OSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์)

    อดีตอันหวนคืน 2 (พาบพบเจอท่านอาจารย์ครั้งแรก)

    ภายในห้องทำงานเกิดความเงียบสนิทอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงเคาะประตูจากคนด้านนอกมาพังทลายลง เมื่อเห็นผู้หญิงร่างบางกำลังเดินก้าวเข้ามาหาเจ้าของห้องด้วยท่าทางอ่อนน้อม ก้มหัวเล็กน้อยเพื่อรอรับคำสั่งจากหัวหน้าของนาง“ อเลกเซีย ข้ารบกวนเจ้าช่วยยกเลิกแผนการประชุมทั้งหมดให้ข้าหน่อย ” เสียงฟังดูเรียบง่ายดังจากชายร่างสูงสง่ากำลังยืนจิบชาตรงด้านหน้าระเบียงบานเปิดกว้างเพื่อรับลมเย็น“ ได้เจ้าค่ะ แต่ว่า...ท่านเดลล์จะให้ดิฉันยกเลิกประชุมในวันไหนดีเจ้าคะ? ” หญิงนามว่าอเลกเซียเอ่ยถามทันที ปัดมือด้านข้างปรากฏแผ่นใสเป็นตารางการประชุมของเจ้านายนางทั้งหมดตลอดจนถึงเดือนหน้าซึ่งดูเต็มเกือบทุกวันเดลล์ยืนกอดอกครุ่นคิดอยู่สักครู่ ตัดสินใจชี้นิ้วยังแผ่นใสไล่เลื่อนลงมาเป็นหน้าวันที่ยี่สิบของเดือนนี้ “ งั้นเอาเป็นอาทิตย์หน้าล่ะกัน ”“ได้เจ้าค่ะ คือวันที่เรียกประชุมในหัวข้อเรื่องโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนนะเจ้าค่ะ ” อเลกเซียแตะช่องตารางของเดือนนี้เลื่อนลงมาอีกนิดหนึ่งคือหน้าวันที่ยี่สิบ ทำให้เดลล์แค่พยักหน้าแสดงว่า ตามนั้น  ก่อนปัดมือไปด้านข้างหมายถึงว่า หมดเรื่องแล้วเชิญไปทำงานต่อได้ +++++++++++++++++++++อานนท์เดินออกมาจากตึกใหญ่ด้วยท่าทางเบาตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่หากนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนอย่างจริงจังกำลังเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว โดยเจ้าตัวยังไม่รู้มาก่อนเลยที่ว่า...“ ริต้า พี่เจฟ...? ” เด็กหนุ่มรีบก้าวเข้าไปหาบุคคลทั้งสองตรงด้านหน้า ดูกำลังยืนรอเขาอยู่นานแล้วด้วย“ พี่เจฟมาหาน้าเดลล์เหรอครับ ? ” อานนท์หันถามพี่เจฟฟรีย์ ก่อนมองกลับไปยังผู้ติดตามตัวเองด้วยสีหน้าสงสัย“ เปล่าหรอกขอรับท่านชาย ” เจฟฟรีย์ส่ายหน้า ยิ้มมีเลศนัย ปรายตามองริต้าอยู่นิดหนึ่งเป็นการสื่อ“ คือว่า... พวกดิฉันมารอรับคุณชายพาไปสถานที่หนึ่งเจ้าค่ะ ” ริต้าเป็นคนเอ่ยอธิบายแทน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้รับคำสั่งจากท่านเดลล์มาก่อนแล้วว่าให้เตรียมการจัดแผนวันฝึกซ้อมด้านต่อสู้และเวทมนตร์ต่าง ๆ ให้กับคุณชายอย่างจริงจังเสียที“ อ๋อ เอ่อว่าแต่จะไปที่ไหนเหรอ? ” อานนท์พยักหน้า แต่หากรู้สึกไม่น่าวางใจสักเท่าไหร่นักเมื่อเห็นแววตาดูปกปิดพิกลของสองคนนี้“ เดี๋ยวก็รู้เจ้าค่ะ งั้นเราไปกันเลยนะ ” ริต้ารีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าคุณชายเธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ผายมือเชิญไปด้านหน้า ซึ่งเจฟฟรีย์ได้ยืนนำรออยู่ก่อนแล้วอานนท์ยืนมองหลังของผู้ติดตามทั้งสอง สักครู่ตัดสินใจเดินตามไปโดยดีเมื่อในหัวเริ่มเกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่าพวกนั้นจะพาเขาไปสถานที่แห่งใดกันแน่ ระหว่างก้าวผ่านเส้นทางที่ตั้งของเหล่าชมรมใกล้โดมหลังส้ม เดินเลาะไปอีกหน่อยเป็นโบสถ์ทรงคล้ายคริสต์คาทอลิกเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเข้าภายในตัวโบสถ์เพื่อสวดมนตร์ขอพรจากเหล่าเทพเจ้า“ เดี๋ยวก่อน ” อานนท์เรียกริต้าจากด้านหลังเมื่อรู้สึกสงสัยอีกครั้ง จนเจ้าของชื่อรีบหันกลับมาเพียงทำท่าพยักหน้าส่งให้คุณชายแทน“ ถ้ายังไม่ยอมอธิบายอะไร ข้ากลับนะ! ” เด็กหนุ่มหมดความอดทนกับท่าทางดูปิดบังของพวกนั้นเริ่มรู้สึกอึดอัดภายในใจเข้าแล้ว จนเจฟฟรีย์ต้องรีบเอ่ยอธิบายให้คุณชายได้รู้ก่อนที่ว่า...