บทที่ 15
หอเทียนซุย
“บ่อนปลากัดหรือเ้าคะ? มีสามบ่อนเ้าค่ะ บ่อนที่ใหญ่ที่สุด ท่านเดินตรงไปจนสุดถนน จะอยู่ทางขวามือ ชื่อบ่อนหยูเฟยเ้าค่ะ”
“ขอบใจแม่นางที่บอกทาง งั้นข้าขอตัวก่อน” เสี่ยวหวังรู้ที่อยู่ของบ่อนปลากัดแล้ว ตั้งใจจะไปทันที
“ช้าก่อนเ้าค่ะ! ท่านอาหวัง ข้าขอถามท่าน”
“แม่นางว่ามา อย่าได้เกรงใจ” เสี่ยวหวังหันกลับมาอีกครั้ง เมื่อครู่ตั้งใจจะวิ่งอยู่แล้วเชียว
“คือ ข้านำตะเกียงเหล่านี้มาขาย ท่านว่านายน้อยจะโกรธหรือไม่เ้าคะ? พอดีบ้านข้านั้นยากจนมาก ข้า้าเงินไปซื้อร้านค้าเ้าค่ะ” ถังหลี่มี่บอกไปตามตรง เมื่อเจอคนสนิทของลู่ฮ่าวอู๋ นางจึงถามให้แน่ชัดว่าเขาคิดมากเื่นี้หรือไม่
“ฮ่า ๆ ข้าก็นึกว่าเื่อะไร แม่นางอย่ากังวล นายน้อยข้าไม่ใช่คนคิดมากเื่เล็กน้อยเหล่านี้ เ้าไม่รู้อะไร นายน้อยข้าน่ะรวยมาก! ูเาเงินูเาทองเลยล่ะ รวยกว่าแคว้นนี้ซะด้วยซ้ำ! เ้านำของพวกนี้ไปขายอย่างสบายใจเถอะ แม้แต่ข้ายังไม่สนใจมันเลย!” นางคิดว่านายน้อยเป็ใคร! แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าลู่ยังต้องเกรงใจอยู่สามส่วน!
“งั้น ข้าฝากท่านขอบคุณนายน้อยลู่ฮ่าวอู๋แทนข้าด้วยนะเ้าคะ” เป็พระญาติก็ต้องร่ำรวยมากอยู่แล้ว
“ได้!” เสี่ยวหวังได้ยินว่านางยากจน ชีวิตลำบาก ในหัวเกิดความคิดบางอย่างขึ้น “จริงซิ! แม่นางอยากช่วยข้าทำงานหรือไม่ งานซื้อเสบียงง่าย ๆ ข้าจะให้ค่าแรงหนึ่งร้อยตำลึง!” หากซื้อเองเสี่ยวหวังคิดว่าตนเองต้องใช้เวลาสองวันแน่ เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ เดินไปก็หลงไป งานซื้อเสบียงไม่ใช่หน้าที่องครักษ์ที่เก่งกาจเช่นเขา!
“หนึ่งร้อยตำลึง! ท่านอาหวังไม่ต้องให้เงินข้ามากมายเช่นนั้นหรอกเ้าค่ะ ข้าช่วยพวกท่านได้ ถือเป็การตอบแทนเื่ตะเกียงเหล่านี้”
“ไอ้หยา! ทำเช่นนั้นชายชาตรีเช่นข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แค่ตะเกียงเพียงไม่กี่อัน ถึงกับหลอกใช้สตรี วางใจเถอะ เงินร้อยตำลึง สำหรับข้ามันเหมาะสมกับงานนี้แล้ว” พูดจบก็ยื่นกระดาษเนื้อหยาบแผ่นหนึ่ง และตั๋วเงินหนึ่งแผ่นให้นาง “นี่เป็เสบียงที่เ้าต้องซื้อ และนี้เป็ตั๋วเงิน ห้าร้อยตำลึงน่าจะพอ หากไม่พอไปหาข้าที่บ่อนปลากัด ข้าไปก่อนนะ!”
