แพขนตาที่ปิดสนิทกระพือปีกเล็กน้อยทั้งดูเปราะบางและงดงามฉีซินอี๋อยากยื่นมือไปลูบแต่ก็กลัวว่ามันจะแตกสลายปลิวกระจัดกระจายดังเช่นดอกผู่กงอิง(แดนดิไลออน)
“ตื่นแล้วเหรอ”ยามเห็นั์ตาสีขาวโผล่พ้นออกมานางเยี่ยมหน้าเข้ามาถาม
ระยะห่างระหว่างทั้งสองอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเสี่ยวไป๋ที่ตื่นไม่เต็มตาผงะ ั์ตาสีขาวสองข้างค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้น
ร่างบุรุษตัวน้อยสะดุ้งสุดตัวคว้าผ้าห่มเนื้อหยาบมากุมถดกายหนีจนเกือบจะตกเตียงใบหน้าจากที่ซีดขาวก็ยิ่งซีดเข้าไปอีก
“ผะ ผู้มีพระคุณ”เขาครางเสียงออกมาอย่างน่าสงสาร
ฉีซินอี๋เลิกคิ้ว“เ้ายังเด็กเช่นนี้ต่อให้ข้าคิดมิดีมิร้ายก็ทำไม่ลง” กล่าวพร้อมกับยันกายลุกขึ้นเต็มความสูงทำท่าจะเดินออกไปนอกห้อง
เสี่ยวไป๋เหมือนพึ่งรู้ตัวเมื่อสักครู่ขยับตัวเร็วเกินไป ยามนี้ความเจ็บระบมจากกลางหลังพลันซึมซับออกมาเขานิ่วหน้าสังเกตอีกทีถึงพบว่าทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยผ้าสีหม่นแต่ค่อนข้างสะอาด
“ท่าน...”
“ฟื้นมาแล้วกินอะไรสักหน่อยสิจะได้มีแรงข้าอยู่ไม่ไกลหากเ้า้าอะไระโเรียกข้าหรือเฟิ่งเสี่ยวก็ได้”
ทิ้งท้ายประโยคร่างของนางก็หายไปจากสายตากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เขาเริ่มคุ้นเคยโชยมาเข้าจมูกเสี่ยวไป๋ปรายตามองข้างเตียงหลังเล็กเห็นถาดไม้สลักสีซีด บนถาดเป็ข้าวต้มผักข้างๆ เป็ลูกท้อหนึ่งผล
กระเพาะเริ่มส่งเสียงร้องเขาเม้มปากมองไปทางประตูที่ฉีซินอี๋พึ่งจากไป ภายในใจทั้งฝาดเฟืองและอุ่นซ่านมือเล็กยื่นไปหยิบถาดมาก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารอย่างเงียบเชียบ
ทั้งด้านฉีซินอี๋หลังผละจากเสี่ยวไป๋นางก็เลี้ยวเข้าไปในห้องเก็บของห้องไม่กว้างมากนักยิ่งมีข้าวของสะเปะสะปะเพิ่มเข้ามายิ่งดูแคบใจกลางห้องปรากฏโต๊ะขนาดกลางบนนั้นมีเตาหลอมที่ใหญ่กว่าฝ่ามือ
เตาหลอมดังกล่าวเป็เตาที่นางได้มาจากประตูลิขิต์นางพึ่งรู้ว่าสามารถปรับขนาดตามใจชอบเมื่อไม่นานมานี้เอง
ฉีซินอี๋ปาดมือผ่านโต๊ะตัวนั้นเพียงหนเดียวสมุนไพรมากมายก่ายกองพลันเผยออกมาทุกอย่างเป็สิ่งนางเตรียมเอาไว้สำหรับฝึกการหลอมยา
หากไม่ใช่เพราะโชคดีเก็บตัวยามาจำนวนมากเกรงว่าลำพังแค่สมุนไพรบ้าน ๆ นางยังไม่มีปัญญาหามาได้
ขั้นตอนการหลอมยาถอนพิษให้ตัวเองนางพอจะรู้อยู่แต่ปัญญาอยู่ที่ประสิทธิภาพของมันยามนี้นางมีต้นเหอเซียงเพียงต้นเดียวไม่อยากเสี่ยงเอาออกมาหลอมทั้งที่ยังไม่บรรลุวิชาการหลอม
ฉะนั้นหลายวันมานี้นางเพียรฝึกฝนการหลอมจากตำราขจัดเภทภัยต้องรู้ว่าวิธีการย่อมง่ายดายแตกต่างจากการลงมือทำ
