บทนำ เหตุเกิดที่สำนักซานแห่งหุบเขาเจี้ยนฝู
“โอะ โอ้ยยย เบามือหน่อย”
“สมน้ำหน้า! ไม่เป็วรยุทธ์ ใครใช้ให้ะโลงไปในสังเวียน”
“ใครบอกว่าข้าตั้งใจะโลงไป ข้าถูกผลักให้ตกลงไปต่างหาก!”
ใต้เงาต้นหลิวสูงห้าวามีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยสี่ขวบสองชีวิตกำลังทุ่มเถียงกันตามประสา คนหนึ่งอ่อนวรยุทธ์ คนหนึ่งเก่งกล้าไม่เป็รองใคร แต่น่าเลื่อมใสยิ่ง ที่พวกเขาทั้งคู่ยังคงเป็สหายที่ดีต่อกัน
ไป๋หลิงเยี่ย ศิษย์เอกแห่งหุบเขาเจี้ยนฝู ผู้ถูกทำนายว่า ก่อนอายุครบสิบแปดปีจะเผชิญคราวเคราะห์ครั้งใหญ่ หากรอดไปได้ หลังจากนั้นจะกลายเป็เ้าหุบเขาเจี้ยนฝูคนต่อไป
ไฉหรงฉ่าง บุรุษที่ปรารถนาเป็ผู้เยาว์ไปชั่วชีวิต ด้วยถือคติที่ว่า จะโตไปทำไม? ในเมื่อเป็ผู้ใหญ่แล้วเหนื่อย สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของหรงฉ่างไม่ใช่วิชาลับ ไม่ใช่กระบี่ และยิ่งไม่ใช่การแก่งแย่งหรือก้าวขึ้นเป็ผู้นำ แต่ความสุขของหรงฉ่างเป็เพียงเื่เรียบง่าย ที่คนทั่วไปแทบคาดไม่ถึง นั่นก็คือ ปรารถนาให้มีของอร่อยให้กินครบสามมื้อก็พอ
“ไป๋หลิงเยี่ย เ้าเป็ถึงศิษย์เอกของท่านอาจารย์าุโ ใคร ๆ ก็อยากเป็สหายกับเ้า ทำไมเ้าต้องให้ความสำคัญกับไฉหรงฉ่างด้วย เขาเป็แค่ลูกศิษย์หางแถว ไร้พร์ของผู้ฝึกยุทธ์ ใช่ว่าเ้าจะไม่รู้”
เสียงสนทนาของหลิงเยี่ยกับหรงฉ่างสิ้นสุดลง เมื่อมีเสียงเสียดสีของศิษย์สำนักเดียวกันดังมาจากมุมหนึ่ง มิ่งซีถวน คือศิษย์อันธพาลวัยหกขวบที่ท่านอาจารย์รองเลี้ยงไว้ แต่เดิมเขาถูกรับเข้าสำนักด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่เป็ที่้าของครอบครัว นักเบิกฟ้าทำนายไว้ว่า มิ่งซีถวนคือตัวขัดลาภลอยของตระกูล เพราะแบบนี้มิ่งซีถวนจึงถูกบิดาบังเกิดเกล้าส่งมาไว้ที่หุบเขาเจี้ยนฝู
มิ่งซีถวนไม่เป็ที่รักของใครสักคน แม้แต่ครอบครัวของตัวเองก็ไม่้ามีเขาในทำเนียบตระกูล นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มิ่งซีถวนกลายเป็คนก้าวร้าว พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็จุดสนใจ และเป็ที่ยอมรับ
สุดท้ายมิ่งซีถวนก็ค้นพบว่า การรังแกคนอื่นสามารถเรียกทุกคู่สายตาให้หันมามองเขาได้ แต่คนวัยเดียวกันกับมิ่งซีถวน นับว่ามีฝีไม้ลายมือในการต่อสู้ เป็เื่ยากที่จะไปหาเื่คนพวกนั้น
ดังนั้นเ้าอ้วนไฉหรงฉ่าง จึงกลายเป็เป้าหมายหลักของมิ่งซีถวน นานวันเข้าทั้งคู่ก็กลายเป็ศัตรูคู่อาฆาตกันโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นท่าไม่ดีและไม่ชอบเห็นผู้อื่นถูกรังแก ชายวัยเยาว์ผู้ชอบผดุงความยุติธรรมอย่างไป๋หลิงเยี่ย จึงสอดมือเข้ามาช่วย และมักสบโอกาสได้ปกป้องไฉหรงฉ่างเสมอมา
ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่…
ทว่ารู้ตัวอีกทีไฉหรงฉ่างกับไป๋หลิงเยี่ยก็ได้กลายเป็สหายรักของกันและกันไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
วันนี้เป็วันประลองวิชา...
กฎกติกามีอยู่ว่า ศิษย์ในสำนักที่ฝึกวิชายุทธ์ก้าวหน้าหนึ่งขั้น จะต้องลงไปประลองวิชาในลานสังเวียนเพื่อทดสอบความก้าวหน้าของตัวเอง ซึ่งการประลองประเภทนี้จะจัดขึ้นเพียงปีละสองครั้งเท่านั้น
หากใครยังไม่ก้าวหน้าหรือไม่พร้อมลงประลองในรอบนี้ สามารถรอประลองในอีกครึ่งปีให้หลังก็ได้ แน่นอนว่าวันนี้ไม่ใช่วันผงาดของไฉหรงฉ่างอยู่แล้ว เ้านั่นมีแต่กินกับนอน วัน ๆ แอบขโมยซาลาเปาจากโรงครัวจนติดเป็นิสัย จะเอาความสามารถที่ไหนไปประลองยุทธ์กับคนในสังเวียน
“มิ่งซีถวน! คนที่ผลักข้าจนตกลงไปในลานสังเวียน คือเ้าใช่หรือไม่!” ไฉหรงฉ่างะโลงมาจากโคนต้นหลิว เพื่อชี้หน้ามิ่งซีถวนโดยเฉพาะ ด้วยเห็นว่ามีไป๋หลิงเยี่ยคอยหนุนหลัง เลยใจกล้าขึ้นมาเป็เท่าตัว
“ถ้าใช่! แล้วจะทำไม? น้ำหน้าอย่างเ้าทำอะไรข้าได้งั้นหรือ” มิ่งซีถวนเท้าเอวหนึ่งข้าง มืออีกข้างถือเศษไม้ไผ่แคะขี้ฟันไปด้วย ท่าทางของเขาเหมือนอันธพาลน้อยไม่มีผิด
“เพ้ย!!! พูดมาได้! ว่าน้ำหน้าอย่างข้าทำอะไรเ้าไม่ได้ หากวันนี้ถอนฟันเ้าไม่ได้ อย่าเรียกข้าว่าไฉหรงฉ่าง!!!” คำพูดของหรงฉ่างโอหังมาั้แ่ไหนแต่ไร ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกท่านอาจารย์าุโคอยให้ท้าย
“สมแล้วที่เป็เ้า อวดดีเสมอต้นเสมอปลาย หากคิดว่าตัวเองแน่! งั้นก็เข้ามา!” มิ่งซีถวนวาดฝ่ามือหล่อรวบให้เป็อันหนึ่งอันเดียวกับมวลธุลีในอากาศ ก่อนจะแยกขาส่องส่วนให้อยู่ในกระบวนท่าที่พร้อมประมือ
ส่วนไฉหรงฉ่าง! ไม่มีกระบวนท่าอะไรทั้งนั้น เพียงถอยหลังสามเดินหน้าสอง แล้วออกเสียง ‘ย๊าาา’ ให้ดังเข้าไว้ ชัยชนะก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่กี่อึดใจทั้งคู่ก็ซัดกันจนอ่วมตามประสาเด็กวัยเยาว์ แต่หรงฉ่างท่าว่าจะเจ็บมากกว่าซีถวน เพราะก่อนหน้านี้หรงฉ่างตกลงไปในลานสังเวียนก็โดนต่อยตีมาแล้วหลายกระบวนท่า
โชคยังดีที่มีไป๋หลิงเยี่ยคอยห้ามไว้ ไม่อย่างนั้นเ้าไฉหรงฉ่างนั่นคงได้ลงเอยด้วยการนอนกินข้าวต้มในอารามแน่ ๆ
ในเมื่อก่อเื่กันทั้งสองฝ่าย ท่านอาจารย์รองถือว่าไว้หน้าอาจารย์าุโอยู่มาก จึงลงโทษเพียงแค่ให้หรงฉ่างอดข้าว ส่วนมิ่งซีถวนถูกสั่งลงโทษให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางลานบันไดเป็เวลาสองชั่วยาม
.
ต้นยามห้ายหนึ่งเค่อ
“ไอ้โย่~ ให้ข้านั่งคุกเข่าทั้งวันทั้งคืนยังทรมานน้อยกว่าให้อดอาหารซะอีก”
เป็เวลาสามทุ่มกว่า ไฉหรงฉ่างนอนกลิ้งอยู่บนแคร่ตัวเก่า พลางใช้นิ้วมือลูบท้องตัวเองอย่างทุกข์ทรมาน นี่ถือเป็การลงโทษที่ร้ายแรงและไร้น้ำใจยิ่งนัก ท่านอาจารย์รองรู้ทั้งรู้ว่าหรงฉ่างชอบดื่มชอบกินเสมือนเป็ชีวิตจิตใจ ก็ยังเลือกใช้วิธีนี้ลงโทษอยู่ดี
“หลิงเยี่ยก็ถูกลงโทษให้อดอาหารเหมือนกัน นอกจากนี้ยังถูกกักบริเวณอีก นี่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย!”