เสี่ยวหวังยัดทุกอย่างใส่มือถังหลี่มี่ จากนั้นวิ่งหายลับไปทันตา
“ท่านอาหวัง! ข้าอ่านอักษรพวกนี้ไม่ออกเ้าค่ะ!” ถังหลี่มี่พูดคนเดียว ท่านอาหวังตัวอ้วนใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่าจะหายตัวได้เหมือนพวกจอมยุทธ “ข้าควรจะทำสิ่งใดก่อน”
ถังหลี่มี่มองกระดาษที่อ่านไม่ออกและตั๋วในมือ จากนั้นมองรถเข็นที่เต็มไปด้วยตะเกียง ไม่ได้การ! นางต้องรีบเอาตะเกียงเหล่านี้ไปขายก่อน ดูท่าร้านอวี๋เมิ่งจ้องจะชิงตะเกียงของนางเสียแล้ว
คิดได้ดังนั้น นางรีบเก็บกระดาษกับตั๋วเงิน ก่อนจะเข็นรถตรงไปที่หอเทียนซุย นางฝากของบนรถไว้กับบ่าวเฝ้าหน้าประตู ก่อนจะหยิบตะเกียงฟู่หลงหนึ่งอันเดินเข้าร้านไป
เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อนางก้าวเข้ามาในร้าน ทั้งบ่าวทั้งลูกค้าต่างมองนางเป็ตาเดียวกัน ถังหลี่มี่แทบเข่าอ่อน เพราะความหรูหรากระแทกเข้าตาอย่างจัง ร้านอวี๋เมิ่งเมื่อครู่ว่าดูแพงแล้ว แต่หอเทียนซุยเป็ร้านคนละระดับกันเลย!
การประดับตกแต่งด้วยกระจกและไม้สักทอง ช่วยทำให้สินค้างดงามขึ้นอีกหลายเท่า นางเหม่อมองตรงโน้นทีตรงนี้ที หลงใหลกับความงดงาม จนกระทั่งบ่าวหญิงคนหนึ่งเดินมาถาม
“แม่นางน้อย มิทราบว่าหาของสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ?” หอเทียนซุยอบรมบ่าวอย่างเข้มงวด มิให้ดูแคลนลูกค้าจากการแต่งตัว คติคือ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็จ่ายค่าสินค้าราคาเดียวกับคนจน
ดังนั้นหอเทียนซุยจึงต้อนรับลูกค้าทุกคนอย่างดี เพียงมีเงินซื้อของ บริการที่ได้รับจะเหมือนกันหมด
“ข้านำของสิ่งนี้มาขายเ้าค่ะ มิทราบว่าหอเทียนซุยจะให้ราคาเท่าไร?” ถังหลี่มี่ละสายตาจากของในตู้กระจก จากนั้นยื่นตะเกียงฟู่หลงให้บ่าวหญิงของร้านเทียนซุยพิจารณา
บ่าวหญิงรับตะเกียงขึ้นมาดู มองผ่าน ๆ ก็รู้ว่ามิใช่ตะเกียงธรรมดา แต่นางไม่มีความรู้ด้านนี้ จึงแนะนำแม่นางน้อยตรงหน้าว่า “ข้าไม่มีความรู้เื่ตะเกียง เชิญแม่นางไปพบหลงจู๊ร้านเราทางด้านนี้เ้าค่ะ”
ถังหลี่มี่เดินตามบ่าวหญิงคนนั้นไป ระหว่างทางบ่าวหญิงของร้านเทียนซุยยังแนะนำสินค้ามาใหม่น่าสนใจให้นางฟังอย่างไม่นึกรังเกียจ ถังหลี่มี่รู้สึกประทับใจต่อร้านนี้จริง ๆ
“ถึงแล้วเ้าค่ะ หลงจู๊ของเราท่านหูไม่ดี อาจจะต้องพูดเสียงดังหน่อยนะเ้าคะ และหลงจู๊ของเราก็พูดเสียงดังเช่นกัน ขอท่านอย่าถือสาคนแก่ แม้จะหูไม่ดี แต่ตาและจิตใจดีมากเ้าค่ะ ต้องให้ราคาที่เป็ธรรมแก่ท่านแน่นอน” บ่าวหญิงของหอเทียนซุยกล่าว ก่อนจะเปิดประตูห้องหนึ่งให้นางเข้าไป บ่าวหญิงเดินตามหลังมา ไม่ปล่อยให้แม่นางน้อยอยู่กับหลงจู๊ชราตามลำพัง “เหล่าหยาง! มีแม่นางน้อยมาขายตะเกียงเ้าค่ะ!”
