บทที่ 5รื้อฟื้นความสัมพันธ์
เวลาหนึ่งชั่วยามหมดไปการหารือเื่แต่งงานระหว่างอ้ายเหรินกับคุณชายลู่หลงอี้อ้ายเหรินชำเลืองมองว่าที่สามีในชุดเก่า รวมถึงแม่สามีอยู่หลายหนดูแล้วทั้งสองคงหมดหนทางจึงคิดที่จะให้สกุลเสิ่นถอนหมั้นเพื่อที่จะได้นำสินเดิมไปตั้งตัวกระมัง หญิงสาวได้แต่คิด
‘แต่ใครเลยจะรู้ว่าเสิ่นนั่วได้ใช้เงินสินเดิมที่ได้รับมานั้นรักษาตำแหน่งเ้ากรมพิธีการเอาไว้ ตาเฒ่าผู้นี้ไม่ยอมขาดทุนเลยจริงๆ’อ้ายเหรินได้แต่คิดก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งเรียกให้นางตื่นจากภวังค์
“อนุมู่ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับงานแต่งงานที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่”
“ฮูหยินลู่ บุตรสาวข้าอาจจะดื้อรั้นไปบ้างรบกวนท่านช่วยอบรมสั่งสอนและเมตตานางเพียงเท่านี้คนเป็แม่เช่นข้าก็ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้แล้วเ้าค่ะ”
อนุมู่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขอความเห็นใจอีกฝ่ายส่วนฮูหยินลู่ได้แต่พยักหน้ารับก่อนจะเหลือบมองไปทางอ้ายเหรินที่กำลังมองมารดาด้วยความเป็ห่วง สองแม่ลูกคงใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากอ้ายเหรินถึงมีนิสัยแข็งกร้าวเช่นนี้และดูเหมือนว่านางจะจนตรอกเช่นกัน
การเจรจาสู่ขอเป็ไปอย่างราบรื่นกระทั่งถึงวันที่อ้ายเหรินจะต้องแต่งออกไปยังสกุลลู่ หญิงสาวมองน้องสาวตัวน้อยที่มีดวงตาแดงระเรื่อจับชายอาภรณ์ของพี่สาวแน่น
“อาซีจำที่บอกได้หรือไม่นับจากนี้เ้าต้องเป็เสาหลักให้ท่านแม่อย่าให้คนบ้านใหญ่มารังแกท่านแม่โดยเด็ดขาด”
“เ้าค่ะ”
มือเล็กๆค่อยๆคลายออกมองพี่สาวด้วยความอาลัย หญิงสาวหันหน้าไปคำนับมารดามู่เหรินน้ำตาปริ่มขอบตาก่อนที่จะคลุมหน้าเ้าสาวด้วยผ้าโปร่งบางสีแดงที่นางปักลวดลายขึ้นด้วยตนเอง
สาวใช้ในจวนเดินถี่เร็วมาแจ้งข่าว เพื่อให้เ้าสาวได้ออกไปด้านนอกมู่เหรินและอ้ายซีจะประคองอ้ายเหรินไปจนถึงประตูใหญ่ของจวนที่มีเกี้ยวหามมาเตรียมมารอรับเ้าสาว
อ้ายเหรินมองไปที่เ้าบ่าวผ่านผ้าคลุมผืนบางใบหน้าของเขายังเรียบเฉยไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆหรือว่าเขาอาจจะเสียใจที่ไม่ได้แต่งกับอ้ายฉีแต่เป็นางกระมัง
เวลาผ่านไปกระทั่งทำพิธีแล้วเสร็จ จวบจนถึงเวลาเข้าหออ้ายเหรินที่นั่งรอคอยเ้าบ่าวได้แต่ถอนใจยาวนางรอเ้าบ่าวค่อนคืนแล้วยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะเข้ามาเลยด้วยซ้ำหรือบางทีเขาอาจจะไม่มา
“นี่คงคิดจะกลั่นแกล้งข้าให้นั่งรอทั้งคืนกระมัง เหอะ!”
หญิงสาวก้าวเข้าไปหลังจากม่านชำระล้างร่างกายกระทั่งกลับออกมาด้วยเสื้อตัวในสีขาวสะอาดตัวหนึ่งส่วนชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องหอกลับมีสีหน้ามืดครึ้มเมื่อเห็นเ้าสาวของตนกำลังผูกชายเสื้อ แล้วเดินมาทางเขาหลงอี้ได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น
“ท่านกลับมาแล้วหรือ? เอ่อ ข้าคิดว่าท่านจะไม่มาเสียอีก จึง..”
“วันนี้เป็วันแต่งงาน ต่อให้ข้ามีปีกก็คงบินหนีไปไม่รอด”
“คุณชายลู่คงถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับข้าสินะข้าเองก็เช่นกัน (หญิงสาวขยับตัวเข้าหาเล็กน้อย)อย่างนี้ดีหรือไม่ ข้ากับท่านเราสองต่างคนต่างอยู่ดีหรือไม่”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองใบหน้าหวานๆลอยเข้ามาใกล้ๆก่อนที่เขาจะใช้นิ้วชี้ผลักนางออกห่างจากตัวเขา สำหรับลู่หลงอี้เขาคิดเสมอว่าคนสกุลเสิ่นไว้ใจไม่ได้เปรียบได้ดั่งอสรพิษในอดีตเขาเองก็ไปเยือนสกุลเสิ่นอยู่บ่อยครั้งไฉนเขาไม่ถึงเคยเห็นหน้าของอ้ายเหรินสักครั้ง
ความคิดหยุดลง เมื่ออีกฝ่ายถลาตัวมามองเขาใกล้ ราวกับจะขอคำตอบ
“จะต่างคนต่างอยู่ได้อย่างไร ข้ากับเ้าเป็สามี-ภรรยากันแล้ว อีกอย่างท่านแม่ข้าก็ชรามาก้าหลานมาสืบสกุล ดูแล้วเ้าก็แข็งแรงไม่น้อยคิดว่าจะต้องมีหลานให้นางได้หลายคนแน่ๆ”
“หลาน?”
เ้าคนทึ่มทื่อนี่คิดจะให้ข้าเป็โรงผลิตลูกหรือ?ข้ายังไม่มีเงินจะมีลูกก่อนได้อย่างไรอีกอย่างนางและเขาเพิ่งแต่งงานกัน ทั้งยังไม่เคยทำความรู้จักกันจริงๆจังๆด้วยซ้ำ
อ้ายเหรินมีสีหน้าเจื่อนลงไปมาก กระทั่งเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นที่วงหน้าบ่งบอกว่านางเริ่มหวั่นใจกับการมีบุตรจนต้องใช้ชายเสื้อซับเหงื่อออก ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้พร้อมกับคว้ามือหญิงสาวมากุมไว้
“ฮูหยิน วันนี้เ้าเหนื่อยมากแล้วพักผ่อนเถิดเอาไว้เ้าหายเหนื่อยแล้ว ค่อยมาคิดว่าจะตั้งชื่อลูกของเราว่าอะไรดี”
“คุณชายลู่..คือว่า เื่ลูกก็สำคัญแต่เื่ที่สำคัญที่สุดก็คือเื่เงิน การที่จะเลี้ยงใครสักคนต้องมีเงินไม่ใช่แค่ให้ความรักความอบอุ่นแล้ว ทุกอย่างจะจบนะเ้าคะ”นางหาข้ออ้าง
ชายหนุ่มมีท่าทีคิดเล็กน้อยจากที่เขาได้ยินมาอ้ายเหรินผู้นี้เป็สตรีเห็นแก่เงินเป็ที่สุดคงไม่ใช่เื่เหลวไหลที่เขาให้คนไปสืบมา เช่นนั้นเขาก็จะให้นางทำเงินให้กับเขาเพื่อชดใช้หนี้ที่บิดาของนางได้คดโกงเงินซ่อมแซมเขื่อนนั้นไป
“เช่นนั้นความหวังทั้งหมดข้าจะฝากไว้ที่เ้าแล้วกันดีหรือไม่”
ความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่ข้าอย่างนั้นหรือ? ชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงหญิงสาวขึ้นไปบนเตียงนอนพร้อมกับเบียดชิดกระทั่งนางต้องขยับเข้าไปด้านในหลังสลัดผ้าห่มสองสามที ก็คลุมตัวเขาไว้ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับนาง
“นอนเถิดพรุ่งนี้ต้องไปยกน้ำชาให้ท่านแม่แต่เช้า”
“ท่าน” ชายหนุ่มมองหญิงสาวชั่วครู่
“ข้าจะไม่นอนที่พื้นเย็นๆหรอกนะ ข้าบอบบางนะ”
สำหรับอ้ายเหรินนี้เป็ครั้งแรกที่ได้นอนร่วมเตียงกับบุรุษร่างบางมองคนที่นอนยักคิ้วให้ ราวกับว่าเขา้าท้าทาย
‘นึกว่าข้ากลัวหรือ เหอะ ฝันไปเถิด นางได้แต่คิดในใจ’
หญิงสาวล้มตัวนอนลงข้างๆพร้อมกับกระชากผ้าห่มมาทางฝั่งของตนเองทว่าชายหนุ่มกับเบียดร่างเข้าไปใกล้ๆนางแทน ใบหน้าหวานหันขวับมาอย่างเอาเื่
“ข้าเป็คนขี้หนาว”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับดึงผ้าห่มมาทางฝั่งตน ส่วนนางได้แต่กัดฟันยิ้มไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเผชิญกับสิ่งใด แต่ใช่ว่าจะคาดเดาไม่ได้
ศึกระหว่างแม้ผัวกับสะใภ้ คือสิ่งที่ต้องเจอทุกยุคทุกสมัยดังนั้นนางจะต้องเตรียมรับมือให้ดี ทำตัวให้เรียบร้อยเข้าไว้หากแม่สามีรังแกกันมากเกินไป นางก็จะหย่าขาดให้สิ้นเื่สิ้นราว..
ความคิดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จวบจนกระทั่งผ่านไปหนึ่งก้านธูปความเหนื่อยล้าจากพิธีแต่งงาน ทำให้หญิงสาวหลับลงในเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่หลับลงในเวลาอันสั้น
เหตุการณ์ก่อนหน้า ณ เรือนฮูหยินลู่
ลู่หลงอี้ในชุดเ้าบ่าวรับประทานมื้อค่ำกับมารดาทั้งนี้ก็เพื่อกลั่นแกล้งเ้าสาวให้นั่งรอเขาไปถึงค่อนคืนฮูหยินลู่ที่หมั่นคีบอาหารให้บุตรชายพร้อมทั้งสังเกตสีหน้าเขาไปพลางจึงได้ถามขึ้น
“อี้เอ๋อร์ เ้ากำลังสงสัยเื่นั้นอยู่อีกหรือ?”
“ในปีนั้นท่านพ่อได้เบิกเงินจากคลังหลังหลวงไปไม่น้อยเพื่อซ่อมแซมเขื่อน แต่ถูกยักยอกไปจนทำให้สกุลลู่ล่มจม ท่านลองคิดดูสิขอรับเงินมหาศาลเพียงนั้นหายไปได้อย่างไรกัน ถ้าจะบอกว่าเสิ่นนั่วใช้เงินรักษาตำแหน่งก็ไม่น่าจะใช้เม็ดเงินมหาศาลถึงขนาดนั้นได้และเป็ไปไม่ได้ที่จวนสกุลเสิ่นจะเก็บเงินทองพวกนั้นไว้ได้จะต้องมีคนอยู่เื้ั เงินซ่อมเขื่อนนั้นหายไปที่ใดแม้พวกเราจะสมบัติของสกุลลู่ทั้งหมดแม้จะนำมาบรรเทาทุกข์ได้แต่ก็เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น”
“แม่รู้ ตอนนั้นฝ่าาลู่ซีโค่นล้มทรราชิเหยียนลงได้บ้านเมืองเริ่มฟื้นฟู แต่ว่าเงินพวกนั้นได้มาจากการสนับสนุนจากบรรดาพ่อค้ารวมถึงทรัพย์ที่มีอยู่ในคลังแต่เดิม หากคิดอยากจะสืบหาเงินจำนวนนั้นคงยากแล้วละเสิ่นนั่วเองคงทำลายหลักฐานนั้นทิ้งไปแล้ว”
ฮูหยินลู่กล่าวไปพร้อมกับถอนหายใจไปเื่เกิดตอนที่ชุลมุนล้วนจับมือใครดมไม่ได้ แม้แต่ฝ่าาเองก็คร้านที่จะสืบค้นจึงปล่อยให้เื่เลยผ่านมาถึงปัจจุบัน
“ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อ้าทราบว่าเงินนั้นหายไปที่ใดส่วนเื่สินเดิมข้าไม่ติดใจเท่าใดนัก”
“รู้แล้วจะอย่างไร? เราเองก็ไม่กำลังพอที่จะไปทวงเงินนั้นมา”
“แล้วถ้าฝ่าาทวงถามเงินเล่า ท่านแม่”
สองแม่ลูกหรี่ตาขึ้นลง หากองค์จักรพรรดินีเอ่ยถามแน่นอนว่าขุนนางต้องมีคำตอบรวมถึงพวกเขาจะต้องเค้นสมองตนเองเพื่อที่ตามเงินนั้นมา แต่ว่าการจะเข้าใกล้จักรพรรดินีนั้นจะต้องเป็ขุนนางและขุนศึกเท่านั้น
“อี้เอ๋อร์แม่ไม่อยากให้เ้าหาเื่ใส่ตัวเป็ที่รู้กันดีว่าฝ่าาคุ้มดีคุ้มร้าย”
“ใครบอกว่าข้าเอาตัวเองไปเป็โล่รับดาบเล่าหากเราอาศัยนักเล่าข่าวกล่าวเื่เงินทองท่านว่าในเมืองหลวงนี้ผู้ใดจะตื่นตูมที่สุด”
“ท่านข้าหลวงซู่เจิ่น” สองแม่ลูกยิ้มให้กัน