หลังทยอยใส่สมุนไพรลงไปแล้วนางเปลี่ยนมาถ่ายเทพลังปราณสถิตเข้าไปเป็เชื้อเพลิงขั้นตอนการหลอมยาที่ยากที่สุดคือการควบคุมไฟ
ถึงหนทางการเป็ปรมาจารย์ด้านการหลอมยาจะยากเย็นแสนเข็ญกว่าการบำเพ็ญตนทั่วไปแต่ใช่ว่าจะใช้ความเพียรของนางสู้ไม่ได้
ด้วยเหตุฉะนั้นหลังผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในที่สุดนางก็ก้าวเข้าสู่ขั้นพื้นฐานของการหลอมระดับสาม
ปุปุ!
เสียงเดือดของไอน้ำยังพวยพุ่งต่อเนื่องหว่างคิ้วของนางขมวดเข้าหากัน เสียงดวงจิตแห่งหยกดังแทรกขึ้นมาในความเงียบงัน
“ยังไม่ได้อีกหรือ”
“ไม่ใช่ว่ายังไม่ได้”แค่ผลลัพธ์ยังไม่เป็ไปตามความคาดหมายนางวางมือข้างหนึ่งเหนือเตาหลอมไม่นานลูกกลอนแสนธรรมดาค่อย ๆ ลอยขึ้นมา
สีหน้าของฉีซินอี๋ดูเคร่งเครียดกว่าเดิมขณะกำลังครุ่นคิดว่าปัญหาอยู่ทางไหน เสียงตรงประตูห้องเก็บของดังลอยมา
“เป็เพราะไฟของท่านยังไม่แรงพอ”
ฉีซินอี๋หันขวับไปทางประตูร่างเกร็งขมวดทันใด ทว่าเมื่อเห็นหน้าคาตาอีกฝ่าย นางเลิกคิ้ว
“เสี่ยวไป๋?”
“ให้ข้าช่วย...ดีหรือไม่”
เขาค่อย ๆ เดินเข้ามามือหนึ่งยังจับไหล่ตัวเอง ใบหน้าค่อนข้างซีดเซียว
“เ้ายังไม่หายดีเหตุใดถึงออกมาเพ่นพ่าน”ในน้ำเสียงรายเรียบแฝงแววตำหนิราวกับผู้ใหญ่ดุเด็ก
เสี่ยวไป๋ชะงักช้อนดวงตากระจ่างใสมองแม่นางน้อยตรงหน้าใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มมีเค้าโครงของความเป็ผู้ใหญ่กระนั้นเขาก็ไม่ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
“อาการข้าดีขึ้นมากแล้ว”เขารู้แก่ใจดีว่าตัวเองเป็ตัวถ่วงให้นาง
หากไม่คัดค้านนางป่านนี้ไม่แน่ตรงหน้านางอาจจะมีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่างงูมรกตมาอยู่ตรงหน้าด้วยเหตุนี้อะไรที่พอจะเป็ประโยชน์ได้จึงพยายามช่วยเต็มกำลัง
ฉีซินอี๋มองหน้าเสี่ยวไป๋ครู่หนึ่งถึงเก็บสายตาตัวเองกลับไป
“เช่นนั้นเ้าพอจะรู้วิธีทำให้ไฟของข้าแรงขึ้นหรือไม่”
เสี่ยวไป๋ทั้งไม่พยักหน้าและปฏิเสธเดินไปถึงนางแล้วค่อยยื่นมือไปวางข้างเตาหลอมชั่วอึดใจเดียวใต้เตาพลันมีไฟลุกพรึ่บ
ไฟดังกล่าวเห็นอยู่ตำตาว่าโหมไม่แรงนักทว่าอานุภาพของมันแตกต่างจากของนางโดยสิ้นเชิงฉีซินอี๋ยืนห่างราว 2 จั้ง แต่ยังรู้สึกถึงไอร้อนอันแรงกล้า
ไม่คิดจะรอให้เสียเวลานางรีบทำการจัดสัดส่วนยาลงไปใหม่ เริ่มทำการหลอมอีกครั้งต่างคนต่างช่วยกันไม่นานหลังจากนั้นสีหน้าดำทะมึนของนางดีขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งเม็ดยาลูกกลอนสีใสลอยออกมาจากหม้อฉีซินอี๋แทบจะะโโลดเต้นออกมา หากไม่นับว่านางเป็ผู้ใหญ่น่ะนะ
“จะ เ้า!ข้าตัดสินใจแล้วต่อไปเ้ามาช่วยข้าควบคุมไฟ!”