“ พวกกระผมได้รับหน้าที่นำท่านชายไปยังสถานที่ฝึกซ้อมการใช้เวทมนตร์ขอรับ ” อานนท์ได้ยินทำให้เขาไม่คิดสงสัยอะไรต่อ มันคงเป็นเพราะความหวังดีจากน้าชายที่ว่าเด็กหนุ่มเคยบอกไว้แล้วก่อนขอตัวกลับหอพักเมื่อเช้านี้ตอนนี้พวกเจฟฟรีย์พาอานนท์มาอยู่ซอกแคบระหว่างโบสถ์กับหอนาฬิกา เด็กหนุ่มเห็นเพียงพุ่มหญ้าตื้นสองสามต้นอยู่ด้านหน้าดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่หากปรากฏประตูขาวอร่ามเปล่งประกายเมื่อเจฟฟรีย์เรียกใช้งาน ระหว่างเห็นริต้ายืนผายมือเชิญตรงด้านหน้าประตูแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปหาผู้ติดตามด้วยสายตาส่อถึงความลังเลเกิดอยู่ในใจ‘ เอาก็เอาวะ! ’ อานนท์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยักหน้าให้ทางเจฟฟรีย์แสดงว่าพร้อมเผชิญกับสิ่งที่อยู่ด้านหลังประตูบานนั้นดูไม่ลังเลอีกต่อไป ทางฝั่งพวกริต้าก้มศีรษะเพียงเล็กน้อย ยื่นจับมือของคุณชายพาหายลับเข้าไปภายในประตูโดยทันที..........................................................

            ฉับพลันรู้สึกหายใจไม่ออกไปชั่วขณะ สายตาพร่ามัว เริ่มรู้สึกเย็นซ่าทั่วร่างกายเมื่ออานนท์ได้ทะลุผ่านประตูมาแล้วยังอีกสถานที่แห่งใหม่ ตัดสินใจแง้มเปลือกตาข้างหนึ่งเปิดขึ้นมาดู เกิดเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานดังเข้าสู่โสตประสาทและลมร้อนเข้าปะทะใบหน้าเป็นอันดับแรก เห็นทั่วบริเวณเป็นพื้นผิวลาวามีผู้คนกลุ่มหนึ่งใส่ชุดสีขาวบนศีรษะสวมฮูดกำลังกางมือจับกันเป็นวงกลมล้อมรอบกองเพลิงลุกโหมเผาสิ่งมีชีวิตคล้ายเสือดำแต่มีปีกขนาดใหญ่ยักษ์อย่างดูรุนแรง เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง ดวงตาสะท้อนภาพกองเพลิงมองสิ่งเบื้องหน้าด้วยความตกใจอย่างที่สุดในชีวิต

            พลันทุกอย่างดับวูบลงเมื่อผู้สร้างหวนมิติมือใหม่เกิดความผิดพลาดสั่งเปลี่ยนเส้นทางไปยังสถานที่ต้องห้ามเข้าแล้ว!! สักพักพื้นที่ยืนคือเปลวเพลิงกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีแลดูร่มรื่นผิดแปลกไปจากเดิมอย่างลิบลิ่ว

    “อุ๊บ โอ๊ก! อ๊อก!!!!!”เสียงอาเจียนดังจากอานนท์ตรงมุมพุ่มหญ้าตื้นเป็นระยะ ๆ โดยมีริต้ารีบวิ่งตามไปหวังช่วยลูบหลังคลายความคลื่นไส้ของคุณชายออกไปได้บ้าง การเคลื่อนย้ายตัวเองไปมาทะลุผ่านหวนมิติเช่นนี้สำหรับคนที่เคยชินอาจดูไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ถ้ากรณีของอานนท์แล้วนั่นมันกับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เกิดอาการเวียนหัวเหมือนขึ้นเครื่องเล่นรถไฟเหาะตีลังกาหลาย ๆ ตลบก็ว่าได้หลังจากทุกอย่างดีขึ้น อานนท์มานั่งพักบนโขดหินตรงกลางทุ่งหญ้าดูไกลสุดลูกหูลูกตา  เห็นดวงอาทิตย์เต็มดวงอยู่เบื้องหน้าคล้ายพยายามทำให้จิตใจเด็กหนุ่มดูสงบลงอย่างน่าประหลาดใจ จนกระทั่งอานนท์นึกขึ้นถามว่า...“ เมื่อกี้นี้มันคืออะไร? ” คำถามนั้นทำให้ริต้ารีบก้าวมาหาคุณชายเธอในทันที“ ดิฉันต้องขอโทษคุณชายด้วยนะเจ้าคะ เมื่อกี้นี้ดิฉันผิดพลาดเองเจ้าค่ะที่ร่ายคาถาแห่งหวนมิติผิดไปประโยคหนึ่งจนพาท่านเข้าเขตหวงห้ามของสภากลาง... ดิฉันต้องขอโทษอีกครั้งนะเจ้าค่ะ ” ริต้าพูดจบรีบก้มหัวขึ้นลงอยู่หลายรอบ จนอานนท์ต้องยื่นมือประคองหน้าผากเด็กหญิงตรงหน้ากำลังโน้มหัวลงให้ขึ้นมามองเขาพลางคิดเอ่ย“ ไม่เป็นไรริต้า พอเถอะ ข้าไม่ได้คิดจะโทษเจ้าเลย ข้าแค่ยังไม่ชินกับการหายตัวไปแบบนี้น่ะ ” อานนท์ยิ้มแห้งให้ริต้า “ และอีกอย่างข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่ ช่วยบอกข้าได้หรือไม่ ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมองผู้ติดตามทั้งสองคน เมื่อเจฟฟรีย์ก้าวเข้ามายืนด้านข้างริต้าแล้วหลังจากขอตัวไปเดินสำรวจโดยรอบดูใจเย็น“มันคือนิมฟาเดคาราเบีย สัตว์เวทระดับยี่สิบแห่งธาตุอัคคี มันได้ลักลอบเข้าไปทำลายกลไกการทำงานของเครื่องขุดเจาะเหมืองแร่จากองค์กรองค์กรหนึ่งขอรับท่านชาย แต่มันทำไม่สำเร็จจนถูกจับได้ในเมื่อเช้าวันนี้ ” เจฟฟรีย์เอ่ยจบได้แต่ยิ้มให้อานนท์ ไม่คิดพูดอะไรต่อจนคนได้ยินเกิดความสงสัยขึ้นมา “ มันทำไปเพื่ออะไร...” แต่ได้ความเงียบตอบกลับมาแทน เจฟฟรีย์ไม่อาจแพร่งพรายความลับขององค์กร​ให้คนภายนอกได้รู้ถึงคนตรงหน้าจะเป็นหลานชายของเจ้านายเขาก็ตามทีอานนท์พึมพำแต่ไม่คิดถามไถ่อะไรอีก สักพักเด็กหนุ่มเห็นแผ่นหลังของพี่เจฟฟรีย์เกิดท่าทางผิดแปลกไปจากเดิมเล็กน้อยและถ้ามองผ่านตัวชายหนุ่มไปหน่อยปรากฏว่ามีบุคคลร่างหนึ่งกำลังยืนหันหน้าให้เจฟฟรีย์อยู่ในตอนนี้แล้ว อานนท์รีบลุกขึ้นจากโขดหิน ก้าวไปยืนด้านข้างริต้าและเจฟฟรีย์ สิ่งแรกที่เห็นเป็นชายแก่วัยเจ็ดสิบกว่าปีแลผมยาวสีขาวมัดรวบเรียบร้อยถึงเอว บนใบหน้ามีหมวดเคราขาวยาวระดับท้อง การแต่งกายอยู่ในชุดคลุมเขียวแสนดูรุ่มร่ามกับรองเท้าหนังสีเทาคล้ายเปรอะเปื้อนขี้โคลนเด็กหนุ่มเห็นพวกเจฟฟรีย์โค้งศีรษะเคราพชายแก่อย่างนอบน้อม ทำให้อานนท์ต้องโค้งตัวตามเป็นมารยาท“ นี่น่ะเหรอ ศิษย์ใหม่ของข้า! ” ชายแก่เอ่ยทักเสียงฟังดูทรงพลัง เสียงยังขนาดนี้แล้วถ้าเป็นฝีมือจะขนาดไหน  อานนท์ออกไปยืนอยู่ด้านหน้าของชายแก่อีกก้าวหนึ่งพลางโค้งศีรษะให้อีกครั้ง เห็นท่านเริ่มเดินวนรอบตัวเด็กหนุ่มดูอย่างพินิจ รู้สึกถึงมือใหญ่จับบีบช่วงไหล่กว้างของเขาไปมาอยู่หลายรอบ “ หน่วยก้านดีเลยนะเนี่ย ” ชายแก่ยืนกอดอกมองอานนท์อย่างชอบใจอยู่สักพักใหญ่ มือกวักเรียกเก้าอี้ไม้พุ่งลงจากท้องฟ้าเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าพ่อหนุ่ม “ เจ้าชื่ออะไร”“ เอ่อ... ข้าชื่ออานนท์ ” ระหว่างนั้นเจฟฟรีย์เอ่ยแทรกขึ้น“ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกข้าขอตัวนะขอรับ ” ชายหนุ่มพูดจบโค้งศีรษะให้ชายแก่ คิดก้าวหันหลังกลับปรากฏประตูขาวเปิดอ้ารับรออยู่ ส่วนริต้ายังคงยืนนิ่งมองคุณชายของเธอไม่ห่างไปไหน จนเจฟฟรีย์ต้องเรียกสติให้หลุดภวังค์“ แต่ว่าพี่เจฟ... แล้วคุณชายล่ะเจ้าคะ ” ริต้าหันไปมองพี่เจฟฟรีย์สลับกับอานนท์ เธอคิดว่าได้อยู่เป็นเพื่อนคุณชายไปตลอดจนกว่าการฝึกซ้อมจะสิ้นสุดลง แต่ดูท่าคงไม่เป็นเช่นนั้นในเมื่อได้ยินเสียงของเจฟฟรีย์บอกมาว่า ปล่อยให้อานนท์อยู่กับท่านผู้นี้เพียงลำพัง ทำให้ริต้ายอมเดินจากไปพลันหายลับเข้าบานประตูขาวในทันที“ ขอโทษนะครับ ว่าแต่ท่านคือ...? ” อานนท์ตัดสินใจหันมาถามชายแก่ เมื่อเห็นพวกเจฟฟรีย์ได้หายตัวไปแล้วหลังบานประตูนั้น รู้สึกสงสัยจนอยากตะโกนถามให้มันรู้แล้วรู้รอดไปว่า...นี่มันเรื่องอะไรกันครับ คิดอยากจะไปก็ไป ไม่คิดอธิบายอะไรก่อนไปเลยเหรอพี่เจฟฟรีย์!“ โอ้ข้าลืมแนะนำตัวไปได้ยังไงกัน ” ชายแก่หัวเราะฟังดูอารมณ์ดี “ เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าชื่อแอนทิลหรือเรียกข้าว่าอาจารย์ทิลก็ได้ ”“ อาจารย์ทิล ” อานนท์พึมพำทวนคำ ‘ แอนทิล...ชื่อคุ้น ๆ แฮะ’ เด็กหนุ่มคิด ขมวดคิ้ว ‘ แอนทิล... แอนทิลลิสเตียร! ’‘ บิงโก!! ’ปรากฏเสียงใสทักขึ้นมาจากภูตสาวซึ่งดูหายเงียบหลังได้เข้าประตูห้วงมิติจนมาถึงที่นี่ พลันเกิดแสงจ้าทั่วร่างเด็กหนุ่มต้องยกมือป้องดวงตาพร้อมล้มลงนั่งจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นหญ้า เมื่อถูกดึงดวงจิตภูตออกมาด้านนอกจนกลับกลายเป็นหญิงสาวเจ้าของร่างเพรียวสูงอันสวมชุดเดรสขาวลูกไม้สีเหลืองไปทั้งตัวรับกับใบหน้างดงามปล่อยผมยาวสยายโต้สายลมกำลังยืนถือหอกประกายทองประกบข้างลอยตัวอยู่ด้านหน้าชายแก่นามว่าแอนทิลด้วยท่าทางเชิดปรายตาลงมองดูอย่างสง่างาม“ ภูตพิทักษ์ยังงั้นรึ?! ” แอนทิลพูดเปรยเสียงดัง ระหว่างเห็นเด็กหนุ่มพยายามพยุงตัวเองขึ้นมายืนอยู่ด้านข้าง หันมามองชายแก่อย่างสงสัยเอามาก“ เมื่อกี้นี้ท่านทำอะไรกับข้า ?! ” อานนท์ขมวดคิ้วมองว่าที่อาจารย์คนใหม่สลับกับภูตสาวด้วยสายตาแสดงความเป็นห่วงในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้“ จนได้สินะ ”ลูซพูดขึ้นระหว่างเท้าเรียวลอยลงแตะพื้นหญ้าเขียวขจีเดินเข้ามาหาเจ้านายเธอแล้ว ไม่ลืมเปรยตามองอย่างขุ่นเคืองส่งให้ชายแก่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเพราะเหตุที่ว่าถูกจับได้ก่อน จากตอนแรกเห็นอานนท์โดนพาตัวมายังที่แห่งนี้ ลูซเลยรีบปิดผนึกตัวเองจากโลกภายนอกทั้งหมดเกือบทำให้แอนทิลไม่สามารถจับพลังของภูตพิทักษ์อย่างเธอได้แล้วเชียว“ นี่มันเรื่องอะไรกัน!! ” อานนท์เอ่ยแทรก รู้สึกหมดความอดทนกับท่าทางของทั้งสองคน ที่ว่า...ไม่คิดจะบอกอะไรกับเขาหน่อยเหรอ“ ที่นี่เปรียบเสมือนร่างกายและจิตใจของข้า ” แอนทิลกางมือทั้งสองข้าง เดินก้าวออกมาคิดสาธยายด้วยเสียงทรงพลังต่อ “ อันรู้แจ้งถึงสิ่งต่าง ๆ ของที่นี่ไว้ในนี้...ทั้งหมดแล้ว ” ชายแก่ยกนิ้วชี้ตรงข้างขมับตัวเองในช่วงประโยคกลาง“ พอเถอะแอนทิล ทำไมข้าต้องมาเจอเจ้ากี่ที กี่ที ก็เป็นเช่นนี้ตลอดเลยนะ ” ตามด้วยเสียงหัวเราะดังออกมาอย่างเปิดเผยจากชายแก่นามแอนทิล มันทำให้อานนท์ยืนงงเป็นไก่ตาแตกมองอาจารย์สลับกับภูตสาวไปมาอยู่หลายรอบ“ ข้าก็ไม่ยักรู้ว่าเจ้าจะเปลี่ยนมาเป็นภูตสิงสถิตกับตัวมนุษย์แล้วเหมือนกัน ”  แอนทิลเอ่ย“ เอ่อ... เดี๋ยวนะครับ ใครก็ได้ช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ให้ข้าฟังหน่อยเถิด! ” อานนท์เริ่มทำหน้าเนือยๆ หรี่ตามองท่านทั้งสอง“ เอาเป็นว่าอย่างนี้นะอานนท์ คือพวกข้ารู้จักกัน… ” ลูซอาสาตอบแทน แต่คำตอบนั่นทำให้เด็กหนุ่มถึงว่าอยากระเบิดออกมา!  “ แค่นี้เหรอ ?!!!!!!!!!!! ”“ ฮ่า ๆ ดูหน้าเจ้าสิ ” ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะชอบใจจากภูตประจำตัวหวังแกล้งอานนท์เล่นอีกตามเคย“ คืออย่างนี้ศิษย์ข้า... อาจารย์กับภูตของเจ้าต่างรู้จักกันมานานแสนนานแล้ว โดยประมาณร้อยกว่าปีได้ล่ะมั้ง โฮ่ ๆ ” อานนท์ได้ยินถึงกับคอแข็งพูดไม่ออก ‘ งั้นแสดงว่าลูซ เจ้าก็อยู่มาก่อนที่โรงเรียนนี้จะก่อตั้งขึ้นมางั้นรึ ? ’ ภูตสาวแค่พยักหน้าตอบแทน เมื่อได้ยินความคิดของเจ้านายกำลังถามด้วยสีหน้าตกตะลึงอยู่ตอนนี้ พลันเห็นแอนทินเรียกพลังลูกบอลขนาดจิ๋วอยู่บนนิ้ว เริ่มดีดพุ่งใส่ท้ายทอยอานนท์เข้าตรงจุดอย่างจับวาง ทำให้ร่างเด็กหนุ่มอันยืนฟังอยู่สลบพับล้มลงกับพื้นหญ้าในทันที“ โฮ่ ๆ เมื่อกี้นี้ข้าขอถอนคำ เจ้ายังอ่อนหัดนักศิษย์เอ๋ย ดูถ้าว่าต้องเกากันอีกเยอะ ”
    ..........................................................
    แสงยามเย็นส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เก่า เห็นร่างเด็กหนุ่มนอนกำลังหลับตาสนิทอยู่บนเตียงไม้เดี่ยวเริ่มค่อย ๆ รู้สึกตัวจากแสงนอกหน้าต่างแยงตาคล้ายเรียกสติอานนท์ทำตาปรือรีบเอามือจับต้นคอตัวเองอันรู้สึกเจ็บระบม เกิดความทรงจำก่อนหน้านั้นผุดขึ้นมา“ ตื่นแล้วเหรอศิษย์ข้า เป็นยังไงบ้างล่ะ ” เสียงแรกของอาจารย์ใหม่เข้ามาเรียกสติอานนท์ให้ตื่นขึ้น บนมือถือแก้วน้ำวางลงโต๊ะเตี้ยด้านข้างเตียงไม้อานนท์ลืมตาโพรงลุกขึ้นนั่งพิงผนังแผ่นไม้แทน นอกจากมีชายแก่กำลังนั่งมองเขาอยู่ข้างเตียง ยังเห็นหน้าต่างและบานประตูไม้กำลังเปิดออกรับสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามา“ เอ่อ...ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหนเหรอครับท่านทิล ? ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามชายแก่ แต่สายตาเลื่อนมองแก้วน้ำข้างเตียงตัวเองรู้สึกกระหาย“ แล้วภูตของข้า ?!” ตอนนี้ภายในตัวอานนท์รู้สึกถึงความว่างเปล่า นอกจากลูซแล้วยังรวมไปถึงโกทาลด้วย เด็กหนุ่มพยายามเรียกเท่าไหร่ก็ไร้วี่แววของภูตทั้งสองตนขานรับ“ ใจเย็นก่อนศิษย์เอ๋ย ” แอนทิลรีบตอบ มือหยิบแก้วน้ำยื่นให้ศิษย์ตัวเองเพื่อดื่มดับกระหายเสียก่อน “ ภูตของเจ้า ข้าขอริบไว้ก่อนเพราะเพื่อตัวเจ้าเอง ”“ ยังไง ข้าไม่เข้าใจ ?! ” อานนท์ขมวดคิ้วมองขุ่นเคืองใส่ เด็กหนุ่มไม่ชอบใจเลยที่มีคนมาลักของรักของเขาไปโดยไม่บอกกล่าว“ งั้นข้าขอถามเจ้าอย่างหนึ่ง... เจ้ามาที่นี่เพราะเหตุใดกันล่ะ ” แอนทิลคิดเปลี่ยนมาถามแทนตอบเด็กหนุ่ม ในเมื่อความจริงสถานที่แห่งนี้ได้ตั้งกฎห้ามเอาภูตเข้ามาเด็ดขาด เพราะจุดประสงค์ที่สร้างขึ้นเพื่ออยากให้เตรียมพร้อมกับการฝึกซ้อมใช้เวทมนตร์เท่านั้นเองโดยไม่ต้องการให้พึ่งพาพลังจากภูตประจำตัว“ ก็เพื่อมาฝึกการใช้เวทมนตร์กับท่าน...” อานนท์ตัดสินใจตอบ เพราะเหตุนี้เขาถึงถูกนำตัวมายังที่นี่และได้พบเจอกับบุคคลตรงหน้า