ไฉหรงฉ่างเม้มริมฝีปากแน่นขณะนึกถึงความลำบากของสหายคนสนิท หลิงเยี่ยไม่ได้เป็คนร่วมลงมือ มิหนำซ้ำยังห้ามไม่ให้ทั้งสองทะเลาะกันจนบานปลายไปมากกว่านี้ ตามหลักความเป็จริงหลิงเยี่ยควรได้รับคำชม ไม่ใช่พลอยมาถูกลงโทษเหมือนหรงฉ่าง
“ไม่ได้การ! ข้าอดได้แต่หลิงเยี่ยอดไม่ได้” จู่ ๆ เ้าอ้วนจะกละก็เกิดความคิดสายหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง แม้รู้ว่าผิดกฎสำนัก แต่ยินดีทำผิดกฎเพื่อหลิงเยี่ย ใช่แล้ว! ไฉหรงฉ่าง้าปีนกำแพงเข้าโรงครัวหวังขโมยอาหารสักสองสามอย่าง
ฮึบ!
หรงฉ่างหยิบหมั่นโถวได้สองก้อน กับขนมเฉียนกั่วอีกกำมือหนึ่ง จับทั้งหมดยัดใส่ถุงผ้าได้เสร็จสรรพ พลันปีนป่ายขึ้นกำแพงแล้วะโจากที่สูงอย่างโลดโผน ไม่กลัวแข้งขาหักเลยแม้แต่น้อย ท่าทางกระฉับกระเฉงบ่งบอกว่าหรงฉ่างลักขโมยของกินในโรงครัวจนกลายเป็ทักษะเฉพาะตัว
เมื่อหลุดพ้นจากอาณาบริเวณ หรงฉ่างก็รีบตรงดิ่งไปยังเขตอารามหลัง คาดเดาว่าหลิงเยี่ยน่าจะถูกกักบริเวณอยู่ในห้องคัดตำราของท่านอาจารย์ แต่ระหว่างที่ลัดเลาะไปตามซอกซอยเล็ก ๆ ซึ่งหรงฉ่างคุ้นเคยเป็อย่างดี ทำไมวันนี้ภายในหุบเขาถึงได้ดูแปลกไป
‘เหตุใดเขตอารามส่วนหน้าไม่มีใครจุดคบเพลิง! บรรยากาศโดยรอบล้วนเงียบสงัดผิดวิสัย หรือว่าจะเกิดเื่มิดีมิร้ายกับใครเข้า?’
หรงฉ่างเพียงแค่สันนิษฐาน เพราะั้แ่ที่เข้ามาอยู่ในหุบเขาเจี้ยนฝูครบสี่ปี ยังไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาก่อน แต่เดิมเขตอารามหลังมักจุดคบเพลิงสว่างไสวทั่วทุกหย่อมหญ้า น้อยนักน้อยหนาที่จะปล่อยให้มืดอึมครึมอย่างวันนี้
“เร็วเข้า! ล้อมไว้!”
ไฉหรงฉ่างยังไม่ทันก้าวขาพ้นเขตแดน น้ำเสียงหยาบกระด้างก็ดังขึ้นมาแทรก คนกลุ่มนั้นกรูตัวเข้ามาหาหรงฉ่างอย่างร้อนเร่ง มันน่าแปลกใจเหลือเกิน ที่คนกว่าสิบชีวิตมีอาวุธครบมือ สีหน้าขึงขังเต็มไปด้วยความโกรธแค้นมุ่งหมายมาหาหรงฉ่าง
ยามนี้ไฉหรงฉ่างวัยสี่ขวบใสุดขีด รีบวิ่งฝ่าซุ้มประตูบุกเข้าไปในเขตอารามหลัง ซึ่งแต่เดิมเป็ที่พักของเหล่าอาจารย์ และผู้าุโ
เจตนาของหรงฉ่างมีสองอย่าง คือเข้าไปหาสหายคนสนิทอย่างไป๋หลิงเยี่ย กับเข้าไปฟ้องท่านอาจารย์าุโว่าด้านนอกนั่นมีเหตุไม่ชอบมาพากล แต่ทันทีที่หรงฉ่างสาวเท้ารัวเร็วเข้าไปถึงห้องนอนของท่านอาจารย์ เด็กชายผงะจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว เมื่อพบว่าพื้นห้องเนื้อเรียบเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื ทั้งยังผงะเมื่อเห็นร่างเจียนสิ้นิญญาของท่านอาจารย์นอนพิงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวโปรด…