“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ ท่านได้ยินหรือไม่? แม่หนูยากจนผู้นั้นยังไม่เลิกคิดเลยนะเจ้าคะ!”หมัวมัวคนหนึ่งโน้มตัวลงกล่าว “อยากจะเข้าใกล้คุณชายเจ้าของห้างโดยอาศัยคุณหนูรองช่าง...”
ฮูหยินใหญ่เผยยกมือขึ้นเล็กน้อยห้ามไม่ให้หมัวมัวพูดต่อ
ฮูหยินรองเผยยกถ้วยชาขึ้นเป่านางขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า “ไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะบังเอิญถึงเพียงนี้”
ในวันปกติร้านเครื่องประดับแต่ละแห่งมักจะนำของใหม่มาให้ที่จวนเลือกสรรแต่ครั้งนี้พวกนางว่างไม่มีอะไรทำ จึงไม่ค่อยได้ออกนอกบ้านนักเมื่อเดินผ่านร้านจูอวี้ไจก็เลยแวะเข้ามาชมดูผู้มีฐานะเช่นพวกนางย่อมไม่ดูของในห้องโถงใหญ่ จึงย้ายไปที่ห้องรับรองและบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างนางซูกับเย่ชิงชิงพอดี
“ฮูหยินรองเจ้าคะ ท่านสั่งห้ามคุณหนูรองไม่ให้ไปหานางแล้วแต่นางกำลังรอให้คุณหนูรองเชิญมาเป็นแขกที่จวนอยู่นะเจ้าคะ~” ชุนเหมยวางสองมืออยู่ด้านหน้า แล้วยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ อย่างเยาะเย้ย
“พอแล้ว” ฮูหยินรองวางถ้วยชาลงมองฮูหยินใหญ่ก่อนจะกล่าวว่า “นางยังมิได้ทำสิ่งใดพวกเจ้าพูดจาระวังหน่อย”
หมัวมัวและชุนเหมยมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “เจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ข้ากลับเห็นว่าเด็กคนนั้นไม่เลวเลย” ฮูหยินใหญ่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ และไม่กล่าวอันใดต่อ
ก่อนหน้านี้บุตรชายของนางไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของย่าเฒ่าสกุลเคอได้เพราะเย่ชิงชิงนางก็รับรู้เรื่องนี้มาบ้าง แต่ว่าหากนี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญนางจะพูดอันใดได้เล่า?
จะบอกว่าบุตรชายของนางชอบเด็กสาวผู้นี้รึ?คุณชายรองสกุลเผยผู้สง่างามเชียวนะ พูดไปใครจะเชื่อ? หากเพียงเท่านี้ก็กล่าวว่านางเป็นคนเจ้าเล่ห์ คงระแวงเกินเหตุไปหน่อย
“ฮูหยินใหญ่จิตใจกว้างขวางนัก” ฮูหยินรองพยักหน้าสถานการณ์ของเรือนใหญ่ย่อมเป็นเรื่องที่นางต้องกังวลด้วย
อันที่จริงก็เป็นเพียงเด็กสาวจากชนบทเล็กๆเท่านั้น จะไปมาหาสู่กันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนางเองมิได้จำเป็นที่พวกนางจะต้องมาใส่ใจถึงเพียงนี้
พอนึกถึงวัตถุประสงค์ที่เข้ามาในร้านจูอวี้ไจนางก็กวักมือเรียกเถ้าแก่มาสอบถาม “เหลือของชั้นดีใดที่ยังมิได้นำมาให้ชมอีกหรือไม่?”
เมื่อแขกผู้มีเกียรติมาเยือนเถ้าแก่ย่อมต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด จึงรอคอยอยู่ข้างๆ แล้ว
ขณะนั้นเขาก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วตอบว่า“ฮูหยินทั้งสองมาด้วยตนเองเช่นนี้ข้าจะซ่อนของวิเศษไว้ไม่นำออกมาได้อย่างไร? ของดีทั้งหมดในร้านของข้าอยู่ตรงนี้แล้วขอรับ”
เขาได้ยินมาว่าเผยเซ่าจือบุตรชายคนโตของสกุลเผยสอบขุนนางระดับกลางผ่านแล้ว!ปีหน้ายังมีการสอบชุนเว่ยอีก ครั้งนั้นไม่ว่าจะได้อันดับใดออกมาแล้วก็รับรองว่าจะเป็นขุนนางแน่นอน!
สกุลเผยมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ธรณีประตูแทบจะถูกเหยียบจนพังไปแล้วย่อมไม่ขาดแขกเหรื่อในงานเลี้ยงใหญ่ รวมถึงญาติสนิทมิตรสหายที่มารวมตัวกันนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฮูหยินทั้งสองจำเป็นต้องเตรียมเครื่องประดับเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความงดงาม
งานเลี้ยงผ่านไปอย่างคึกคักมาหลายวันฉากเหตุการณ์ที่นอกบ้านของบรรดานายท่านและคุณชายนั้นเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้แต่ที่เรือนหลังของฝ่ายหญิงนั้น บรรยากาศกลับคึกคักด้วยน้ำกุหลาบในขวดผลึก
เผยเซ่าจือได้หมั้นหมายกับคุณหนูสกุลเคอไปนานแล้วบัดนี้กำลังจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน บรรดาตระกูลต่างๆ ย่อมพากันอิจฉาแต่ก็จำต้องยอมรับว่าบุรุษผู้มีความสามารถนี้ได้ถูกชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วแม้ว่าบุรุษจะมีภรรยาหลายคน และพวกนางอยากจะยอมลดตัวลงเป็นอนุ แต่ก็ไม่สามารถทาบทามก่อนที่ภรรยาเอกจะเข้าจวน
ดังนั้นที่เรือนหลังนี้นอกจากคำอวยพรแล้ว จึงไม่มีใครอยากจะอาศัยลูกหลานเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกลุ่มสตรีที่รวมตัวกัน ย่อมไม่ขาดหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับความงามดังคำที่กล่าวว่าหญิงงามย่อมแต่งตัวสวยเพื่อชายที่รัก...
ทุกคนอยู่ในวัยที่บุตรธิดากำลังเติบโตวัยเยาว์ที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ฮูหยินคนไหนบ้างที่ไม่พยายามบำรุงตนเองเล่า?
“ฮูหยินอี้ บุตรชายคนเล็กของท่านได้หมั้นหมายแล้วหรือเจ้าคะ?” ฮูหยินหลิ่วปิดปากหัวเราะถาม
ฮูหยินอี้ถูกเอ่ยนามก็ประหลาดใจนักนางหัวเราะตอบว่า “ยังเจ้าค่ะทำไมถึงถามเช่นนั้นเล่า? ฮูหยินหลิ่วมิได้อยากจะผูกสัมพันธ์กับครอบครัวข้าหรอกหรือเจ้าคะ?”
“ยังไม่ได้หมั้นหมายจริงหรือ? ข้านึกว่าท่านมีเรื่องน่ายินดีจึงมีสีหน้าแจ่มใสถึงเพียงนี้!” ฮูหยินหลิ่วพูดพลางก้าวเข้าไปมองใกล้ๆแล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านทาแป้งอะไรเจ้าคะ?”
ฮูหยินอี้ถือเป็นสตรีอายุมากที่สุดในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้บุตรชายคนเล็กของนางอี้เหวินฉวินมีอายุเท่ากับเผยรุ่นจือส่วนพี่ชายและพี่สาวคนอื่นๆ ได้แต่งงานและมีบุตรธิดาไปหมดแล้วนางจึงได้เป็นย่าก่อนใครเพื่อน
กาลเวลาโหดร้ายเมื่อลูกๆ โตขึ้น ใบหน้าของผู้เป็นพ่อแม่ย่อมไม่พ้นมีริ้วรอยแม้พวกนางจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ใบหน้าย่อมไม่อาจสู้สตรีวัยสาวทว่าวันนี้ที่ได้พบกันกลับดูผุดผ่องเปล่งปลั่งราวกับกลับคืนสู่วัยเยาว์!
“ใช่ผงดอกท้อที่ร้านเครื่องหอมเพิ่งออกใหม่หรือไม่?” ฮูหยินไช่หัวเราะแล้วหยิบตลับกลมเล็กๆที่สวยงามออกมา
ฮูหยินอี้ชำเลืองมองผงดอกท้อในตลับนั้นก่อนจะหัวเราะแล้วส่ายหน้า “ผงดอกท้อฟังดูดีนะแต่สู้ของข้าไม่ได้หรอก”
คำพูดนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาฮูหยินทั้งหลายร้านเครื่องหอมและร้านเครื่องประดับในเมืองต่างก็ส่งคนไปแจ้งข่าวที่จวนของพวกนางทีละแห่งมีอะไรบ้างที่พวกนางไม่รู้ และมีเพียงฮูหยินอี้เท่านั้นที่มีกัน?
ฮูหยินรองเผยที่กำลังชงชาอยู่ทางซ้ายมือได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเล็กน้อยจากนั้นก็กล่าวว่า“ฮูหยินอี้คงหมายถึงน้ำค้างกุหลาบในขวดผลึกใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฮูหยินอี้พยักหน้าพลางลูบใบหน้าด้วยมือเดียวกล่าวว่า“คุณชายเจ้าของห้างมีน้ำใจ แนะนำให้ข้า” คำพูดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขอบคุณแต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสกุลเผยและสกุลอี้
“โอ้โห! น้ำค้างกุหลาบนี่มีอานุภาพวิเศษถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ?”ฮูหยินไช่รีบเอ่ยถาม
เมื่อไม่นานมานี้ไช่อี้หลิงรบเร้าจะเอาเงินห้าสิบตำลึง ถือว่าไม่ใช่จำนวนน้อยๆแม้ว่าสกุลไช่จะร่ำรวย แต่ก็ไม่ต้องการให้บุตรสาวเคยชินกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเมื่อสอบถามจึงรู้ว่าเป็นเพราะคุณชายเจ้าของห้างมีน้ำค้างกุหลาบไม่กี่ขวดมาขายในเมื่อเป็นเขาก็ย่อมต้องให้เกียรติ
ฮูหยินไช่ซื้อมาสองขวดพอดีแต่บังเอิญร้านเครื่องหอมออกผงดอกท้อใหม่ นางจึงยังไม่ได้ใช้น้ำค้างกุหลาบนั้น
อีกไม่นานไช่อี้หลิงกำลังจะแต่งงานจึงไม่ได้มาด้วยกัน ฮูหยินไช่จึงกล่าวทันทีว่าที่บ้านนางก็มีสองขวดกลับไปแล้วจะลองใช้ดู