มหานครหยางโจว ในรัชสมัยถังนั้น มิได้เป็เพียงเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของคลองขุดต้ายวิ่นเหอ แต่มันคือหัวใจที่เต้นเป็จังหวะแห่งความมั่งคั่ง หากเปรียบฉางอันเป็มงกุฎของแผ่นดิน หยางโจวก็คงเป็อัญมณีล้ำค่าที่ประดับอยู่บนสายเข็มขัดของั ยามราตรีมาเยือน แสงโคมจากเรือสำเภาและเหลาน้ำชาจะสะท้อนลงบนผิวน้ำประหนึ่งดวงดารานับหมื่นดวงที่ตกลงมาเริงระบำ กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและเครื่องหอมชั้นเลิศลอยล่องอบอวลไปทั่วท้องถนนที่ปูด้วยหินเขียว
ทว่าท่ามกลางความศิวิไลซ์นั้น กลับมีหัวข้อสนทนาหนึ่งที่ถูกส่งต่อกันในวงเหล้าและหลังม่านไหมของเหล่าชนชั้นสูง นั่นคือเื่ราวของ “คฤหาสน์ตระกูลเว่ย”
“ตระกูลเว่ยรวยล้นฟ้า แต่ชะตากลับอาภัพเกินพรรณนา” ชาวบ้านย่านท่าน้ำมักจะกระซิบกระซาบกันเช่นนั้น
คฤหาสน์ตระกูลเว่ยตั้งอยู่บนชัยภูมิที่ดีที่สุดของเมือง กำแพงสีขาวสูงตระหง่านและหลังคากระเบื้องเคลือบสีนิลดูโอ่อ่าจนน่าเกรงขาม ภายในถูกร่ำลือว่ามีอุทยานที่จำลองสรวง์มาไว้ มีสระบัวที่กว้างใหญ่จนต้องใช้เรือพาย และห้องเก็บสมบัติที่เต็มไปด้วยทองคำและผ้าไหมเกรดบรรณาการ ทว่าในเวลาเพียงไม่กี่ปี คฤหาสน์ที่เคยครึกครื้นกลับเงียบเหงาราวกับป่าช้า
เสียงเล่าลือพรรณนาถึงความตายที่ผิดธรรมชาติของยอดบุรุษแห่งตระกูลถึงสามคนเริ่มจาก เว่ยเจิ้นถิง ผู้นำตระกูลผู้เปี่ยมเมตตาที่จบชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุพลัดตกจากศาลาชมจันทร์ ต่อมาคือ เว่ยซื่อไห่ ผู้เป็พี่ชายที่สิ้นลมด้วยโรคประหลาดขณะกำลังสืบหาความจริง และล่าสุดคือ ฟางหรง ลูกเขยรูปงามที่ร่างกายอ่อนแอลงอย่างรวดเร็วจนลาโลกไปในวัยหนุ่ม
“เห็นทีจะเป็อาถรรพ์กินผัว หรือไม่ก็เงาดำที่สิงสู่อยู่ในกำแพงบ้านนั้น...”
แต่สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด กลับไม่ใช่สาเหตุการตาย แต่เป็ เว่ยเสวี่ยเหลียน แม่หม้ายสาวผู้กุมสมบัติมหาศาลไว้ในมือ นางคือบุปผาอันดับหนึ่งแห่งหยางโจวที่ความงามของนางถูกเปรียบเปรยว่าสามารถทำให้มัจฉาจมดิ่งและนกป่าร่วงหล่น ทั่วทั้งเมืองต่างเฝ้าจับตามองว่า ในงานศพที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ นางเอกสาวผู้มีชะตาอาภัพจะหยัดยืนอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางพายุแห่งความสูญเสีย
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้หลังคาที่ดูวิจิตรบรรจงนั้น “สุนัขรับใช้” ที่ดูต่ำต้อยกำลังเริ่มกัดกินแกนกลางของตระกูลเว่ยอย่างช้าๆ เปลี่ยนวิมานบนดินให้กลายเป็นรกที่ไร้ซึ่งทางออก
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเว่ยวันนี้ ถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลนของผ้าดิบและกลิ่นธูปที่ฟุ้งกระจายจนพร่ามัว เสียงสวดพึมพำของนักบวชสลับกับเสียงร่ำไห้เบาๆ ของเหล่าข้ารับใช้สร้างบรรยากาศที่ชวนให้หายใจติดขัด แเื่ผู้ทรงเกียรติในเมืองหยางโจวต่างมารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัยแก่ ฟางหรง สามีผู้ล่วงลับ ทว่าสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่สตรีเพียงผู้เดียวที่ยืนเด่นสง่าอยู่หน้าป้ายิญญา
เว่ยเสวี่ยเหลียน ในวันนี้ดูงดงามราวกับประติมากรรมหยกที่สลักเสลาขึ้นมาอย่างวิจิตร นางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวชั้นเลิศตามธรรมเนียมสมัยถัง เสื้อตัวในคอกว้างเผยให้เห็นลำคอระหงและเนินอกขาวผ่องที่ดูซีดเซียวแต่เย้ายวนใจ ผ้าคาดเอวสีเงินรัดรึงเน้นทรวดทรงอ้อนแอ้นของแม่หม้ายสาวที่ดูเปราะบางจนน่าทะนุถนอม เส้นผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ประดับด้วยปิ่นหยกขาวเพียงเล่มเดียว ใบหน้าของนางหมดจดไร้เครื่องประทินผิว ทว่าริมฝีปากที่เม้มสนิทกลับดูแดงระเรื่ออย่างประหลาดท่ามกลางความโศกเศร้า
ในฐานะผู้นำตระกูลที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เสวี่ยเหลียนทำหน้าที่ต้อนรับแขกด้วยกิริยาที่สูงศักดิ์ นางค้อมกายคารวะและเผาธูปตามพิธีการอย่างไร้ที่ติ ทว่าสิ่งหนึ่งที่สร้างความเวทนาให้แก่แเื่คือ “ความเงียบ” ของนาง เสวี่ยเหลียนไม่ได้เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียวตลอดพิธี นางเพียงแต่พยักหน้าเบาๆ หรือใช้สายตาที่สั่นระริกสื่อสาร แเื่ต่างพากันตีความไปว่านางคงโศกเศร้าจนเสียงตีบตัน ความะเืใจจากการสูญเสียบิดา ลุง และสามีในเวลาไล่เลี่ยกันคงหนักหนาเกินกว่าที่สตรีตัวเล็กๆ จะเอ่ยคำใดออกมาได้
“น่าสงสารเหลือเกิน... หัวใจของนางคงแตกสลายไปหมดสิ้นแล้ว” เสียงกระซิบจากเหล่าขุนนางและเศรษฐีดังขึ้นเป็ระยะ
ทว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูสงบนิ่งและสูงศักดิ์นั้น ในใจของเสวี่ยเหลียนกลับกรีดร้องด้วยความขยะแขยงจนแทบเสียสติ ทุกััของเนื้อผ้าที่เสียดสีผิวพรรณเตือนให้นางนึกถึงความโสโครกที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนเริ่มพิธี แม้นางจะสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมน้ำร้อนผสมกลีบกุหลาบและเครื่องหอมเพื่อชำระล้างร่างกายถึงสามรอบ ขัดถูผิวจนแดงก่ำ แต่นางก็ไม่อาจล้าง "ความรู้สึก" ของเมือกคาวที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและร่องรอยในร่มผ้าออกไปได้
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือความลับที่กักขังอยู่ในโพรงปาก... อสุจิที่ข้นคาวของพ่อบ้านอัปลักษณ์ยังคงถูกสั่งให้กักเก็บไว้ภายใน นางต้องกลืนน้ำลายประทังความสะอิดสะเอียนอย่างสุดฝืน ไม่อาจเผยอริมฝีปากเปล่งเสียงใดๆ เพราะเกรงว่าความลับที่น่าอัปยศจะหลั่งไหลออกมาประจานนางต่อหน้าโลงศพสามี
เสวี่ยเหลียนพยายามประคองสติ เดินไปจูงมือ เว่ยเฉิง ลูกชายวัยสิบขวบที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ เด็กน้อยมองมารดาด้วยแววตาพึ่งพิง โดยหารู้ไม่ว่ามือที่อบอุ่นของแม่เพิ่งผ่านความสกปรกมาเพียงใด นางพาลูกชายเดินกลับมายืนประจำที่... ณ จุดที่มีเงาร่างหนึ่งยืนรออยู่
เงาร่างของ สุนเก่อ พ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ที่มีใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับศพที่เน่าเปื่อย ร่างกายที่ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ตายซากของมันยืนตระหง่านอยู่ข้างกายเ้านายสาว แววตาเ้าเล่ห์ของมันจับจ้องไปที่แผ่นหลังของนางเอกอย่างผู้มีชัย ท่ามกลางสายตาแเื่ที่เห็นเพียงพ่อบ้านผู้จงรักภักดีที่คอยดูแลแม่หม้ายและบุตรกำพร้าอย่างใกล้ชิด