เสี่ยวไป๋มองท่าทางดีใจ ใบหน้าที่มักทำทีเป็ผู้ใหญ่ตัวน้อยดูสดใสทำเอาบรรยากาศรอบตัวของนางสว่างไสวราวกับมีสีสันมุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหลุบตาลง
“...ได้”
ได้นางช่วยไว้หลายครั้งเื่เล็กน้อยเพียงแค่นี้เหตุใดเขาจะทำให้ไม่ได้เล่า
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตาทำเสียงขึ้นจมูกตั้งใจส่งกระแสจิตให้เขาเป็พิเศษ
“หึ ตาเฒ่าหน้าเหม็น กระทั่งวิธีหลอกเด็กยังเอาออกมาใช้”
เสี่ยวไป๋ “...”
“คุณหนู”เสียงร้อนรนของสาวใช้ตัวน้อยดังมาจากข้างนอกฉีซินอี๋รีบเก็บทุกอย่างใส่เข้าไปในแหวนหันมาเห็นเ้าของดวงตาสีขาวกะพริบมองนางปริบ ๆ
นางมองหน้าซีดขาวสลับกับอาการาแที่หลังหวนคิดถึงอนาคตข้างหน้า ใช่ว่าสามารถซ่อนเสี่ยวไป๋ได้ตลอด นางใคร่ครวญดูเล็กน้อยก็หลับตาก่อนจะดีดนิ้วแบมือออกหน้ากากพันหน้าพลันอยู่บนมือ
เสี่ยวไป๋จ้องมองการกระทำของนางเพียงฉีซินอี๋กวักมือเรียก “มานี่” เขาเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
นางเอาหน้ากากมาทาบไว้บนหน้าเขาของวิเศษในมือราวกับมีมือนับพันออกมายื่นออกไปเกาะทับผิวหน้าเดิมของเสี่ยวไป๋ไปจนสิ้น
จากบุรุษตัวน้อยที่ขาวผ่องไปทั้งตัวกลายเป็เด็กหญิงท่าทางอ้อนแอ้นเปราะบางชวนให้ทะนุถนอมเป็อย่างยิ่ง
ฉีซินอี๋ลอบสูดปาก อดะเืใจเล็ก ๆไม่ได้ เขายังเด็กแววสาวงามก็มาจ่ออยู่ตรงประตูไม่อยากจะคิดถึงยามเสี่ยวไป๋น้อยโตเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว
ผมขาวยาวสลวยบัดนี้กลายเป็สีดำดั่งน้ำหมึกดวงตาสีขาวราวพระจันทร์แปรเปลี่ยนเป็ดำขลับเฉกเช่นของนาง
เค้าเดิมของเสี่ยวไป๋ไม่มีเหลือนางอดคิดไม่ได้ว่าหากเสี่ยวไป๋มีหน้ากากพันหน้าไว้ปลอมแปลงเวลานั้นคงไม่จำเป็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากเหล่าผู้ฝึกตน
“คุณหนู สาวใช้ใหญ่กลับมา...ล-แล้ว”
เฟิ่งเสี่ยวที่รีบร้อนจนใบหน้าแดงก่ำชะงักทันทียามสายตาปะเข้ากับเด็กสาวแปลกหน้าที่กำลังยืนข้างเ้านาย
“นะ นั่นใคร...เ้าคะ”
ฉีซินอี๋ยิ้มพลางนึกสนุก“เดี๋ยวเ้าก็รู้”
ทั้งสามเดินออกไปต้อนรับสาวใช้เก่าแก่ของฉีซินอี๋ทันทีที่สาวใช้นางนั่นเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอัตราหางคิ้วของนางพลางกระตุกรัว ๆ
“ข้าจำได้ว่าไปไม่นาน...เหตุใดข้างกายท่านถึงมีสาวใช้เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว”
ฉีซินอี๋กล่าวด้วยท่าทางยิ้มอย่างเอาใจ“ข้าบังเอิญช่วยนางมา”
สาวใช้ใหญ่แทบกุมขมับ “ท่านก็รู้ว่าเราขาดแคลนเงินทองไม่มีปัญญาเลี้ยงคนสี่ท้องหรอกนะรีบพาไปทิ้งที่เดิมเถอะ” ไล่อย่างรำคาญ
ทว่าฉีซินอี๋เม้มปากเล็กน้อยช้อนแววตากระจ่างใสของตัวเองมองสาวใช้เก่าแก่“หากท่านกลัวเื่ปากท้องละก็ไม่ต้องห่วงไม่ว่าจะเป็เฟิ่งเสี่ยวหรือเสี่ยวไป๋ต่างก็อยู่ง่ายกินง่าย ยิ่งเป็เสี่ยวไป๋ด้วยแล้วขอเพียงกินผักสักชามก็อยู่ได้เป็วันมิหนำซ้ำตอนได้ข้าช่วยเอาไว้ยังรับปากเป็มั่นเหมาะว่าจะเข้าป่าหาพืชผักจับปลามาให้เราอีกด้วย”
เสี่ยวไป๋ “...”
“ไม่ใช่ว่าปากพูดอีกอย่างแต่ทำอีกอย่างหรือ”
ฉีซินอี๋เดินมากอดเอวสาวใช้ใช้ลูกอ้อนไร้เดียงสาของเด็ก “หากพี่สาวไม่เชื่อ ไยไม่ไปดูด้วยตัวเองยามนี้ในครัวมีปลาที่พึ่งจับมาได้หลายตัวแน่ะ ตัวอ้วนพีทั้งนั้น”
แทบจะในทันทีที่นางกล่อมจนสาวใช้าุโเริ่มคล้อยตามฉีซินอี๋เหลือบมองเฟิ่งเสี่ยว “เฟิ่งเสี่ยวช่วยพี่สาวขนของเข้าบ้านหน่อยเอาน้ำเอาท่ามารับอย่าให้พี่สาวเหนื่อยหากพี่สาวเ็ปตามเนื้อตัวก็ช่วยนวดผ่อนคลาย”
ได้รับการดูแลประหนึ่งเป็ประมุขของบ้านใครเล่าจะไม่ชื่นชอบยิ่งอีกฝ่ายเคยเป็ถึงคุณหนูใหญ่ตอนนี้กลับต้องมารองมือรองเท้าเฝ้าดูสีหน้าตัวเองสาวใช้าุโเผยยิ้มออกมาในที่สุด
“หากเป็ดังเ้าว่าข้าก็วางใจแต่ที่ข้าทำเช่นนี้เป็เพราะเห็นแก่คุณหนูนะเ้าคะ”
“ข้าเข้าใจความหวังดีของพี่สาว”
หลังจากนั้นเฟิ่งเสี่ยวขนาบข้างหนึ่งช่วยประคองสาวใช้าุโเข้าไปในบ้านไม่วายตระเตรียมสำรับอาหารยกไปประเคนให้ถึงที่
ฉีซินอี๋ยิ้มเย็มลับหลังสายตาของสาวใช้าุโเวลานี้นางมีตัวเลือกเพียงสองทาง หากไม่อยากตกอยู่ในกำมือของม่อเจียลี่ก็ต้องอาศัยวงศ์ตระกูลในการไต่เต้า
ถ้าร่างกายโตเป็ผู้ใหญ่นางคงไม่จำเป็ต้องอาศัยตระกูลฉีคุ้มกะลาหัวแต่เมื่อคิดไปถึงท่าทางไร้เดียงสาของเฟิ่งเสี่ยว และสัตว์ิญญาผู้ถือศีลกินเจแล้วหากคิดโบยบินออกจากใต้ปีกตระกูลฉียิ่งเป็การนำภัยมาสู่ตัวเอง
ค่ำคืนนั้นนางให้เฟิ่งเสี่ยวที่เริ่มคุ้นเคยกับผีผาตัวเองบรรเลงเพลงกล่อมให้สาวใช้าุโสลบไสลก่อนจะเริ่มทำการหลอมยาถอนพิษออกมาโดยมีเสี่ยวไป๋คอยควบคุมไฟ
เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มขมับใบหน้าเนียนใสแดงระเรื่อราวกับดอกหมู่ตานในยามเช้าความตึงเครียดแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ แสงสว่างขนาดย่อมสว่างจ้าในในพื้นที่เดียวเวลาผ่านไปเกินสองชั่วยามในที่สุดหว่างคิ้วขมวดเป็ปมของฉีซินอี๋พลันคลายออก
“สำเร็จ!” น้ำเสียงตื่นเต้นระคนโล่งอกดังลอยมานางยื่นมือจับยาลูกกลอนสีขาวบริสุทธิ์บริเวณรอบ ๆ เปล่งประกายเป็เจ็ดสี
เสี่ยวไป๋เผยยิ้มน้อย ๆ“ยินดีกับผู้มีพระคุณด้วย”
แทบไม่ต้องรอให้เสียเวลา ฉีซินอี๋เก็บข้าวของทุกอย่างคว้าหมับข้อมือเสี่ยวไป๋ได้ก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในหอนอน
บุรุษน้อยตัวแข็งทื่อ ตอนแรกขืนตัวเอาไว้แต่ฉีซินอี๋ลากเขาไปสุดท้ายจึงมายืนทำสีหน้าแตกตื่นอยู่ข้างเตียง ข้อนิ้วขาวซีดกำชายเสื้อตัวเองแน่นช้อนแววตาวิบวับสลับกับความไม่แน่ใจมองเด็กสาวที่สูงกว่าตนไม่กี่ชุ่น
รู้สึกน้ำท่วมปาก กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอทั่วแผ่นหลังล้วนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเย็น ๆ
“ผะ ผู้มีพระคุณ ถะ ถึงวิธีประทับร่าง ระร่วมกับยาลูก กะ กลอน แต่ข้าว่าไม่เหมาะสมยิ่งนัก”น้ำเสียงตะกุกตะกักบ่งบอกถึงความประหม่าของเขา
ทว่ายังไม่ทันสิ้นคำฉีซินอี๋ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงอ้าปากกลืนยาลูกกลอนถอนพิษเข้าไปก็หลับตาเพ่งจิตทันที
เสี่ยวไป๋ชะงักค้างจ้องการกระทำของนางด้วยสีหน้าเหลอหลา กว่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของนาง ใบหน้านวลลออของเขาค่อยๆ แต่งแต้มเป็สีชมพูกระทั่งกลายเป็ตำลึงสุก
“เพ้ย! ตาเฒ่าหน้าเหม็นแม้กระทั่งเด็กอย่างซินอี๋เ้ายังไม่เว้น!”
เสียงเกรี้ยวกราดของดวงจิตแห่งหยกลอยมาเช่นเดียวกับเบื้องหน้าสว่างวาบดวงจิตในรูปลักษณ์ผู้เฒ่ายืนจังก้าคั่นกลางระหว่างทั้งสอง
ท่าทางเหมือนแม่ไก่ปกป้องลูกยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่ต่างไปจากเดรัจฉานแต่คิดอีกทีเขานับเป็คนด้วยหรือ
อึก!
