ซานิตัดสินใจหันไปหาลูกน้องสองคนของแฟรงค์ ก่อนที่พยาบาลกุ๊กไก่จะเอ่ยห้าม
“ตะ..แต่ว่าคุณหมอยังไม่ได้ตรวจอาการคนไข้นะคะ”
“ไม่จำเป็..เธอรู้ไหมเขาเป็ใคร ชีวิตเขามีค่าเกินกว่ามือกระจอกๆ อย่างหมอที่นี่จะรักษาเขาได้” ซานิทำท่าทางเย่อหยิ่ง
“ตะ..แต่” พยาบาลกุ๊กไก่พยายามจะอธิบายตามหลักการรักษา
“ช่างเถอะคุณพยาบาล ในเมื่อ..วาที่..เอ่อ..เมียเขามาตามผัวกลับบ้าน ต่อให้ผัวไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ พาเด็กขึ้นห้อง และลองเล่นท่าพิศดาร จนเด็กทนไม่ไหว..ติดโรคอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้”
หมอโซอี้ พูดเรียบๆ โดยไม่สนใจมองใครนอกจากเก็บอุปกรณ์เครื่องมือที่จะตรวจคนไข้ ขณะที่กุ๊กไก่ต่อให้ไม่เคยเห็นเพื่อนรักในโหมดนี้แต่ก็พอเข้าใจจึงรีบเสริม
“คะ..คุณหมอ”
จังหวะนั้นแฟรงค์รีบส่งสายตาให้รอนกับวาที รีบขยี้ต่อตามแผนการ
“อะ..เอ่อ..ดะเดี๋ยวก่อนสิครับคุณหมอ..คือบอสผมต้อง..ตรวจ” รอนพูด
“ชะ..ใช่ครับ..คุณซานิ บอส..เอ่อบอสต้องตรวจละเอียด บางทีอาจมีกระดูกหัก หรือ..ติดเชื้อโรคร้ายแรง เป็มะเร็ง..อ่ะ..เอ่อ”
“ที่นี่พึ่งหายจากโรคระบาด ไม่แน่บอสผมอาจติดเชื้อโรคมาก็ได้” วาทีพูดไปหาเหตุผลช่วยเ้านายไปอย่างไม่เนียน
จังหวะนั้นแฟรงค์นั่งขำขันเบาๆ ลูกน้องที่อยู่กับมาั้แ่เด็ก ช่างเข้าอกเข้าใจเขาเสียจริง ขณะที่คุณหมอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ คืนนี้เขารู้สึกว่าคุณค่าของคำว่าหมอของเขาลดลงเพราะคนพวกนี้
“คุณพยาบาล..เสียเวลามากแล้วหมอต้องไปดูแลคนไข้คนอื่นต่อ”
โซอี้ส่งเสียง คล้ายเป็คำสั่ง ซึ่งพยายามย่อมเข้าใจเป็อย่างดี
“ได้คะคุณหมอ..รบกวนทุกคนออกไปก่อนนะคะ..คุณหมอจะตรวจอาการคนไข้”
“ครับ./ครับคุณพยาบาล” รอนกับวาทีรีบเอ่ยพลางส่งสายตาเปล่งประกาย
“เชิญค่ะคุณ”
พยาบาลกุ๊กไก่ผายมือให้ซานิที่ยืนหน้าแดงแจ๋ จ้องมองคุณหมอหนุ่มหน้าใสตาแทบถลน เหมือนจะจับหมอมากระทืบให้ตายคาเท้าสวยๆ ของเธอ
ม่านกั้นเตียงคนไข้ถูกดึงปิดลง ทิ้งไว้เพียงคุณหมอกับผู้ป่วยที่ห้องดูแคบลงถนัดตา โซอี้เดินเข้ามาตรวจแผลที่เย็บและปิดไว้เรียบร้อย ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องมาตรวจเองด้วยซ้ำ
แต่เพราะก่อนหน้าเขาได้รับโทรศัพท์สั่งตรงจากผู้อำนวยการ ให้ดูแล แฟรงค์ เป็พิเศษ …ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็คำสั่งอ้อมๆ จากตัวมาเฟียหนุ่มเ้าของหุ้นรายใหญ่ของโรงพยาบาลแห่งนี้นั่นเอง
“คุณหมอโซอี้… ยังโสดใช่ไหม?”
เสียงทุ้มของแฟรงค์ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มก่อกวน ทั้งที่ในมือถือเขามีประวัติละเอียดของหมอเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าประวัติผมไม่ปลอม… คุณก็รู้อยู่แล้วนี่”
หมอโซอี้ตอบเสียงเรียบ ดวงตายังมองจอมอนิเตอร์ความดันที่เพิ่งสวมให้ ไม่คิดจะหันไปเล่นเกมด้วย
แต่แล้วจู่ ๆ มาเฟียหนุ่มก็กระชากแขนหมอเข้าหาตัวแรง ๆ ร่างเล็กเซถลาเข้ามา จนใบหน้าทั้งคู่ใกล้กันระยะอันตราย
“คุณหมอรู้ไหม…มือหมอนุ่มมาก นุ่มจนอยาก—”
เสียงทุ้มยังไม่ทันจบก็ดังร้องลั่น
“โอ๊ย! เจ็บนะหมอ!”
โซอี้กดนิ้วลงเหนือแผลที่ชายโครงพอดี แรงไม่มาก แต่เจ็บจี๊ดทะลุเข้าไปถึงกระดูก
“หึ!” หมอโซอี้เชิดคางขึ้นเล็กน้อย สบตาอย่างเหนือกว่า
“คุณเป็มาเฟียใช้กำลังข่มเหงคนอื่นได้…ก็อย่าลืมว่า..หมอก็รู้จุดเจ็บของคนไข้ทุกที่..เช่นกัน”
เขาขยับนิ้วกดอีกทีเบา ๆ จนแฟรงค์สะดุ้งเฮือก
“อย่างตรงนี้… ไม่ทำให้แผลปริหรอก แต่รับรองว่าคุณหายซ่าส์ไปสามวันแน่นอน..อยากลองบอกได้นะ”
“…..” มาเฟียหนุ่มเม้มปากกลืนเสียงครางลงคอ พลางจ้องคุณหมอเขม็ง ขณะที่หมอโซอี้ยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาคนฟังแทบควันออกหู
“หรืออยากเล่นแรงก็ได้นะ… แค่หมอมือพลาดนิดเดียว… คุณอาจต้องพึ่งสายยางกินโจ๊กไปตลอดชีวิตก็ได้”
โซอี้ถอนหายใจแล้วเก็บอุปกรณ์ตรวจ
“คุณนี่ก็แปลก…ปืนผาหน้าไม้ยิงกันสนั่น แทงกันเืท่วมยังไม่สะดุ้ง แต่พอหมอจิ้มนิดเดียว กลับร้องเสียงดัง ยิ่งกว่าคนโดนยิงอีก”
แฟรงค์มองค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวเราะในคอ “ปากเก่งนักนะคุณหมอ”
“เอาละเสร็จแล้ว แผลไม่มีอะไรมากหมอให้คุณกลับไปรักษาต่อที่ซุ้มมาเฟียของคุณ..และหวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก”
โซอี้พูดพลางเปิดม่าน ถอดถุงมือทิ้งแล้วทำท่าจะเดินออกไปแต่ยังไม่ทันก้าวพ้น รอนก็รีบโผล่มาขวางด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“บอสผมอาการหนักไหมครับคุณหมอ?”
แววตาที่รอนมองมา ทำเอาโซอี้สะดุดเล็กน้อย คล้ายมีบางอย่างแฝงเร้นอยู่ จนเขาต้องหันไปมองคนไข้จอมก่อกวนคนนั้นอย่างมึนงง ก่อนจะยอมอธิบายอย่างจำใจ
“เอ่อ…ก็—”
“ต้องนอนดูอาการไม่ใช่เหรอครับ คุณหมอบอกผมเมื่อกี้” แฟรงค์รีบพูดแทรก เสียงเจือรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ก็ไหนบอกว่าไม่มีอะไรไงคะ แผลก็เล็กน้อย!” ซานิแทรกขึ้นเสียงแข็ง
“แฟรงค์ควรย้ายไปนอนโรงพยาบาลในเครือเราดีกว่า ที่นั่นมีหมอมากฝีมือ ไม่ใช่หมอฝึกงานห้องฉุกเฉินแบบนี้ ฉีดยาเป็หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจเลย!”
“คุณคะ…” พยาบาลสาวที่ยืนฟังอยู่อดรนทนไม่ได้ รีบสวนกลับแทนหมอเพื่อนรักของเธอ
“นี่คุณหมอโซอี้ นักเรียนทุนเหรียญทองจากเคมบริดจ์ หนึ่งในไม่กี่คนในประเทศนี้ และเป็หนึ่งเดียวของโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วยค่ะ!”
