เล่มที่1 บทที่5 ถึงเวลาคิดบัญชี
จั่วเฉินเฉลียวฉลาดมาั้แ่เด็กตอนที่อายุเพียงแค่ห้าขวบ ก็สามารถอ่านตำราได้มากมาย ทำให้เขามีความรอบรู้มากกว่าผู้าุโบางคนของสำนักสลายดาราเสียอีกจึงเข้าใจเื่ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
“ก็ดี ถือว่าข้าจะยังไม่ทำตัวโดดเด่นชั่วคราวจะได้ไม่ถูกใครหมายหัวจนทำให้เกิดเคราะห์ภัยเช่นในอดีตอีก” จั่วเฉินพึมพำ หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้วเขาก็ผลักประตูแล้วเดินออกจากห้องฝึกไป
จั่วเฉินปลุกพลังได้สำเร็จแล้ว แม้จะยังมีเพียงห้าตราปราณโบราณทว่าด้วยพร์เช่นนี้ก็ไม่ต้องเกรงกลัวใครในสำนักอีก เขาในตอนนี้นับว่าเป็บุคคลระดับแนวหน้าในราชวงศ์เซิ่งเทียนไม่ใช่ศิษย์ไร้ค่าอีกต่อไป แต่เป็บุคคลระดับที่เจียงเฉินเทียน ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักสลายดารายังต้องยกย่อง
“เจียงเฉินเทียน ผู้าุโหลี่...หนี้ของเราคงต้องรีบชำระกันหน่อยแล้ว”
...
ที่ลานประลองของสำนักครึกครื้นมากจนดึงดูดสายตาของจั่วเฉินที่เพิ่งมาถึงเขาจ้องไปที่กลางลานประลอง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากและเอ่ยออกมา
“กำลังหาตัวอยู่พอดี ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกยังไม่พบพานยามได้มากลับไม่เสียเวลา[1] เ้าถึงกับรนหาที่เองเลยหรือ”
ใจกลางของลานประลอง ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและดูน่าเกรงขามผู้หนึ่งเขากำลังชกหมัดอัดกระแทกคู่ต่อสู้ จนอีกฝ่ายกระเด็นออกจากลานประลองไปคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็เจียงเฉินเทียนที่จั่วเฉินกำลังตามหาอยู่นั่นเอง
ลานประลองพลังปราณแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ที่เหล่าศิษย์ในสำนักสลายดาราใช้ในการฝึกฝนเท่านั้นแต่ยังเป็ที่พบปะสังสรรค์ของพวกเขาด้วย ไม่ว่าใครก็สามารถท้าประลองกันที่นี่ได้
จั่วเฉินคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมารอเขาถึงที่ และทันทีที่เขาปรากฏตัว เจียงเฉินเทียนก็จ้องมองมา
“ช่างกล้านักนะจั่วเฉิน ถึงกลับแย่งยาลูกกลอนเืัของน้องชายข้าเ้าไม่กลัวตายหรืออย่างไร”
สิ้นเสียงของเจียงเฉินเทียน รอบข้างพลันเงียบลงศิษย์มากมายพากันตัวสั่น เพราะรู้ดีว่าตอนนี้เจียงเฉินเทียนกำลังโมโห เรียกขานทั้งชื่อแซ่ของจั่วเฉินออกมาเช่นนี้คงจะเริ่มลงมือแล้วกระมัง
“เป็น้องชายไม่ได้เื่ของเ้าที่ไม่เจียมตัวมากกว่าเขาเย้ยหยันข้าอยู่หลายครั้ง หากไม่ลงโทษกันสักหน่อย คงคิดว่าข้าจั่วเฉินผู้นี้รังแกกันได้ง่ายๆพอดี”
จั่วเฉินมองเจียงเฉินเทียนด้วยสีหน้าราบเรียบพลางเดินตรงไปที่ลานประลองทุกย่างเก้าทำให้เขาดูน่าเกรงขาม สุดท้ายปณิธานที่หมายจะต่อสู้ก็แรงกล้าจนถึงขีดสุด
ท่ามกลางสายตามากมายที่จับจ้องมา เมื่อเห็นว่าเป็จั่วเฉินศิษย์บางคนก็เริ่มเย้ยหยันกันอย่างสนุกปาก
“เ้าจั่วเฉินนี่กินยาผิดสำแดงมาหรือไร”
“เหอะ พูดจาโอหังต่อหน้าพี่เจียงเฉินเทียนแบบนี้คิดจะรนหาที่ตายหรืออย่างไรกัน”
“แต่ก่อนเพราะอาศัยพละกำลังจึงพอที่จะรับมือได้บ้างทว่าหากลงมือกันขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าพี่เจียงเฉินเทียนใช้แค่มือเดียวก็สามารถซัดเ้านี่ให้หมอบได้แล้ว”
ศิษย์สกุลเจียงและเหล่าผู้ติดตามของเจียงเฉินเทียนแค่นหัวเราะ
จั่วเฉินไม่ได้สนใจคำเย้ยหยันของคนเ่าั้เขาก้าวขึ้นไปบนลานประลองด้วยท่าทีสงบ ทว่าไม่รู้เพราะอะไร คนที่จ้องมองมากลับรู้สึกหนาวสั่นอย่างประหลาด
“ถึงเวลาคืนสิ่งที่เ้าเอาไปแล้วกระมัง”
จั่วเฉินกล่าวอีกครั้งเมื่อขึ้นมาถึง้าเขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงเฉินเทียน หลังจากที่ปลุกพลังสำเร็จยาลูกกลอนเืัแค่เม็ดเดียวนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรแล้วทว่าจั่วเฉินแค่กล้ำกลืนความอัปยศนี้ไม่ลงก็เท่านั้น
เจียงเฉินเทียนขมวดคิ้ว สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทางโอหัง
“ทรัพยากรไม่ได้มีไว้ให้พวกไร้ค่า ต่อให้ได้ไปก็เปล่าประโยชน์อายุตั้งสิบหกแล้ว กลับไม่สามารถปลุกพลังได้ แล้วเ้าจะเอาทรัพยากรพวกนั้นไปทำอะไรไม่ต้องพูดมากแล้ว วันนี้ข้าจะปล่อยเ้าไป แต่จงมอบยาลูกกลอนสี่เม็ดที่เ้ายึดไปคืนมาเสียดีๆข้ารับประกันว่าอีกเก้าวันจะช่วยให้เ้าไม่ต้องพ่ายแพ้อย่างขายหน้าแล้วกัน”
“หึ เวลานี้แล้วเ้ายังไม่กล้าสู้อีกหรือยังต้องรออีกเก้าวันหรืออย่างไร คุณชายอย่างข้า... ไม่อาจรอถึงตอนนั้นได้!” จั่วเฉินพูดจบก็ชกหมักออกไป
ไม่กล้าลงมืออย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอกเช่นนั้นข้าจะบีบให้เ้าลงมือเอง!
พลั่ก!
หมัดที่หนักหน่วงของจั่วเฉินชกไปที่ใบหน้าซีกขวาของเจียงเฉินเทียนเต็มๆ จนเขาเกือบจะหน้าคว่ำลงกับพื้นหลังจากเซถลาไปด้านหลังได้สามเก้า เจียงเฉินเทียนรู้สึกได้ว่าซีกหน้าด้านหนึ่งบวมปูดขึ้นมา
“เ้า... กล้าลอบโจมตีข้าหรือ” เจียงเฉินเทียนเกรี้ยวกราดก่อนจะชี้ปลายกระบี่มาทางจั่วเฉิน “วันนี้ข้าจะบดขยี้เ้าเสีย!”
ถึงอย่างไร เจียงเฉินเทียนก็เป็วัยรุ่นเืร้อนจึงไม่แปลกหากจะมีโทสะรุนแรง แม้จะหวาดระแวงจั่วเฉินอยู่ในใจทว่าการถูกชกต่อหน้าศิษย์มากมายเช่นนี้เท่ากับกำลังถูกเหยียดหยาม เช่นนั้นแล้ว เขาจะทนได้อย่างไร
“ข้าเกลียดการถูกกระบี่ชี้หน้า”จั่วเฉินเอ่ยออกมาอย่างเ็า กลิ่นอายของพลังในตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ราวกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนฉายซ้ำอีกครั้ง หลังจากที่แย่งชิงทุกอย่างไปจากเขา จั่วเชียนซิวผู้นั้นก็ใช้กระบี่ชี้หน้าเขาเช่นนี้ก่อนจะเอ่ยอย่างถือดี
‘ไม่ได้เื่ ไสหัวไปเสีย ข้าไม่สังหารเ้าวันนี้ก็นับว่าข้าเมตตามากแล้ว’
ั้แ่นั้นมาจั่วเฉินก็บอกกับตัวเองว่าหลังจากนี้จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำท่าทางเช่นนี้ต่อหน้าเขาอีก
เืลมในร่างของจั่วเฉินสั่นสะท้าน เพียงครู่เดียวก็กระจายออกก่อนที่พลังปราณที่เพิ่งปลุกให้ตื่นจะหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย
ไม่เพียงเจียงเฉินเทียนเท่านั้นที่ตื่นตระหนกศิษย์คนอื่นๆ ที่มองดูอยู่รอบๆ ลานประลองก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเช่นกัน
สิ่งที่รับรู้ได้นี่มันอะไรกัน... พลังปราณไม่ใช่หรือ! ั้แ่เมื่อไหร่ที่เ้าจั่วเฉินมีพลังปราณมันเป็แค่คนไร้ค่าที่ปลุกพลังไม่ได้ไม่ใช่หรือ!
ความหวาดระแวงในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็ความบ้าคลั่งเจียงเฉินเทียนสะบั้นกระบี่ออกไปเบื้องหน้าทันที
เขารู้สึกได้ถึงพลังปราณในตัวจั่วเฉินจึงไม่อาจรอช้าได้อีก หากมีพลังปราณเสริมหนุนล่ะก็ ด้วยความแข็งแกร่งเกินกว่าคนทั่วไปของจั่วเฉินต่อให้เป็เขาก็ไม่แน่ว่าจะชนะ ต้องสังหารทิ้งซะที่นี่เดี๋ยวนี้ แม้จะต้องละเมิดกฎของสำนักก็ตามถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็คนไม่มีภูมิหลัง ทว่าตัวเขายังมีสกุลเจียงคอยหนุนหลังอยู่อย่างมากก็แค่ถูกลงโทษเท่านั้น
“หึๆ เ้าประเมินข้าต่ำไปแล้ว” จั่วเฉินเหลือบมองเจียงเฉินเทียนครู่หนึ่งก่อนจะเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่ด้านซ้ายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และแย่งชิงกระบี่เหล็กเสวียนของเจียงเฉินเทียนไป
“แกร๊ก!”
จั่วเฉินใช้สองมือจับไปที่กระบี่เล่มนั้นทันใดนั้นก็ราวกับมีพละกำลังมหาศาลกระจายออกมา แค่พริบตาเดียว กระบี่เหล็กเสวียนของเจียงเฉินเทียนก็ถูกหักออกเป็สองท่อน
ภาพเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงนี้ทำเอาทุกคนที่อยู่ใต้แท่นลานประลองก้าวถอยหลังไปอย่างหวาดกลัว พวกเขามองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
แม้กระบี่เหล็กเสวียนจะไม่ได้หล่อขึ้นจากแร่ล้ำค่าอะไรทว่ามันก็แข็งแกร่งทนทานพอสมควร สามารถสะบั้นได้กระทั่งเหล็กกล้า เช่นนั้นแล้ว จะถูกเ้าคนไร้ค่าหักทิ้งง่ายๆได้อย่างไรกัน
“ไม่… นี่เป็พลังปราณ...ในตัวจั่วเฉินมีพลังปราณอยู่! เขาปลุกพลังได้แล้ว!”
ศิษย์คนหนึ่งเมื่อเห็นเื่ที่เกิดขึ้นแล้วก็ตระหนักได้จึงโพล่งออกมาซึ่งนั่นได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งลานประลอง
“ไม่เลว ข้าปลุกพลังสำเร็จแล้วจริงๆเจียงเฉินเทียน ความสามารถของเ้าตอนนี้แม้แต่สิทธิในการเป็คู่ต่อสู้ของข้าก็ยังไม่มี ข้าเพิ่งปลุกพลังได้แท้ๆแต่กลับสูสีกับเ้าแล้ว ไม่ได้เื่เสียจริง” จั่วเฉินมองเจียงเฉินเทียนพลางเอ่ยเสียงเย็น
“ได้ยินว่าเ้าได้หญ้าโลหิตมาต้นหนึ่ง คงจะใช้เพื่อพัฒนาพลังจากระดับหลอมรวมขั้นสามสินะข้าจะบอกอะไรให้ ต่อให้เ้าพัฒนาได้ก็ยังไม่มีสิทธิมาสู้กับข้าอยู่ดี ลำแสงกระบี่ไม่มั่นคงก้าวเดินเลื่อนลอย กระทั่งอาวุธก็ยังจับไว้ไม่มั่น ช่างไร้ค่าแท้”
ตอนที่จั่วเฉินเอ่ยคำว่าไร้ค่าออกมา เขาก็สะบัดมือขวาออกไปพร้อมกันทำให้กระบี่ที่หักครึ่งปักเข้าที่กลางขาขวาของเจียงเฉินเทียน
“อ๊า!”
ขาขวาของเจียนเฉินเทียนถูกย้อมไปด้วยเื เขาครางโหยหวนปานจะขาดใจก่อนจะล้มกึ่งนั่งบนพื้นจ้องมองขาที่ถูกเศษกระบี่ทิ่มแทงอย่างไม่อยากเชื่อ
“ตัวไร้ค่าอย่างเ้าลอบทำร้ายข้าหรือ” เจียงเฉินเทียนเสียงแหบแห้งชี้นิ้วไปทางจั่วเฉินพร้อมกับแผดเสียงออกมา
“ตาสุนัขของเ้ามันบอดแล้วหรือไร”จั่วเฉินเหยียบลงไปที่หน้าอกของเจียงเฉินเทียน ก่อนจะโคจรพลังปราณ เผยให้เห็นตราปราณโบราณสีเงินห้าตราที่ลอยอยู่เหนือหัว
“ลอบทำร้าย? เ้าเนี่ยนะจะมีคุณสมบัติให้ผู้อื่นลอบทำร้ายด้วย”
มีเพียงห้าตราก็ไร้เทียมทานและน่าเกรงขามราวกับพยัคฆ์แล้วทว่าจั่วเฉินกลับมีถึงสิบตรา ลำพังแค่พละกำลังของร่างกายก็สูงถึงระดับพันจิน เทียบกับเจียงเฉินเทียนถือว่ามีพละกำลังเหนือกว่าอยู่เท่าหนึ่ง
ทว่านี่เป็สิ่งที่เจียงเฉินเทียนคาดไม่ถึงอย่าว่าแต่กระบี่เหล็กเสวียนแค่เล่มเดียวเลย ต่อให้เป็กระบี่ที่หล่อขึ้นจากผลึกเสวียนจั่วเฉินก็สามารถหักมันได้เหมือนกัน
“ห้า... ห้าตราหรือ!”