เสียงสำรอกของฉีซินอี๋ดังแทรกขึ้นมาบรรยากาศขมุกขมัวระหว่างบุรุษทั้งสองมลายหายไปสิ้น เสี่ยวไป๋เกือบถลาเข้าไปหานางดวงจิตแห่งหยกไวกว่าเบี่ยงกายมาบัง ทำให้เขาเห็นเพียงเืสีดำสนิทไหลออกมาจากปาก
หว่างคิ้วสองข้างของนางเป็กลุ่มก้อนสีดำกล้ามเนื้อทั่วร่างกายประหนึ่งมีชีวิต ขยับกระดุกกระดิกไปมาจนน่าขนลุก
ไม่นานนักกลุ่มก้อนสีดำทั่วร่างล้วนมากระจุกอยู่แถวลำคอและใบหน้าเสี่ยวไป๋นิ่วหน้า อดรู้สึกทรมานแทนนางไม่ได้
“เรา...ช่วยอะไรนางไม่ได้เลยหรือ”น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหัว“สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้คือห้ามไม่ให้มีสิ่งใดไปรบกวนนาง มิเช่นนั้น...”
แม้ดวงจิตไม่ได้พูดต่อเสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะเข้าใจ เขาถอนตัวกลับมานั่งขัดสมาธิบนพื้นเย็น ๆ ก่อนจะหลับตาไม่นานนักทั่วห้องของฉีซินอี๋พลางมีเกราะบางโปร่งใสปกคลุมอยู่ทั่วหากไม่ใช้เพ่งสมาธิให้ดีย่อมมองไม่เห็น
“ค่ายกลคุ้มกันภัย?” ดวงจิตอุทานแ่เบา
พอเสี่ยวไป๋ลืมตาร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงเพราะฝืนใช้พลังในขณะาเ็
“สัตว์ิญญาเช่นท่าน ไปได้เคล็ดวิชานี้มาจากไหน”
เสี่ยวไป๋ไม่ตอบดวงจิตแห่งหยกก็ไม่คิดจะคาดคั้นเพียงหันเหความสนใจมาทางฉีซินอี๋ดังเดิม
ผ่านพ้นหนึ่งราตรีการขับพิษเป็ไปอย่างราบรื่นทว่าผลกระทบของพิษที่อยู่ในร่างกายนานทำให้นางล้มป่วยลง
สาวใช้าุโไม่แปลกใจกับอาการป่วยของฉีซินอี๋เท่าไหร่นักแถมยังรู้สึกว่าการที่ฉีซินอี๋ช่วยสาวใช้สองนางมีประโยชน์ในเวลาเช่นนี้เอง
หลายวันต่อจากนั้นไม่ว่าเฟิ่งเสี่ยวหรือเสี่ยวไป๋ล้วนวุ่นวายกับการดูแลฉีซินอี๋ส่วนสาวใช้าุโกลับนั่งจิบชากินขนมที่หาซื้อจากตลาดมาอย่างสบายใจ
ผ่านไปเกือบครึ่งค่อนเดือนในที่สุดร่างกายของฉีซินอึ๋ถึงกลับมาแข็งแรงดังเดิม แต้มสีดำทั่วร่างกายหายวับไปกับตาใบหน้าอัปลักษณ์ครึ่งซีกกลายเป็เด็กสาวที่กำลังจะเข้าสู่วัยแรกรุ่น
นับเป็โชคดีของนางที่ไม่ได้ให้สาวใช้าุโเข้ามาดูแลแต่แรกจึงสามารถใช้ส่วนผสมของสมุนไพรมากมายในแหวนมาทาตัวเพื่อตบตาอย่างแเี
ฉีซินอี๋มองเงาร่างของตัวเองซึ่งสะท้อนในลำธารน้ำใสหลังได้รับอนุญาตให้มาดูเฟิ่งเสี่ยวและเสี่ยวไป๋จับปลา
นางพึมพำ“ได้เวลากลับบ้าน...ตระกูลฉีแล้ว”