“ซื้อมาก็ดูหน้าตาไม่น่ามีเงินขนาดนั้น..ปลอมวุฒิมาน่าจริงกว่า”
“ขอโทษนะครับ..ที่นี่โรงพยาบาล ตรงนี้ห้องฉุกเฉิน รักษาโรคเร่งด่วน พวกโรคทั่วไป โรคประสาท วิกลจริต ที่อาการยังไม่วิกฤติ รบกวนกลับมาใหม่ในเวลาทำการนะครับ”
โซอี้พูดพลางเขียนบันทึกการรักษา โดยที่ไม่สนใจมองหน้าใครทั้งนั้น แต่มันทำแก๊งมาเฟียแอบร้องว้าวด้วยความทึ่ง แม้เพื่อนสาวพยาบาลยังแอบกดไลน์ให้ในความกล้า
ในขณะที่หญิงสาวผู้สง่างาม หน้าตึง ดวงตาเฉี่ยวที่เคยใช้จ้องบังคับลูกน้องให้ก้มหัวกลับต้องเบิกกว้าง เธอแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อถูกชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“แก…!” เสียงเธอสูงกว่าปกติ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างพิถีพิถันเริ่มแดงจัดด้วยความโกรธ
โซอี้ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง แค่ขีดปากกาตวัดชื่อตนลงในบันทึกการรักษาอย่างใจเย็น ก่อนจะปิดแฟ้มแล้วผลักมันไปทางพยาบาลสาวที่แอบอมยิ้ม
“เรียบร้อยแล้วครับ… คุณพยาบาล ฝากส่งต่อคนไข้เข้าห้องสังเกตอาการด้วยนะครับ ให้ยาแก้ปวดยาคลายเครียด งดเยี่ยม”
“ค่ะ คุณหมอ” กุ๊กไก่ตอบรับทั้งที่พยายามหุบยิ้มแทบตาย
ส่วนแก๊งลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังซานิ ถึงกับหลุดเสียง “ฮือฮา…” ออกมาพร้อมกัน ราวกับชื่นชมในใจว่า “สุดยอดมากเลยคุณหมอ”
ส่วนแฟรงค์ที่นอนอยู่บนเตียง แสร้งทำหน้าเ็ป แต่ในใจแทบจะหลุดหัวเราะ ริมฝีปากยกยิ้มกดไว้ไม่มิด “บ้าจริง คุณหมอน่ารักแต่ปากร้ายเป็บ้า!”
ซานิที่เสียหน้าเต็ม ๆ เธอก้าวเท้ากระแทกส้นรองเท้าดัง กึก! แล้วเชิดหน้าพูดเย้ย “คุณกล้ามากนะหมอ… รู้ไหมว่าฉันเป็ใคร?”
โซอี้เพิ่งเงยหน้าขึ้นในที่สุด แล้วสบตาเธอตรง ๆ ดวงตาคมนิ่งไม่หวั่นไหวเหมือนน้ำแข็ง
“ถ้าจะถามเื่นั้น… แนะนำให้ไปหาหมอสมองครับ เผื่อความจำสั้น จนต้องมาถามใครต่อใครว่า ‘ฉันเป็ใคร’ อยู่ตลอด”
ทั้งห้องเงียบสนิท แล้วอยู่ ๆ ก็มีเสียง ปุด! หลุดหัวเราะจากลูกน้องมาเฟียด้านหลัง ก่อนจะรีบกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงไหล่สั่น
แม้แต่แฟรงค์เองคราวนี้กลั้นไม่อยู่จริง ๆ หลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาจากมุมปาก ทั้งที่พยายามทำหน้าเจ็บเหมือนคนใกล้ตายอยู่แท้ ๆ
ยิ่งทำให้ซานิถึงกับกัดฟันกรอด หันขวับใส่แฟรงค์ที่นอนอยู่ แล้วหันไปต่อว่าบอดี้การ์ดของแฟรงค์ที่ยืนกลั้นขำด้วยความโมโห “หัวเราะอะไร!”
แฟรงค์รีบยกมือกุมท้องทำท่าปวดแผล “โอ๊ย..ปวดแผล… ไม่ได้หัวเราะนะ”แต่ดวงตาที่เหลือบไปทางโซอี้ เขารู้สึกไปด้วยประกายขบขันและความสนใจอย่างประหลาด
ซานิ กำมือแน่นจนเล็บแทบจิกลงเนื้อ หน้าเธอแดงเถือกด้วยความอับอาย “กล้ามาก! ฉันจะจำหน้าแกเอาไว้!”
โซอี้กำลังก้าวเดินออกไปไม่แม้แต่จะหันกลับมาสบตาอีก แค่เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจากไปอย่างหวั่นไหวแม้แต่น้อย
“คุณพยาบาลฝากจดบันทึกเพิ่มเติมให้ด้วยว่า ความจำคนไข้ยังดีอยู่ …ไม่ต้องส่งต่อแผนกสมอง”
................................................