บัดนี้ศิษย์รอบข้างต่างพากันตัวสั่นงันงกเจียงเฉินเทียนยิ่งแล้วใหญ่ กระทั่งเสียงก็ยังสั่นไปด้วยไม่รู้ว่าเป็เพราะหวาดกลัวหรือเกรี้ยวกราดกันแน่
ทั้งร่างของเขาหมอบคู้อยู่กับพื้น หลังจากกระอักเืออกมาเพราะเืลมตี เจียงเฉินเทียนก็หมดสติไป
ทั่วทั้งสำนักสลายดารา ณ ตอนนี้คงไม่มีผู้ใดทัดเทียมจั่วเฉินได้แล้ว ในสำนักเล็กๆ เช่นนี้ ผู้ที่มีห้าตรานับว่ายากจะพบพานในรอบหลายร้อยปีทีเดียว
“ระดับหลอมรวมขั้นสามห่วยแตกขนาดนี้เชียว”จั่วเฉินกวาดสายตาไปรอบๆ เหลือบมองเจียงเฉินเทียนครู่หนึ่ง ก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วออกจากลานประลองไป
ตลอดทางเดิน บรรดาศิษย์ในสำนักต่างแหวกทางให้เขาโดยไม่ต้องมีใครบอกพากันหุบปากเงียบสนิท ต่างคนก็ต่างรู้สึกหนาวขึ้นมา
“น่ากลัวชะมัดเ้าตัวไร้ค่านี่ ทำไมจู่ๆ ถึงเก่งกาจได้ปานนี้”
เมื่อแผ่นหลังของจั่วเฉินลับตาไปแล้ว ศิษย์คนหนึ่งก็เอ่ยออกมาทว่ารอบข้างกลับมีคนไม่เห็นด้วย
“เ้าตาบอดหรือ หากเ้านั่นเป็คนไร้ค่าแล้วพวกเรายังนับเป็อะไรได้อีก แย่ยิ่งกว่าตัวไร้ค่าหรืออย่างไร”
...
หลังจากออกจากลานประลองแล้ว จั่วเฉินหรี่ตาลงพลางเดินไปตามเส้นทางในสำนักอันคุ้นเคยเขารู้สึกผ่อนคลายและโล่งใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อนความยากลำบากใน่หลายปีที่ผ่านมาชวนให้รู้สึกราวกับแบกของหนักเอาไว้ตลอดเวลายังดีที่ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวเข้าสู่โลกผู้ฝึกยุทธพลังปราณได้เสียที
“ในที่สุดข้าก็หายใจหายคอได้บ้างแล้วหลักแห่งปราณยุทธมีทั้งระดับหลอมรวม ระดับเรียกิญญา ระดับรวมยุทธ และระดับแปลงกาย...นี่เป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น เส้นทางหลังจากนี้ยังอีกยาวไกล คงไม่อาจชะล่าใจได้”
จั่วเฉินครุ่นคิด แววตาของเขากระจ่างใสราวกับมีแสงส่องประกายอยู่ในนั้น เขามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
“จั่วเชียนชิวร่างที่มีกระดูกจักรพรรดิและตราปราณโบราณของข้าคงรู้สึกดีมากกระมัง รอข้าก่อนเถอะเมื่อถึงเวลา ข้าจะไปจัดการเ้าเอง”
ความทรงจำมากมายผุดขึ้นภายในหัวของจั่วเฉินทว่ากลับถูกเสียงหนึ่งไล่ความคิดเ่าั้ไป
“จั่วเฉิน เ้าช่างกล้านัก ใช้พลังปราณทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักไม่เห็นกฎสำนักอยู่ในสายตา ผู้าุโหลี่สั่งให้ข้ามาพาตัวเ้าไปที่ตำหนักใหญ่ เพื่อรับการลงโทษจากเ้าสำนัก!”
----------
[1] ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกยังไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลา หมายถึง บางครั้งเดินจนรองเท้าสึกก็ยังหาไม่เจอ แต่พอจะได้มากลับได้มาง่ายๆ