บ่าวหญิงแทบจะะโสุดเสียง
ชายชราผมขาวโพลนเงยหน้าจากเครื่องเพชรมากมายบนโต๊ะ ที่มือของเขาถือแว่นขยายราคาแพง “ตะเกียงรึ?”
“เ้าค่ะ นี่เ้าค่ะ” ถังหลี่มี่วางตะเกียงลงบนโต๊ะ นางพยายามวางให้ไกลจากเครื่องเพชรให้มากที่สุด
“เ้ากลัวอะไร!? เครื่องเพชรพวกนี้มันไม่กัดเ้าหรอกหน่า” มือเหี่ยวย่นเอื้อมมาหยิบตะเกียงจนสุดแขน เพราะแม่นางน้อยวางไวเแทบจะริมสุดขอบโต๊ะ หลงจู๊หรือที่บ่าวในร้านเรียกว่าเหล่าหยางนำแว่นขยายส่องดู
ตอนแรกชายชราคิดว่าแม่นางน้อยนำตะเกียงโบราณของที่บ้านมาขาย หลายครั้งมีเด็ก ๆ นำของเก่าโบราณของที่บ้านมาขาย แล้วเจอของดีหายาก
ดวงตามากไปด้วยประสบการณ์มองสำรวจตะเกียงผ่านแว่นขยาย หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่นอย่างรุนแรง ครู่ใหญ่กว่าชายชราจะพูดขึ้น “แม่นางน้อย เ้าไปได้ตะเกียงฟู่หลงนี่มาจากที่ใดกัน?”
“สหายข้ามอบให้เ้าค่ะ!” หลี่มี่พูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดัง
“สหาย? ข้ารู้ว่าไม่ควรยุ่ง เพียงแต่ตะเกียงฟู่หลงนี้หายากมาก ช่างฝีมือตายจากไปหลายคน นอกจากในวังและจวนอ๋องแล้ว ข้าคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะมีที่ใดอีก” ผู้ที่ได้ไม่มีทางปล่อยขาย “ข้าเกรงว่าตะเกียงนี้อาจจะนำภัยมาให้เ้าได้”
เหล่าหยางกล่าวอย่างเป็กังวล นางอาจจะโดนข้อหาลักขโมย และคนที่จะเป็เ้าของมันได้ มีแต่บรรดาพวกมากอำนาจบารมี
“ข้าน้อยมิบังอาจ เพียงแต่…” นางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะป้องปากพูดเบา ๆ ว่า “สหายข้าเป็พระญาติกับฮ่องเต้เ้าค่ะ”
“ฮะ!? อะไรนะ?” ชายชราได้ยินไม่ชัดเจน มองจากปากเหมือนนางพูดว่าสหายเป็ห้องอะไรสักอย่าง
“พระญาติของฮ่องเต้เ้าค่ะ” นางเพิ่มความดังขึ้นมาอีกนิด
“พยาธิ?”
“พระญาติของฮ่องเต้เ้าค่ะ!” ถังหลี่มี่หลุดะโออกมา เหล่า หยางแทบหล่นเก้าอี้ บ่าวหญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเองก็อยากจะปิดหู แต่ปิดไม่ทัน
“เอ่อ…” เหล่าหยางไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หากเป็พระญาติของฮ่องเต้ การมีของเช่นนี้ไม่ใช่เื่แปลก “งั้นแม่นาง้าขายเท่าไร?”