ว่าที่อาจารย์ใหม่ไปโดยปริยาย“ ก็ใช่ไง ข้าถึงต้องยึดภูตของเจ้าไว้กับข้าก่อน ” แอนทิลยิ้มกว้างดูพอใจกับคำตอบ ดวงตาสีเขียวจ้องใบหน้าอานนท์พลันคิดถึงศิษย์รักอีกคนอันดูคล้ายคลึงกันไม่ผิดเพี้ยน“ แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้คืน ” เด็กหนุ่มถามเสียงอ่อน รู้สึกทำอะไรไม่ถูก หลุบตาลงเมื่อกำลังถูกจ้องมองจากชายแก่ตรงหน้าอยู่สักพักใหญ่ “ เอาเป็นว่าภูตทั้งสองของเจ้าปลอดภัยดีล่ะกัน ” แอนทิลตอบ ระหว่างเห็นอานนท์ได้แต่นั่งยิ้มแห้งส่งให้ ชายแก่คิดลุกขึ้นยืนก้าวเดินออกไปด้านนอก แต่ชะงักเท้าเมื่อกลับนึกอะไรขึ้นได้ก่อน“ เอาะและอีกอย่างก่อนไป พวกนั้นได้ฝากสิ่งนี้ให้กับเจ้าด้วย ” มือยื่นจดหมายกับแท่นไม้ให้ลูกศิษย์ดู ส่วนอานนท์รับมาคิดถามอย่างคงสงสัย “ เอ่อ...ว่าแต่เมื่อกี้นี้ท่านเป็นคนที่ทำให้ข้าสลบไปใช่หรือไม่ ! ” แอนทินได้ยินถึงกับทำหน้าไม่ถูก แต่พร้อมตอบไปว่า... “ ใช่... แต่ว่าที่ข้าทำไปเพราะอยากเห็นฝีมือของเจ้า ว่าอยู่ขั้นไหนแล้ว ” อานนท์หรี่ตามอง คิดเอ่ยถามอีกครั้งรู้สึกข้องใจบางอย่างขึ้นมา “ คงไม่ใช่เพราะว่าอยากอยู่กับภูตของข้าแค่สองต่อสองหรอกนะครับ ” ชายแก่ทำท่าอ้ำอึ้งทันทีเหมือนจี้ถูกจุด รีบหันหลังกลับก้าวเดินออกจากตัวบ้านไปด้านนอก พลันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังไล่หลังตามมาด้วย

            +++++++++++++++++++++

    บ้านหลังที่อานนท์เดินออกมา มีลักษณะคล้ายกระท่อมขนาดย่อมรายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีเหมือนตอนมายังที่นี่เป็นครั้งแรก ถ้ามองตรงไปหน่อยเห็นภูเขาสีเทาสลับทองเรียงรายสลับซับซ้อนที่ยอดสูงทะลุถึงก้องเมฆโอบด้วยแสงแดดในยามเย็นได้เป็นอย่างดี ถ้ามองด้านซ้ายเป็นแปลงดอกไม้หลากหลายสีสันจะบานสะพรั่งก็ต่อเมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา เด็กหนุ่มดูสนใจมันมากคิดลองก้าวหน้าและถอยหลังสลับไปมาอยู่แบบนี้พลันบานดอกไม้คล้ายดอกชบาเขียวหุบเข้าหุบออกตามการเคลื่อนไหวของเขาอย่างดูเพลิดเพลิน“ ศิษย์ข้า มาทางนี่สิ ” เสียงของแอนทินร้องเรียกลูกศิษย์ตรงทางด้านขวาเห็นเป็นน้ำตกสีรุ้งกำลังไหลเชี่ยวกรากอย่างทรงพลังขยายเป็นวงกว้างคล้ายทะเลสาบก็ว่าได้         อานนท์รีบหันมองยังต้นเสียงนั้น สายตายังคงฉายแววแห่งความตื่นเต้นไว้เต็มดวง เร่งฝีเท้าเข้าหาอาจารย์ใหม่ เห็นท่านกำลังนั่งยอง ๆ หยิบสิ่งบางอย่างบนหญ้าเขียวตรงด้านหน้ายื่นให้เด็กหนุ่มได้ดู มันเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายนกฮัมมิงเบิร์ดอันขึ้นชื่อเป็นนกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกนู้น ตัวมันสีฟ้าประกายแดงกำลังเงยหน้ามองพวกเขาอยู่ในตอนนี้ สักพักเห็นอาจารย์ลุกขึ้นยืนโดยมีศิษย์ลุกขึ้นตาม ท่านยื่นมือปล่อยนกตัวนี้ได้กระพือปีกเล็กขึ้นโบยบินพลันกลับแตกเป็นเศษละอองรูปนกขนาดจิ๋วอยู่นับร้อยตัวบินกระจายไปคนละทิศคนละทางของมันแล้ว         “ มันคืออะไรเหรอครับ ? ” อานนนท์หันถามชายแก่ กำลังยืนมองเขากลับเช่นกัน         “ มันชื่อว่า มาลาชิ เป็นสัตว์เวทใช้ส่งสาร ” แอนทิลตอบ พลันเกิดรู้สึกขัดใจบางอย่าง“ ว่าแต่ทำไมเจ้าไม่เรียกข้าว่าอาจารย์เสียทีเล่า หึ ” คำถามนี้ทำให้อานนท์แสดงสีหน้าครุ่นคิดทันที จนชายแก่ไม่คาดหวังกับคำตอบจากลูกศิษย์อีกอานนท์ตัดสินใจยอมรับท่านผู้นี้เป็นอาจารย์ของเขาด้วยเหตุที่ว่าอยากแข็งแกร่งขึ้นตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้“ ก็ได้ครับ อาจารย์ทิล ” พลันประดับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าแอนทิล มือยกลูบหมวดเคราไปมาและเดินจากไป  อานนท์ยืนงุนงงกับคำว่าสัตว์เวทใช้ส่งสารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินหลังท่านอาจารย์เข้าไปภายในตัวบ้าน เห็นโต๊ะกับข้าวไม้สนตั้งแทนที่เตียงเดี่ยวเป็นสิ่งแรก เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปดูใกล้ ๆ ยื่นมือแตะผิวโต๊ะโดยไม่รู้ตัว พลันปรากฏอาหารอยู่ทั้งหมดสี่อย่างด้วยกันดั่งใจกำลังนึกคิด  เด็กหนุ่มยกมือลูบท้องสยบเสียงร้อง จ๊อก ๆ ! กำลังร้องเรียกหาอาหาร“ ท่านอาจารย์ เชิญนั่งก่อน ” อานนท์เห็นแผ่นหลังชายแก่กำลังยืนมองผ่านหน้าต่างบานเก่าอย่างดูครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เพื่อเรียกสติให้หลุดภวังต้องหันกลับมามอง เห็นอานนท์ผายมือเชิญตรงเก้าอี้มีพนักพิงตรงข้ามกับโต๊ะกินข้าว อันมีอาหารมากมายอยู่บนนั้นกำลังร้อน ๆ ควันฉุยอยู่ในแต่ละเมนูดูแสนไม่คุ้นตา         “ เจ้าไม่ต้องมากพิธีกับข้าหรอก ศิษย์เอ๋ย ” แอนทิลเข้ามานั่งเก้าอี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศิษย์ตัวเอง กำลังส่งยิ้มมาให้อยู่         “ งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะท่านอาจารย์ ” อานนท์พูดจบรีบเอื้อมมือหยิบแผ่นพิซซ่าเป็นเมนูแรกนำเข้าปากทันที ส่วนเมนูที่สองเป็นส้มตำปูปลาร้า เมนูที่สามคือไก่ย่างบางตาล และเมนูสุดท้ายเป็นเครื่องดื่มน้ำฝรั่งปั่น ระหว่างมืออีกข้างนำจดหมายจากภูตทั้งสองเปิดขึ้นมาอ่าน# พวกข้าต้องขอโทษด้วยที่ไปโดยไม่รอให้เจ้าตื่นก่อน แต่ด้วยเหตุผลอะไรเจ้าคงรู้แล้ว (เพราะกลัวเขารั้งไม่ให้สินะ) และอีกอย่างข้าว่าจะไปทำธุระแถวทางทิศใต้เสียหน่อยด้วย คงไม่น่าเกินสองหรือสามอาทิตย์หรอกนะเจ้านายข้า จงรักษาตัวเองด้วย แต่หากเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายต้องการความช่วยเหลือขึ้นมาให้เจ้ารีบโทรหาข้าได้ที่เบอร์ 0XX-XXX-XXXX นะ (กวนอีกตามเคย) ฮ่า ๆ อ่ะล้อเล่น แค่เจ้านึกถึงข้าด้วยจิตใจที่แน่วแน่แล้ว ข้าจะรีบมาหาเจ้าในทันที! ส่วนเจ้าโกทาลรายนั้นได้ถูกปิดผนึกชั่วคราวอยู่ในแท่งไม้บนมือเจ้า ถ้าหากต้องการเรียกใช้ขอแค่เจ้าเรียกชื่อมันเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่ต้องภายนอกมิติของเจ้าแอนทิลเสียก่อนนะ ทุกอย่างย่อมมีกฎเกณฑ์ของมันเจ้านายข้า ! #         สักพักใหญ่แอนทิลนั่งกอดอกมองลูกศิษย์อย่างงุนงงกับเมนูอาหารตรงหน้า ดูผิดแปลกพิกลไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน         “ อาหารพวกนี้ เจ้าได้มาจากไหน ? ” อานนท์ได้ยินถึงกับหยุดฉีดเนื้อของไก่ย่าง ขึ้นมาดูดนิ้วและหยิบผ้าผืนเล็กข้างขวานำมาเช็ดคราบมันออกไปให้หมดก่อนเอ่ยตอบ         “ ข้านึกคิดรูปร่างและรสชาติของอาหารที่อยากกินขึ้นมาเองครับ ” แอนทิลพยักหน้าคิดชื่นชมกับดวงจิตที่ดูแกร่งกล้าของลูกศิษย์ตรงข้ามจากคิดคาดคะเนฝีมือผิดไปในตอนแรก         “ ดูท่าเจ้าไม่ได้มาจากมิตินี้สินะ ” ชายแก่ถามต่อ เมื่อคิดตั้งจิตเปิดเนตรเพ่งมองช่วงชีวิตเวลาหนึ่งเท่านั้นกลับย้อนไปในอดีต ปรากฏภาพเด็กหนุ่มเรือนผมทองกำลังยืนมองเหล่าตึกอาคารมากมายสูงเสียดฟ้าเสมอในเมืองที่เป็นมหานครของยามค่ำคืน มีพาหนะสัญจรไปมาบนพื้นถนนปูด้วยคอนกรีตสีเทาเข้มดูผิดตานัก แน่นอนว่าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิตนี้ของแอนทิล         “ เอ่อ... อาจารย์รู้ได้ยังไงกัน ข้ายังไม่ได้บอกอะไรเลย ” อานนท์อ้าปากค้างหยุดมือถือส้อมกำลังช้อนเส้นมะละกอขึ้นมากิน         “ ข้าเปิดเนตรนักปราชญ์ดู ” เด็กหนุ่มรู้สึกช็อคไปชั่วครู่ ก่อนได้สติคิดถามขึ้นมาทันที         “ อาจารย์สอนข้าได้หรือไม่ ” แอนทิลได้ยินเริ่มยิ้มตาหยีอย่างชอบใจกับความกระหายวิชาของลูกศิษย์คนนี้         “ โอ้ ๆ ไอสอนน่ะข้าสอนได้อยู่ แต่เจ้ายังไม่ถึงขั้นนั้นน่ะสินี่แหละคือปัญหา ” ชายแก่หัวเราะดังลั่น บนมือปรากฏเทียนไขแท่นหนึ่งส่งยื่นมือให้กับอานนท์         “ ให้ข้าทำไมรึ ? ” อานนท์ถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากของอาจารย์คนใหม่ส่งมาแทน แต่ดูไม่คิดอธิบายอะไรให้เขาได้รู้ก่อนเลยเกี่ยวกับสิ่งนี้         “ เมื่อเจ้าเห็นตัวอักขระภายในเปลวไฟได้เมื่อไหร่...ค่อยมารับการชี้แนะจากข้าก็แล้วกัน ” แอนทิลพูดจบ ยกมือใหญ่ปัดออกไปด้านข้างทำให้พวกอาหารตรงหน้าพลันสลายหายไปกับตาทันที         “ ท่านอาจารย์  ข้ายังกินไม่เสร็จเลย ” ชายแก่รีบลุกจากเก้าอี้ เกิดเสียงโวยวายจากปากอานนท์ดังไล่เลี่ยตามมา “ และว่าแต่อาจารย์จะไปไหนล่ะครับนั้น ?!! ” แอนทิลเพียงยกมือโบกนิ้วไปมา ก้าวเดินออกจากกระท่อมหลังนี้ไปโดยไม่ลืมทิ้งปริศนาให้ลูกศิษย์ได้ไขให้สำเร็จ         “ ว่าแต่ข้าจะออกจากที่นี่ได้ยังไงครับท่านอาจารย์!!! ช่วยมาบอกข้าก่อนสิ ” อานนท์ลากเสียงยาวตะโกนไล่หลังตามชายแก่เดินออกไป มีสิ่งบางอย่างลอยหล่นลงมาบนมือของเด็กหนุ่มจากอาจารย์หายลับหลังบานประตูไม้นั้นเป็นคำตอบ พลันทุกอย่างรอบตัวเริ่มสลายไปกับตาก่อนกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าดูไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนครั้งแรกที่ได้มาเยือน         สิ่งที่อยู่บนมือคือแผ่นม้วนกระดาษมีตัวอักษรกำกับเป็นบทคาถารวบรัดในการเข้าและออกไปจากสถานที่แห่งนี้คือประโยคสั้น ๆ ที่ว่า...         “ เนลานี โอราซิโอ จงนำข้าไปยังจุดเดิม ” เมื่ออ่านจบอานนท์เงยมองท้องฟ้า คิดถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ ‘ เฮ้อ ทำไมคนในโลกนี้ต้องดูมีความลับอยู่ตลอดเลย!!... คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา!!! และก็เจ้าเทียนไขนี่อีก !! ’ ยกเทียนไขขึ้นมาดูให้เต็มตา ที่ว่าดูยังไงยังไงก็คือเทียนไขธรรมดาดี ๆ นี่เอง..........................................................

    คล้ายกับเรื่องOSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์) ที่คุณอ่าน