มีคนบอกว่าฉันเป็ตัวซวยของประเทศนี้
เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่ฉันเกิด
แม่นมเล่าว่าตอนที่ฉันหลุดออกมาจากช่องคลอดของเสด็จแม่อีกานับพันตัวร้องระงม บินวนเหนือปราสาท ฟ้าผ่าลงมาบนต้นกาปุ้ยซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งความตายตามความเชื่อของอฎูบาดุยแต่โบราณ
แถมหลังจากที่เกิดได้ไม่ถึงห้าชั่วโมงดีเสด็จแม่เกิดอาการช็อกตไปในทันที
หลังจากทำพีธีรับขวัญวันเกิดพร้อมๆ กับพิธีศพของเสด็จแม่ บ้านเมืองก็เกิดทุกพิขภัยอย่างหนักจนเป็ปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกมาจนถึงทุกวันนี้
ในวันเกิดปีแรกของฉันเกิดอุทกภัยขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ซ้ำเติมภัยอดอาหารที่หนักอยู่แล้วให้หนักขึ้นไปอีก
ต่อมาตอนหกขวบเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นที่ปราสาท ต้นเพลิงมาจากเทียนที่ปักบนเค้กวันเกิดของฉันเอง
ความกาลกินีแบบไม่บันยะบันยังนี้ส่งผลให้เ้าหญิงผู้สูงศักดิ์และน่ารักมากอย่างฉันต้องถูกสมเด็จพ่อเนรเทศออกจากเมืองก่อนที่สมเด็จพ่อจะโดนตั้งม็อบไล่
อา...ชีวิตนางเอกสุดน่ารักอย่างคฉูดคนนี้จะเป็ยังไงต่อไปกันนะ
สามวันหลังจากที่เดินทางออกจากเมืองพร้อมกระจกใบสวยคู่ใจ
ป่ารกร้างอันกว้างใหญ่ไพศาล
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าหลุดเข้ามาป่าอิสมาฮาที่อยู่ทางด้านตะวันออกนอกเขตประเทศอฎูบาดุยเป็ที่เรียบร้อยแล้ว (สังเกตได้จากรอบตัวมีแต่ต้นสนสามใบสี่ใบ) องค์หญิงวัยยี่สิบที่ยังโสด ซิงและซวย ก็ทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา
“อึก...แง ทำไม...อึก ทำไม แง้!!!”มือบางที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินทุบพื้นดินแข็งๆ อย่างแรงด้วยความไม่พอใจน้ำตานับลิตรไหลออกจากดวงเนตรกลมมนสีฟ้าสด
หลังจากร้องไห้จนไม่มีน้ำตาให้ไหลแล้ว สองมือที่กำดินและสองขาที่อ่อนแรงก็ค่อยๆพยุงร่างกายอันปวกเปียกขึ้นยืน รอบกายที่ล้อมรอบไปด้วยต้นสนช่างดูวังเวงกลิ่นชื้นของป่าบวกกับความเงียบวังเวงยามโพล้เพล้เร้าให้หัวใจเต้นเร็วเหมือนรัวกลองดวงอาทิตย์สีส้มแดงเหมือนไข่แดงของไข่เค็มค่อยๆ เคลื่อนตัวหนีหาย
ก๊า!!
เสียงนกที่กำลังบินกลับรังดังขึ้นเหนือศีรษะในความเงียบงันคฉูดกุมอกซ้ายตัวเองแน่นราวกับเกรงว่าถ้าปล่อยมืออวัยวะที่อยู่ตรงนั้นจะกระโจนหลุดออกมาจากร่าง
...ที่แบบนี้ต้องมีผีแน่ๆ…
องค์หญิงนึกถึงนิทานอ่านก่อนนอนที่แม่นมเคยอ่านให้เธอฟังสมัยเด็กเื่ศพที่ร้อยสิบเก้าที่กล่าวถึงป่าอาถรรพ์ที่เมื่อทุกคนเข้ามาจะต้องคิดสั้นและฆ่าตัวตาย ตัวเอกของเื่ได้เข้าไปลองของในป่านั้นและพบศพหลายร้อยสิบแปดศพห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้อย่างน่าสยดสยอง ที่น่าแปลกคือมีห่วงเชือกอยู่หนึ่งห่วงห้อยจากต้นไม้แต่ไม่มีศพอยู่บนนั้น เขาจึงตามหาศพที่หายไป แต่หาเท่าไรก็หาไม่พบ
หัวใจเต้นระรัวขึ้นจนเกือบหลุดจากขั้วความเสียวสะท้านแล่นแปลบในไขสันหลัง คฉูดยกมืออันสั่นเทาขึ้นจับคอตัวเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อพบว่าร่างยังอุ่น และคอยังปกติเธอก็โล่งใจขึ้นประมาณหนึ่ง
ตอนจบของเื่...ศพที่ร้อยสิบเก้าก็คือตัวเอกคนนั้น...
เ้าหญิงนึกโกรธแม่นมที่อ่านเื่แบบนั้นให้เธอฟัง โดยที่ไม่คิดเลยว่าตัวเธอเองนั่นแหละที่เป็คนขอร้องให้อ่านอย่างเอาเป็เอาตายเอาขนม ของเล่นผ้าแดงมาล่อก็ไม่ยอมหยุดแหกปากงอแงจนแม่นมต้องจะจำอ่านให้ฟังอย่างช่วยไม่ได้
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดครึ้มขึ้นจนเริ่มมองทางไม่เห็น คฉูดพยายามสลัดความกลัวและมองหาเศษกิ่งไม้บริเวณนั้นมาก่อไฟ
“พ่อจ๋า หนูคิดถึงบ้าน” หยาดน้ำหยดแล้วหยดเล่าไหลจากดวงตากลมสวยในขณะที่หัตถ์บอบบางที่ถลอกปอกเปิกเละเลอะดินทรายไปหมดค่อยๆกอบเศษกิ่งไม้แห้งขึ้นจากพื้น
หลังจากที่จุดไฟโดยใช้ไม้ขีดไฟเรียบร้อยแล้ว ร่างบางก็ค่อยๆเอนกายลงนอนขดบนที่นอน ที่ทำจากใบไม้ที่หาได้แถวนั้น หญิงสาวหลับตาลงทั้งที่ในใจยังคงเปี่ยมไปด้วยคลื่นความรู้สึกมากมายปะปนกันเสียงของพระราชบิดาที่สั่งเนรเทศตนยังคงก้องในหัว
ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาบนเตียงที่พระราชวังเหมือนอย่างเดิมก็คงจะดี
เสียงกิ่งไม้ไหม้ไฟดังกรอบแกรบ อกเจ็บแปลบแสบร้อนอ่อนโหยหา
ความกลัวเหงาระคนกันกลั่นน้ำตา อนิจจาเป็นางกาลกินี
ดูเหมือนคำขอลอยๆ ของเธอจะไม่เป็จริงเ้าหญิงตื่นขึ้นมาอยู่บนกองใบไม้เหมือนเดิม
แสงแดดยามเที่ยงสาดส่องผ่านแมกไม้ลงปะทะตาสีฟ้าครามที่หม่นหมองด้วยไอแห่งกาลกินี แสงนั่นเจิดจ้าจนนางต้องหลุบสายตาลงเสียงนกแร้งที่เกาะอยู่ตามต้นสนรอบกายร้องเจื้อยแจ้วดังเป็ระยะปลุกให้เ้าหญิงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นเธอค่อยๆลุกขึ้นแล้วใช้เท้าเหยียบกลบกองฟืนที่ดับมอดแล้ว ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายที่เธอก็ไม่รู้ว่าคือที่ไหน
“ แลนกกานานากกไข่ แสงสุกไสตะวันฉายแต่งแต้มจิต
ข้ากำลังมองหาอันซึ่งมิตร เดินเคียงชิดได้คู่ช่วยไปด้วยใจ
ชีวิตนี้แร้นแค้นแสนอาสัญ ในทุกวันทำคนซวยช่วยไฉน
หากว่าข้าเกิดมาเป็เช่นใครใคร คงเลิศไซร้ประเทศรักไม่วังเวง
นกการ้องกาก้าอยู่ห้าหน มองสายชลไหลเอื่อยปลาแหวกว่าย
มองขึ้นไปแสงแดดจ้าข้าตาลาย มองที่ปลายทางหาไม่เห็นมี
โอ้บุปผาริมทางนานาสี ต่างก็มีแมลงตอมหอมหวนไม้
เหตุใดอันข้าเป็เ้าไร้ซึ่งใคร มาตอมให้เบิกบานไม่ขาดรอน”
คฉูดเดินท่องกลอนไปพลางทอดถอนใจในโชคชะตาของตน ความเจ็บช้ำที่ถูกไล่ออกจากสถานที่ที่พึงอยู่ยังคงฝังแน่นในใจคิดถึงแต่ปลายทางที่ยังไม่รู้จัก
...เราควรจะไปทิศไหนกันนะ...
“ บุรพาทิศาฤๅทักษิน ทิศประจิมอุดรไซร้ไร้ความหวัง
หรดีอิสานอยู่สุดกำลัง อาคเนย์หรือฝั่งพายัพดี”
“เสียงใครเบ่งอึอยู่น่ะ?”เสียงทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงแซกๆของใบไม้ที่ถูกเสียดสี
คฉูดสะดุ้งด้วยความใ จากประสบการณ์ที่เคยโดนว่ามาครั้งไม่ถ้วน เธอรู้ได้ในทันทีว่าเสียงนั้นต้องกำลังว่าเธออยู่แน่นอน เธอจึงมองซ้ายมองขวาหาที่มาของเสียง พลางสวนกลับไปด้วยความโมโห
“เสียงข้าขับกลอนต่างหากอย่ามาว่ากลอนข้าเพราะเหมือนเบ่งอึนะ! ข้าออกจะน่ารักขนาดนี้เ้ามาว่าข้าร้องไม่เพราะหรือ? ข้าออกจะสวย เก่ง ฉลาด น่ารัก ขนาดนี้ ข้าเป็คนดีด้วย ข้าก็ต้องร้องกลอนเพราะอยู่แล้ว!! เ้าเป็ใครมาว่าข้า บังอาจมาก!!”
“ร้องไม่เพราะยังจะมาอ้างอะไรอีกตุ่นขุดดินยังเพราะกว่าเสียงเ้าเลย ร้องแวดแวดแวดอยู่ได้!! ดูซิเมื่อกี้เกือบจะล่าเก้งได้อยู่แล้วเชียว...”เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังเข้ามาเรื่อยๆ ร่างของผู้มาเยือนโผล่พ้นสุมทุมพุ่มไม้ปรากฏแก่สายตา
ชายหนุ่มแต่งตัวสูงศักดิ์ในมือถือหน้าไม้ราคาแพงสลักตราสัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นตาผมสั้นสีเข้มยุ่งเหยิงไปหมด ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเขาจ้องมาที่เ้าหญิงด้วยความไม่พอใจมือหนาข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นยีหัวตัวเองแรงๆ เพื่อการระบายอารมณ์
คฉูดเองก็มองเขาด้วยสายตาที่ไม่ต่างกันนัก
“เ้าน่ะเหรอเ้าของเสียงร้องทุเรศๆ นั่น...เ้าต้องชดใช้ที่ทำให้เก้งตัวนั้นหนีข้าไปได้!!”
“บังอาจนัก เ้ามาว่าเสียงข้าทุเรศแบบนั้นได้ยังไง! ข้าออกจะน่ารัก เพราะฉะนั้นเสียงที่ออกจากกล่องเสียงของข้าจึงเพราะพริ้ง!!” เ้าหญิงเถียงกลับด้วยเสียงความถี่สูงจนอีกฝ่ายต้องยกมือขึ้นอุดหูอย่างรวดเร็ว“หูเ้ามันรสนิยมต่ำตมจนไม่เข้าใจความไพเราะของเสียงข้าสินะ น่าสงสารจัง”นางทำคิ้วตกอย่างเวทนา เป็สีหน้าที่น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที
“ตรรกะเ้ามันพิการสิ้นดีข้าขอแนะนำให้ชดใช้ข้ามาเดี๋ยวนี้ แล้วกลับไปหาที่ลงเรียนวิชาการใช้เหตุผลซ้ำๆสักสามสี่ห้ารอบ!”ชายหนุ่มตอบพร้อมยีหัวตัวเองอย่างหัวเสีย...นี่สินะที่มาของทรงผมอันยุ่งเหยิงนั่น
“ว่าไงนะ? เ้าว่าข้าได้ยังไงกัน การใช้เหตุผลของข้ามันเพอร์เฟกต์เพราะข้าเป็เ้าหญิงที่สวยมาก!”
“ตรรกะพิการชะมัด... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...เ้าหญิง?เ้าเนี่ยนะ...?”ตาสีฟ้าอ่อนมองอีกฝ่ายจากหัวจรดเท้าอย่างเหยียดหยามก่อนหัวเราะในลำคอ
เครื่องแต่งผมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงใบหน้าที่เคยสดใสกลับหม่นหมองเต็มไปด้วยรอยดินจนห่างไกลจากคำว่าน่ารัก ชุดกระโปรงโลลิต้าแนวอฎูบาดุยที่เคยน่ารักขาดหลุดลุ่ยอย่างไม่อาจซ่อมลูกไม้และระบายขาดรุ่งริ้ง ก็เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินเศษใบไม้แห่งติดตามลูกไม้ขาดๆ เต็มไปหมดถุงเท้ายาวถึงแข้งที่เคยเป็สีชมพูอ่อนน่ารักก็กลายเป็สีเทาหม่นๆ ปนน้ำตาลรองเท้าคัชชูคู่สวยก็เลอะอย่างไม่น่าให้อภัย
“มะมองอะไร!?ข้านี่แหละอดีตองค์หญิงรัชทายาทอันดับที่เก้าแห่งอาณาจักรอฎูบาดุย...องค์หญิงคฉูดอิซุรซิค”
“หืม...? อฎูบาดุย? ประเทศเล็กๆ นั้นน่ะนะ แถมยัง...อดีต...?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเป็เชิงสงสัย
เ้าหญิงหลุบตาลงเอานิ้วชี้จิ้มกันไปมาด้วยความเขินอาย ตอบด้วยเสียงอ่อย
“กะ...ก็ตอนนี้ถูกเนรเทศออกจากวังแล้ว...”
“ถูกเนรเทศ?ฮะฮะ...วะฮะฮะ ฮะฮะฮะฮะ” คู่สนทนาเริ่มแผดเสียงหัวเราะลั่นเ้าหญิงจึงเงยหน้าขึ้นตวาดใส่
“มีอะไรน่าขำไม่ทราบ?แล้วเ้าเป็ใครมาหัวเราะข้าเนี่ย!” เ้าหญิงถามกลับอย่างมีน้ำโหอีกฝ่ายจึงหยุดขำก่อนลูบศีรษะตัวเองเบาๆ
“ข้าคือเ้าชาย K จากอาณาจักร Yเป็รัชทายาทอันดับที่หนึ่งและยังไม่ถูกขับจากวัง...แน่นอนว่าข้าเป็เ้าชายรัชทายาทที่ดีมากและมีเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา ข้าจะไม่เอาเื่เ้าที่เ้าทำเก้งข้าหนีก็ได้เพราะข้าเวทนาเ้ามากแล้วข้าก็จะใจดียอมพาเ้าที่ถูกเนรเทศไปที่วังของข้าในฐานะคนล้างห้องน้ำหลวงคนใหม่ให้ก็ได้นะถ้าเ้า้า”สายตายียวนกวนบาทาของเขาถูกส่งหาคฉูดพร้อมรอยยิ้มมีชัยหากแต่นั่นมันไร้ความหมายในเชิงที่จะทำให้อีกฝ่ายโกรธโดยสิ้นเชิง
“จริงหรอ?เ้าจะช่วยพาข้าไปที่วังของเ้าใช่ไหม?” เ้าหญิงตาโตเป็ประกายในที่สุดนางก็จะได้ที่พึ่งพิงแล้ว
“ในฐานะคนล้างห้องน้ำนะ”
“ไม่เอาอ่ะข้าเป็เ้าหญิงนะ ข้าไม่ล้างห้องน้ำให้เ้าหรอกอย่างข้าน่ะเป็ได้แค่องค์หญิงกับราชินีเท่านั้นแหละ...อ๊ะ แล้วก็เป็นางฟ้าได้ด้วย”
“เลิกเพ้อเจ้อแล้วกลับไปอ้อนวอนขอให้เสด็จพ่อเ้ายอมรับกลับเข้าวังซะ”เ้าชายผินพระพักตร์จากเ้าหญิงแล้วเริ่มออกเดิน
“เดี๋ยวสิ!...”
“อยู่นี่นี่เอง...เจอตัวแล้ว!!” ก่อนที่องค์หญิงจะได้กล่าวอะไร เสียงอันสดใสของชายหนุ่มก็ลอยมาจากด้านหลังของทั้งคู่
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังต้นสนสามใบสี่ใบ ยิ้มร่าเข้ามาหาคฉูด