“กล่าวตามตรง ข้าน้อยไม่รู้เื่ราคาของมันเลยเ้าค่ะ” ถังหลี่มี่ไม่กลัวว่าจะมีคนอื่นได้ยิน พระญาติของฮ่องเต้มีเป็ร้อยเป็พัน ใครจะรู้ว่านางหมายถึงใคร
“หากวางขายที่ร้านข้า ข้าจะขายมันในราคาห้าสิบตำลึง เพราะเป็ของมือสอง ข้าให้ราคาเ้าสามสิบห้าตำลึง เ้าคิดว่าต่ำไปหรือไม่” ความจริงรับซื้อในราคายี่สิบห้าถึงสามสิบตำลึงถือว่าให้ราคาดีมากแล้ว แต่คำว่า ‘สหายของพระญาติ’ ทำให้หลงจู๊มิกล้าให้ราคาต่ำกว่านี้
“สามสิบห้าตำลึง…” ถังหลี่มี่พยายามกดเสียงให้ต่ำ ในหัวสมองน้อย ๆ แสนโง่เขลาพยายามคำนวณเงินจากตะเกียงสิบเก้าอัน
“เ้ายินดีขายในราคานี้หรือไม่?”
“ยินดี ยินดีเ้าค่ะ รอสักครู่ ข้าจะไปขนที่อยู่บนรถเข็นมาให้” ถัง หลี่มี่ลุกพรวด เตรียมจะวิ่งออกไปเอาของ
“ฮะ? ยังมีอีกหรือ?” ชายชราได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ พระญาติของฮ่องเต้ช่างใจกว้างกับสหายตัวน้อยผู้นี้ยิ่งนัก
“ยังอยู่บนรถเข็นหน้าร้านอีกสิบแปดอันเ้าค่ะ!”
“สิบแปดอัน! ไอ้หยา! แม่นางน้อย เหตุใดเ้าช่างวาสนาสูงส่งเช่นนี้ สหายท่านผู้นี้ต้องถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดีเชียว!” ชายชราเกือบหัวใจวาย เมื่อทราบจำนวนตะเกียงฟู่หลง ดูท่าสหายของนางผู้นี้จะไม่ใช่พระญาติธรรมดา… ต้องเป็พระญาติคนสนิทของฮ่องเต้เป็แน่!
ไม่ได้การ หอเทียนซุยจะล่วงเกินแม่นางน้อยผู้นี้มิได้!
“ขอบคุณหลงจู๊ที่ชี้แนะ ข้าขอไปกลับไปเอาตะเกียงอีกสิบแปดอันมาก่อนนะเ้าคะ”
“มิต๊อง! มิต้อง! ข้าจะให้บ่าวไปเอามาเอง” กล่าวจบก็โบกมือให้บ่าวหญิงในห้องไปจัดการ บ่าวหญิงคนเดิมรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
หลงจู๊หยางคิดวิธีประจบประแจง ดวงตาแก่ชราเห็นปิ่นปักผมพลอยสีชมพูที่กองรวมอยู่กับอัญมณีชิ้นอื่น แผนประจบสอพลอได้เริ่มขึ้น “ครั้งนี้แม่นางสร้างผลกำไรครั้งใหญ่ให้กับหอเทียนซุยของเรา หากไม่รังเกียจ ข้าขอมอบปิ่นปักผมพลอยชมพูชิ้นนี้ให้ ถือเป็การแสดงความยินดีที่ได้ทำการค้าร่วมกันเป็ครั้งแรก!”
