บทที่ 6 – แรงลมหวนจากภูผา
เช้าวันใหม่มาเยือนเมืองซางอวิ๋นด้วยอากาศที่เย็นกว่าเดิม ลมจากหุบเขาทางตะวันออก พัดผ่านยอดไม้ไผ่จนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงขับกล่อมของภูผาเก่าแก่ แสงอาทิตย์ยามเช้าเรืองรองเหนือขอบชายคาเรือนสกุลซ่งอย่างเชื่องช้า แต่ความสงบในแสงเช้านั้นกลับแฝงบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้ชั้นของความเงียบงัน
ณ ศาลาหลังเล็กในสวนด้านหลังเรือนรอง เฉินไป๋ก้าวเข้ามาหาฉู่เหยียนอย่างเงียบเชียบ ก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้าพลางเอ่ยเสียงเบา
“เมื่อคืนนี้ เงาที่สี่รายงานว่าพบการส่งมอบหีบผ้าไหมซ่อนใต้ลังใบชา ภายในพบเหล็กแร่เถื่อนจากทางเหนือปะปนอยู่ขอรับ”
ฉู่เหยียนพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าไร้อารมณ์ เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ หันสายตาออกไปทางพุ่มเหมยที่เริ่มผลิใบเขียว “เช่นนั้นเป้าหมายของขบวนการค้าครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่ผลกำไร”
“ใช่ขอรับ เหล็กนั้นคุณภาพสูง ไม่ใช่สินค้าทั่วไปในแถบชายแดน”
“แล้วบุรุษที่สวมผ้าคาดหน้าผากเล่า?” ฉู่เหยียนเอ่ยถามเสียงเข้ม
“หน่วยเงาที่แปดตามรอยไปถึงโรงน้ำชาอีกแห่งขอรับ ดูเหมือนเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเร่ขายของเก่า แต่เื้ัเป็แหล่งปลอมแปลงบัญชีสินค้า” เฉินไป๋ยังคงรายงานด้วยท่าทีสงบดังเดิม
“เตรียมให้เสี่ยวจางเข้าแฝงในร้านค้าสายส่งของเขา ส่วนเฉียนอู่ให้ถอยออกมารอคำสั่งข้างนอกเมือง” น้ำเสียงเข้มขึ้นอีกหลานส่วนอย่างชัดเจน
“รับทราบขอรับ” เฉินไป๋ค้อมศีรษะรับคำสั่งก่อนถอยออกไปเงียบ ๆ
ฉู่เหยียนทอดสายตามองแสงเช้าที่กระทบผิวชาในถ้วยตรงหน้า กลิ่นหอม บางจากใบชาพันธุ์หยกงามลอยอ่อนขึ้น แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกถึงรสัันั้นอีกต่อไป ดวงตาเขาเลื่อนลอยไปไกลนัก ราวกับกำลังมองบางสิ่งที่อยู่พ้นขอบรั้วจวนนี้ไปแล้ว
เรือนฝั่งตะวันตกของจวนสกุลซ่ง แสงอาทิตย์ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ ฉายเงาต้นเหมยลงบนพื้นห้องนอนอย่างอ่อนโยน ซ่งเหยาลืมตาช้า ๆ นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือแตะที่อกด้านซ้ายรู้สึก ถึงเสียงเต้นของหัวใจตนเองอย่างแ่เบา แต่แปลกประหลาด
“อาซิ่ว” นางเรียกเบา ๆ
“เ้าคะ?” สาวใช้ประจำตัวเดินเข้ามาพร้อมผ้าชุบน้ำอุ่น
“ข้าฝันแปลก ๆ เหมือนมีเสียงกระซิบในป่าหลังเรือน” ซ่งเหยานั่งพิงหมอน พยายามทบทวนความฝันนั้น แต่กลับคล้ายลืมสิ้นในทันที
“่นี้อากาศเย็นลงเ้าค่ะ บางทีอาจเป็เพราะห่มผ้าไม่ดี” อาซิ่วตอบพร้อมคลี่ยิ้มปลอบใจ ซ่งเหยาไม่เอ่ยสิ่งใดต่อนางทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองผ้าแพรที่ปลิวไหวเบา ๆ สีหน้านางเหมือนมีบางอย่างจะพูด แต่กลับเก็บเอาไว้เงียบ ๆ
ยามสาย สายลมพัดแรงขึ้นจากทางเทือกเขาหลงอวี๋ ทำให้ตลาด ใต้เนินเริ่มครึกครื้น ผู้คนเดินสัญจรสวนทางกันในกลิ่นของชาอบแห้ง ปอเตี๊ยะและขนมอบสีทองฉ่ำ
ฉู่เหยียนในชุดเรียบง่ายปิดหน้าครึ่งล่างด้วยผ้าขาวบาง กำลังเดินช้า ๆ ผ่านตรอกด้านข้างโรงน้ำชาริมแม่น้ำ ในมือถือแผ่นไม้เก่าและกล่องเครื่องมือสลักลายราวกับเป็ช่างไม้ฝีมือดีคนหนึ่ง เขาไม่ได้เดินลำพัง แต่อยู่ในรัศมีขององครักษ์เงาสามนาย ที่คอยสอดแนมรายรอบ หนึ่งในนั้นแฝงเป็พ่อค้าขายถ่าน อีกคนคือเด็กส่งของจากร้านยาจีนระหว่างที่เขาหยุดเทียบร้านเก่าร้างแห่งหนึ่ง เสียงสตรีพลันดังแว่วจากอีกฝั่ง
“ขอทางหน่อยเ้าค่ะ” เสียงนั้นช่างคุ้นหูอย่างประหลาด ฉู่เหยียนหันไปช้า ๆ ก่อนจะเห็นร่างบางของซ่งเหยาในชุดเรียบสีชมพูอ่อน กำลังยืนหอบเล็กน้อยอยู่หน้าร้านขายข้าวหอม
มือของนางถือถุงใส่กล่องชาไว้แน่น ั์ตาสว่างไสวด้วยความสดใสดังเดิม แม้ลมหอบจะพัดปลายเส้นผมให้ปลิวว่อน แต่รอยยิ้มที่สดใสนั้นกลับทำให้คนที่อยู่ในเงาต้องชะงักไปชั่วขณะ
แม้ใบหน้านางจะคล้ายกับสตรีอีกคนหนึ่งอย่างน่าประหลาด ทว่ารอยยิ้ม เสียงหัวเราะและสายตานั้น กลับไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลย ฉู่เหยียนหลบสายตาทันที พร้อมโน้มศีรษะลงเล็กน้อย มือที่ถือแผ่นไม้กลับกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านช่างไม้?” ซ่งเหยาเอียงคอถามอย่างฉงน เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบรับ พลางยกมือพัดลมจากอกเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะอย่างเขินอาย
“ข้าคงจำคนผิดเ้าค่ะ ขอโทษที่ขวางทาง”
ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่ให้เห็นใบหน้าทั้งหมดนัก ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“มิเป็ไรคุณหนู ข้ามิได้ถือ”
น้ำเสียงนั้นชวนสะดุดใจประหลาด แต่นางก็ไม่ทันคิดอะไรมากไปกว่านั้น
“ท่านชื่ออะไรหรือ?” นางถามต่อแบบลืมตัว
“ข้า…เรียกว่าฉู่ก็ได้”
“ฉู่?” นางทวนเสียง “ชื่อนี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน”
ฉู่เหยียนยกมุมปากเล็กน้อย พลางยื่นวัตถุเล็ก ๆ จากแผ่นไม้ในมือที่สลักเป็รูปดอกไม้แก่ซ่งเหยา “ชิ้นนี้พอดีเหลืออยู่ ข้าทำเกินมา”
ซ่งเหยาเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ “สำหรับข้า?”
“มิได้ตั้งใจแต่หากคุณหนูชอบ ข้ายินดีให้”
ซ่งเหยาหัวเราะเสียงใส “ท่านพูดราวกับนักเล่านิทานเสียจริง”
ก่อนจะรับมันมาไว้ในมือเบา ๆ กลิ่นไม้หอมอ่อนโชยขึ้นคล้ายกลิ่นหนึ่งที่นางเคยรู้จักจากที่ไหนสักแห่ง
ฉู่เหยียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถอยหลังและก้าวหายเข้าไปในฝูงชนทิ้งไว้เพียงสตรีหนึ่งนาง ที่ยังยืนนิ่ง มองแผ่นไม้ในมือด้วยรอยยิ้มคล้ายจะไม่เข้าใจตนเองนัก