“ยินดีที่ได้พบคุณหนูซือ” เย่วซินค้อมหัวให้อีกฝ่ายคล้ายทักทาย ก่อนนางจะนั่งลงตรงที่ว่างด้านข้างของเสิ่นซัวหยาง บุรุษที่นางไม่พบเขาเลยถึงสองวัน “วันนี้น้องทำน้ำตาลปั้นรูปกระต่ายมาให้พี่ซัวหยาง เพื่อขอโทษเื่ในวันนั้นเ้าค่ะ” นางหมายถึงเื่ที่เสิ่นซัวหยางเข้าไปหานางในเรือนเล็กและเดินหนีไป “เป็เพราะเย่วซินไร้สติยั้งคิด หึงหวงพี่ซัวหยางกับคุณหนูซือมากเกินไปจึงกล่าววาจาไร้ยางอาย พี่ซัวหยางไม่โกรธเย่วซินใช่หรือไม่เ้าคะ” คำสารภาพต่อหน้าซือหลิวเยี่ยนยังน่าละอายไม่เท่ากับการที่นางโผเข้าไปกอดแขนบุรุษ พรึ่บ!
เป็อีกครั้งที่เสิ่นซัวหยางมองเย่วซินอย่างค้นคว้า บทสรุปของการกระทำนี้คือหึงหวงจนขาดสติยั้งคิด? ‘แล้วยามนี้ที่นางกล่าวออกมาเล่า คิดดีแล้วงั้นรึ?’ หรือที่ฮุ่ยเหมยบอกว่านางเสแสร้งทำดีเพราะคิดว่าเขาเป็ของนางเพียงผู้เดียว จนมีเื่สมรสกับสตรีอื่นเข้ามาเป็ตัวแปร “เช่นนั้นหลังจากนี้เ้าควรใช้สติให้มาก” ไม่ต่างจากเขาที่ต้องใช้สติประเมินเย่วซินให้มากเช่นกัน ลึกๆ ในใจเขายังคงหวังว่าเย่วซินนั้นเป็สตรีที่ดีที่สุด
“น้องรู้ มาเถอะเ้าค่ะ ทานขนมกันดีกว่า” เย่วซินหยิบขนมจากตะกร้าสานขึ้นมาวางบนโต๊ะและเขี่ยจานใส่ขนมเปี๊ยะออกไปห่างๆ หางตาเหลือบไปเห็นซือหลิวเยี่ยนชักสีหน้าไม่พอใจ ตัวนางเองได้แต่กล่าวขอโทษโดยไม่พูดมันออกมา “อีกไม่กี่วัน หากพี่ซัวหยางสมรสแล้ว เื่ของเย่วซินค่อยคิดกันหลังจากนั้นนะเ้าคะ” ^^ ริมฝีปากยิ้มแย้ม…แต่ดวงตาไม่ยิ้ม
ชั่วจังหวะหนึ่ง เสิ่นซัวหยางกลับรู้สึกผิดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอ้าปากรับขนมชิ้นเล็กรสชาติละมุนลิ้นแล้วกลืนมันลงคอ ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันเป็คุณหนูซือหลิวเยี่ยนที่ทำเพียงก้มหน้า ซึ่งท่าทางนั้นกลับทำให้เขารู้สึก สงสาร ต่างกันกับสตรีข้างกายที่ยังคงกอดแขนเขาเพื่อแสดงความเป็เ้าของ ถามว่าเย่วซินดูไร้ยางอายใช่หรือไม่…ก็คงใช่
ความอึดอัดในศาลาเกิดขึ้นเพียงครึ่งเค่อ (7 นาที) เมื่อหลังจากนั้นกลับมีบ่าวในเรือนใหญ่เดินมาเรียกเสิ่นซัวหยาง ความกังวลใจมีอยู่กับสตรีทั้งสองคน เขาจึงกล่าวขึ้นมาว่า “พี่ไปหาท่านพ่อไม่นาน พวกเ้าสนทนากันไปก่อนได้หรือไม่” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรในยามนี้เขาถึงได้กลัวว่าเย่วซินจะเป็ฝ่ายก่อเื่ขึ้นเสียเองแทนที่จะเป็ซือหลิวเยี่ยน
สองสตรีพยักหน้าพร้อมกันแล้วมองบุรุษรูปงามบุตรชายเ้าของจวนเดินลับไป ศาลาตรงนี้จึงเหลือเพียงสองคุณหนูและสองสาวใช้ที่ยังคงมองหน้ากันคล้ายกำลังหยั่งเชิง
และเป็ซือหลิวเยี่ยนที่เปิดบทสนทนาขึ้นก่อนโดยไร้ท่าทางอ่อนแอเฉกเช่นที่แสดงออกต่อหน้าเสิ่นซัวหยางเมื่อครู่ “ในฐานะที่เราสองคนเป็ศิษย์จากสำนักศึกษาด้วยกัน เ้าคงรู้ว่าข้าเป็คนอย่างไร” คำเตือนในที่นี้มิใช่คำขู่และนางมิได้เป็สตรีในห้องหอหรือว่าอ่อนหวานเหมือนสตรีตรงหน้า ในทางกลับกันคือนางร้ายได้กว่าที่เย่วซินคิด “ข้าจะบอกเ้าตรงนี้นะเย่วซิน อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เ้าได้พี่ซัวหยางไปและอย่าหวังแม้แต่ตำแหน่งอนุซึ่งข้าไม่ยอมให้เขามี” ยิ่งถ้าหากเป็เย่วซิน นางก็ยิ่งไม่ยอม
เย่วซินส่ายหน้า “ผิดแล้วคุณหนูซือ” ก่อนที่นางจะตัดสินใจทำเื่ใหญ่ นางต้องพูดคุยกับว่าที่สะใภ้สกุลเสิ่นให้เข้าใจเสียก่อนว่าตัวนางมิได้คิดจะแย่งพี่ซัวหยางและถึงแม้นางจะรู้อยู่แล้วว่าซือหลิวเยี่ยนมีนิสัยอย่างไร แต่เมื่ออีกฝ่ายถูกเลือกไปแล้ว ตัวนางจะทำอย่างไรได้นอกจากถอยออกไปจากตรงนี้แล้วจบ “เ้าก็รู้ว่าข้าเป็สตรีเช่นไร ข้าอ่อนแอไร้ฐานะและมิได้อยากมีเื่กับคุณหนูเช่นเ้ามาั้แ่ต้น ข้ายอมรับว่าข้ารักทุกคนในสกุลเสิ่นที่คอยชุบเลี้ยงข้าจนเติบใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่พี่ซัวหยางข้าก็รัก ซึ่งเ้าคงรู้มาบ้างว่าพี่ซัวหยางกับข้า รักชอบกันแบบไหน แต่ในเมื่อ์มิได้อยากให้เราเคียงคู่ ตัวข้าก็พร้อมจะถอยให้เ้า นับจากนี้ไปข้าขอฝากพี่ซัวหยาง ท่านแม่ ท่านพ่อให้เ้าช่วยดูแลด้วย” นางกลั้นก้อนสะอื้นลงคออีกครั้ง “คุณหนูซือวางใจเถิด พี่ซัวหยางมิชอบสตรีมารยาและร้ายกาจ”
ซือหลิวเยี่ยนทำหน้าไม่เข้าใจ “...” จนสาวใช้ของเย่วซินเอ่ยขัดขึ้น
“คุณหนู คุณชายมาแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวเม่ารีบเตือนเพื่อให้คุณหนูของตนหยุดพูด แต่ไหนเลยคุณหนูของนางกลับกระทำเื่ไม่คาดคิด
พรึ่บ!! เย่วซินลุกขึ้นยืนและหลับตาลง นางเอ่ยแค่เพียงว่า “ข้าขอโทษเ้าค่ะ คุณหนูซือ” ขวับ!! คว้ากาน้ำชามาเปิดฝาแล้วสาดมันลงบนใบหน้าของซือหลิวเยี่ยน ซ่า!! เคร้ง!!จบแล้วสินะความรักของนางกับคุณชายเสิ่น
“หยุดเดี๋ยวนี้ เย่วซิน!!”
น้ำเสียงของบุรุษอันเป็ที่รักฟังดูเกรี้ยวกราดมาแต่ไกล เ้าของนามเย่วซินแสร้งยื่นมือไปจับกลุ่มผมของสตรีผู้เป็บุตรสาวของท่านเลขาซือขึ้น พร้อมกับเงื้อมือ ใบหน้างามไร้ความรู้สึกจับจ้องคุณหนูสกุลซือที่แสร้งทำท่าหวาดกลัว “ข้าหยุดแล้วเ้าค่ะ” นางกล่าวให้ทั้งคุณหนูซือและพี่ซัวหยางได้เข้าใจ แม้คำว่าหยุดของนาง มันจะคนละความหมาย แต่ก็ถือได้ว่าทำสำเร็จแล้ว มือบางละจากกลุ่มผมหลุดลุ่ยนั้น ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับพี่ซัวหยาง นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำร้ายนางแน่ นางจึงกล้าที่จะเสแสร้งต่อไปอีกนิด “คุณหนูซือด่าว่าข้ามิมีสกุลก่อนนะเ้าคะ” นางปด
ซือหลิวเยี่ยนส่ายหน้า นางบีบน้ำตาจนมันคลอเบ้าก่อนจะชี้ตรงศีรษะของตนเองซึ่งมันยุ่งเหยิงไปหมด อีกทั้งชุดเสื้อผ้าของนางยังเปียกชุ่มคล้ายกับเป็หลักฐานมัดตัวเย่วซินได้ดี “ข้ามิได้พูดนะเ้าคะท่านพี่ ข้ากับเย่วซินมิได้สนิทกัน ในสำนักศึกษาก็มิได้สนทนากันเลยสักครั้ง ข้าจะกล้าต่อว่านางที่เป็ถึงน้องสาวบุญธรรมของคู่สมรสได้อย่างไรเ้าคะ” น้ำตาไหลรินไม่ขาดสายแต่ถึงอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ยังคงปรี่เข้ามาจะทำร้ายนาง “ว้าย!!” ยกมือขึ้นกั้น
เสิ่นซัวหยางมองสตรีอ่อนหวานอันเป็ที่รักอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา และก่อนที่เย่วซินจะใจกล้าอาจหาญไปทำร้ายซือหลิวเยี่ยน ตัวเขาผู้เป็บุรุษได้รีบคว้าข้อมือเล็กนั้นเอาไว้ “หยุด เย่วซิน!!” ขวับ!! (เหวี่ยง) พรึ่บ!!
เพราะแรงกระชากของบุรุษอันเป็ที่รักนั้นช่างหนักหน่วง ร่างบอบบางของเย่วซินจึงพลาดไปชนกับโต๊ะไม้ตรงกลางดัง ปึ่ก!! “…” ใบหน้าหวานเหยเกแต่นางมิได้ร้องออกมาให้ใครสมน้ำหน้า ภาพบุรุษยืนกั้นว่าที่ฮูหยินคือภาพบาดตาและเ็ปที่สุด…แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะการกระทำของนางเอง จะเจ็บก็เจ็บเองและมันก็ดีแล้ว