นางมองปิ่นปักผมสีชมพูแวววาวอย่างตื่นตะลึง ั้แ่เกิดมาสิบห้าหนาว นางไม่เคยพบปิ่นที่งามเช่นนี้มาก่อน แต่การแต่งตัวของนาง มันช่างไม่เข้ากับเครื่องประดับชิ้นนี้… “หลงจู๊หยาง ขอบคุณท่านมาก เพียงแต่ของชิ้นนี้แพงเกินไป ข้ารับไว้ไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ”
หลงจู๊หยางทำงานค้าขายกับผู้คนมากหน้าหลายตามานาน ชายชราสังเกตสีหน้าคนเก่ง เข้าใจสิ่งที่นางกำลังกังวล มือเหี่ยวย่นหยิบลูกคิดทองคำออกมาดีดต๊อกแต๊ก “การค้าครั้งนี้ ข้าซื้อตะเกียงฟู่หลงของเ้าในราคาอันละสามสิบห้าตำลึง จำนวนทั้งหมดสิบเก้าอัน คิดเป็เงินหกร้อยหกสิบห้าตำลึง ข้าปัดเป็เลขกลม ๆ ให้หกร้อยเจ็ดสิบตำลึง และขอมอบปิ่นชิ้นนี้เป็ของขวัญสำหรับการค้าครั้งแรกของเรา เ้าอย่าได้เกรงใจ ปิ่นชิ้นนี้แม้งดงาม แต่ราคามิได้ยากจะจับต้อง เ้ารับไว้เถิด”
ราคามิได้ยากจะจับต้อง เพียงชิ้นละเจ็ดสิบตำลึงเท่านั้นเอง…
ถังหลี่มี่ได้ยินว่ากำลังจะได้รับเงินเกือบเจ็ดร้อยตำลึง ความต้อยต่ำที่เคยมีในใจหายไปจนหมดสิ้น! “หากเป็เช่นนั้น ขอบคุณหลงจู๊มากนะเ้าคะ ในอนาคตข้าคงไม่มีของล้ำค่าเช่นนี้มาขายอีก… เกรงว่าของขวัญที่ท่านให้จะสูญเปล่า”
“อย่าได้เกรงใจ! จะมีของดีมาขายให้ข้าอีกหรือไม่ เป็เื่ของอนาคตที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หวังเพียงเ้าคิดถึงหอเทียนซุยเป็ที่แรก ทั้งเวลา้าซื้อและ้าขาย เท่านี้ก็ถือว่าการค้าของเรามิขาดทุนแล้ว!”
“ข้าต้องคิดถึงที่นี่เป็ที่แรกแน่นอนเ้าค่ะ!” ดูแลเอาใจใส่ลูกค้า มิหนำซ้ำยังให้ราคาดี ใครบ้างจะไม่ติดใจ!
หลังจากตรวจเช็กตะเกียงทั้งหมด และตรวจดูตั๋วแลกเงินเรียบร้อย การค้าของนางและหอเทียนซุยถือเป็อันเสร็จสมบูรณ์
ถังหลี่มี่ยืดอกเดินออกมาจากหอเทียนซุยด้วยความมั่นอกมั่นใจ ์มาโปรดให้นางได้ซื้อร้าน! เมื่อคิดถึงเื่ที่อาหวังสั่งไว้ นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา ต้องหาผู้ที่พอจะอ่านมันออก
นางเดินไปถามบ่าวเฝ้าประตูคนหนึ่งของหอเทียนซุย เขายอมอ่านให้ฟังอย่างมีน้ำใจ
“เนื้อหมูสดหนึ่งร้อยจิน เนื้อตากแห้งห้าสิบจิน ผักดอง…” บ่าวเฝ้าประตูหอเทียนซุยอ่านร่ายยาว ถังหลี่มี่อ่านหนังสือไม่ออก แต่นางมีความจำเป็เลิศ ฟังเพียงครั้งเดียวสามารถจำได้หมด นางให้เงินเล็กน้อยเป็สินน้ำใจแก่บ่าวคนนั้น ก่อนจะเข็นรถไปที่ตลาดค้าเนื้อ
นางเดินซื้อเพียงไม่นาน แม้รายการสั่งซื้อของท่านอาหวังจะมีมากมาย แต่นางรู้จักร้านขายเสบียงเป็อย่างดี ร้านไหนราคาถูกแพงนางรู้หมด เพราะเคยมาสำรวจตลาดอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็แนวทางในการเปิดร้านขายเนื้อ
ของที่ซื้อมีเยอะเกินจะใส่รถเข็นของท่านป้าเหยา นางเช่ารถเข็นที่ตลาดพร้อมคนเข็นอีกห้าคน ก่อนจะมุ่งตรงไปหาท่านอาหวังที่บ่อนพนันปลากัด
เพียงเท่านี้นางก็จะได้ค่าแรงมากถึงหนึ่งร้อยตำลึง มือเล็กยกขึ้นมาลูบคลำปิ่นปักผมที่ใส่ไว้ในอกเสื้อ ช่างเป็วันที่ดียิ่ง!
E-Book
เล่ม 1
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAxO30
เล่ม 2 (จบ)
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAyO30