกของขึ้นรับคำสั่งอย่างเต็มใจ “บ่าวจัดการให้ตามนั้นเจ้าค่ะ”
ขณะเดียวกันหวังจิ้งหยูที่กำลังตรวจอีกกองก็หยิบกล่องไม้แกะลายฉลุขึ้นมานางถามเสียงเรียบแต่แฝงแววล้อเลียนน้องสาวที่อารมณ์ร้อน “แล้วของซื่อจื่อหลินฝูโหวเล่าคะจะให้บ่าวเก็บไว้ที่ใด”
ฟ่านหนิงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นนึกขึ้นได้ว่าของที่ว่าคือกำไลหยกนางกวักเรียกให้เอาของชิ้นนั้นเพื่อมาดูใกล้ๆแล้วยื่นมือเรียวขาวไปรับจากหวังจิ้งหยู พอลองจับก็รู้สึกถึงความหนักของเนื้อหยกเมื่อหยิบมาพิจารณาใกล้ตาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“ยังคงใหญ่เกินไปจริงๆ” นางพึมพำเสียงเบาคิดถึงคำพูดของมารดาที่เอ่ยล้อเลียนไปบนโต๊ะอาหาร “หรือเพราะเขาไม่เคยซื้อของให้สตรีจึงไม่รู้ขนาด แต่ถึงอย่างไรหากใครมองยังไงก็เห็นว่ามันใหญ่กว่าปกติอยู่ดีไม่ใช่หรือ”
สายตาคมสวยกลอกขึ้นด้านบน “หรือคงเพราะเขาคงเลือกของส่งๆไม่ใส่ใจมากกว่า!” นางจึงคิดว่าจะเก็บกำไลหยกลงกล่องเพื่อหาที่เก็บทิ้งไว้สักทีเพราะคิดว่าคงไม่ได้ใช้แน่ทว่าจางไป๋ซินที่กำลังช่วยจัดเรียงหีบอยู่หันมาทันเห็นพอดี
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่” เสียงนางขัดขึ้นอย่างรีบเร่ง
ฟ่านหนิงหันไปมองอย่างแปลกใจ “มีสิ่งใดหรือ”
จางไป๋ซินเดินตรงเข้ามาแล้วก้มลงพิจารณากำไลหยกในมือคุณหนูใหญ่ใบหน้านางจริงจังผิดจากปกติแล้วพอมั่นใจก็เอ่ยต่อ “ของชิ้นนี้…มิใช่กำไลหยกธรรมดาเจ้าค่ะ แต่เป็นกำไลซ่อนอาวุธลับ”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันใดหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยหันขวับมามองเพราะอยากรู้
จางไป๋ซินเริ่มใช้นิ้วลูบเบาๆ ตามขอบกำไลสายตาพินิจทุกจุดแล้วกล่าวต่อ “ช่างที่ทำมีฝีมือสูงนักซ่อนกลไกได้แนบเนียนจนไม่มีรอยให้เห็น แต่บ่าวมั่นใจว่ามันสามารถซ่อนอาวุธได้หลายชิ้นทีเดียวอาจจะต้องให้ซื่อจื่อที่เป็นผู้มอบให้มาไขปริศนาอีกที…”
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างอย่างไม่น่าเชื่อ ก้มลงดูใกล้ๆ อีกครั้งคราวนี้เมื่อตั้งใจมากขึ้น ก็สังเกตเห็นว่าอาจจะมีกลไกเล็กๆ ซ่อนอยู่กับละเอียดที่แกะสลักซ่อนอยู่ได้จริงๆยิ่งนึกถึงบุรุษผู้นั้นขึ้นมาก็ยิ่งเห็นว่าเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นคนอื่นส่งมานางคงไม่เชื่อแน่เพราะหากเป็นจ้าวจวิ้นหยางแล้ว…ก็เป็นไปได้ทุกอย่าง
อีกอย่างเขาก็ย่อมรู้ว่านางเคยพกกำไลมีดสั้นไว้ป้องกันตัวตั้งแต่ตอนเดินทางไปมู่ก่านเขาจึงเลือกสิ่งนี้ให้เป็นของกำนัล นี่มิใช่แค่กำไลประดับทั่วไปจริงๆ …สมกับเป็นจ้าวจวิ้นหยาง
ริมฝีปากของนางยกยิ้มจางๆความคิดที่เคยหาว่าเขาส่งของมาแบบมั่วๆ เลือนหายไปสิ้นเปลี่ยนเป็นความพอใจที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ
“หากเช่นนั้นก็…นำไปวางไว้ข้างโต๊ะเครื่องแป้งเถิด” ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบแต่แววตาเป็นประกาย“ไม่แน่ วันหนึ่งข้าอาจจะได้หยิบมาใส่”
หวังจิ้งหยูรับคำทันที ยกกล่องไปวางด้วยความระมัดระวังส่วนหวังจิ้งเหมยกับจางไป๋ซินก็หันมายิ้มให้กันอย่างเข้าใจ
[1] ยามซวี(เวลา 19.00 – 21.00 น.)
--------------------------------------------------
หรี่ตามองน้องหนิง ส่วนสาวใช้ได้กลิ่นแรงมาก ซื่อจื่อคนนี้นี่ยังไงน้าาาา ทำไมดูแปลกๆกันนะ
แต่สัญชาตญาณบอกคนนี้มาแรง 5555
// วันนี้กดใจให้เชิงเชิงหรือยังน้าา ฝากกดจิ้มๆ ข้อความคอมเม้นให้ทีนะคะ //