ท่ามกลางเสียงสวดพระสูติที่ดังระงม สุนเก่อขยับกายเข้ามาประชิดเื้ัของเสวี่ยเหลียนจนแทบไร้ช่องว่าง กลิ่นสาบสางจากร่างกายที่ผอมโซของมันปะทะเข้ากับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ขาวที่ติดกายหนาง มือที่หยาบกร้านราวกับเปลือกไม้ของพ่อบ้านเลื่อนลงไปเบื้องล่างอย่างย่ามใจ มันสอดมือผ่านรอยแยกของชุดไว้ทุกข์ชั้นนอกเข้าไปขยำก้นงอนงามของนายหญิงอย่างหนักมือจนเนื้อผ้าไหมแทบปริขาด แรงบีบเค้นนั้นรุนแรงและหยาบช้าจนเสวี่ยเหลียนต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกักเก็บน้ำคาวในปากไม่ให้กระฉอกออกมา
ในขณะที่นรกขุมเล็กๆ กำลังดำเนินอยู่ใต้ผ้าไหม แเื่ผู้ทรงเกียรติต่างพากันเดินเข้ามาเบื้องหน้าเพื่อแสดงความเวทนา
“พระคุ้มครองเถิดท่านหญิงเว่ย... ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก” ใต้เท้าหลี่ ขุนนางท้องถิ่นเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเห็นใจ โดยหารู้ไม่ว่าในจังหวะนั้น นิ้วมือของพ่อบ้านกำลังจ้วงทะลวงลึกเข้าไปในจุดลับของนางจนเสวี่ยเหลียนตัวสั่นเทิ้ม
“ขอบคุณ... ใต้เท้า...” นางพยายามพยักหน้าตอบรับ ร่างกายกระตุกเยือกเมื่อแรงกระแทกจากนิ้วมือของมันทำให้จุดกระสันในตัวนางถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
ตามมาด้วย คหบดีเฉิน พ่อค้าข้าวผู้มั่งคั่งที่เข้ามาปลอบโยนเื่กิจการ และ ขุนนางหวัง ที่กล่าวชมความกตัญญูของนาง ทุกครั้งที่นางค้อมกายรับคำปลอบโยน พ่อบ้านจะฉวยโอกาสนั้นกระแทกปลายนิ้วเข้าหาความนุ่มหยุ่นเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง สลับกับการถูไถอาวุธลับมโหฬารที่แข็งขืนอยู่ใต้กางเกงกับบั้นท้ายของนางอย่างจงใจ
ความเ็ปและความเสียวซ่านที่ถูกบังคับยัดเยียด ทำให้นางหวนนึกถึง ‘คืนแรก’ ที่โลกทั้งใบถล่มลงมา
ในคืนที่ฟางหรงสามีของนางเพิ่งสิ้นใจ เสวี่ยเหลียนนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงที่ว่างเปล่า จิตใจของนางแหลกสลายจากการสูญเสียชายคนรักตามหลังบิดาและลุงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทว่าในความมืดมิดนั้น สุนเก่อกลับเปิดประตูเข้ามาโดยไร้มารยาท มันไม่ได้เข้ามาปลอบโยน แต่มันกลับกระชากร่างนางลงจากเตียงและย่ำยีความเศร้าของนางด้วยกามราคะที่ป่าเถื่อน
นางยังจำความเ็ปจากการถูก ‘อาวุธประจำกาย’ ที่ใหญ่โตผิดมนุษย์ของมันแทงทะลวงเข้ามาในร่างครั้งแรกได้ดี มันทั้งคับแน่นจนจุกเสียดและรุนแรงจนนางหายใจไม่ออก ทว่าที่น่ารังเกียจที่สุดคือร่างกายที่ทรยศ... ความโอ่โถงและจังหวะที่ดุดันของพ่อบ้านอัปลักษณ์กลับมอบความรู้สึกซ่านเสียวอย่างที่ไม่เคยได้รับจากสามีรูปงามแต่ร่างกายอ่อนแออย่างฟางหรง มันเป็ความปีติที่ปนเปื้อนด้วยความอัปยศจนนางอยากจะตายเสียเดี๋ยวนี้
“พ่อเ้ามันโง่... ลุงเ้าก็โง่... พวกมันคิดจะขุดคุ้ยเื่ที่ข้าขโมยของ ข้าก็เลยสงเคราะห์ให้พวกมันไปอยู่ใต้ดินเสียให้หมด” เสียงแหบพร่าของมันในคืนนั้นกระซิบที่ข้างหูขณะที่มันกระแทกกระทั้นนางอย่างเมามัน “รวมถึงสามีหน้าขาวของเ้าด้วย... ยาที่ข้าให้มันกินทีละนิด รสชาติดีใช่ไหมล่ะ?”
คำสารภาพนั้นทำให้นางรู้ว่าชายที่นางรักถูกฆ่าโดยฝีมือเดรัจฉานตัวนี้ แต่นางทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อมันขู่ว่า “ถ้าเ้าปริปาก หรือไม่ยอมเป็ของเล่นของข้า... ลูกชายของเ้าจะเป็คนต่อไปที่ต้องลงไปอยู่กับพวกโง่พวกนั้น”
กลับมาสู่ปัจจุบัน... เสวี่ยเหลียนกำมือ เว่ยเฉิง ลูกชายของนางไว้จนแน่นจนมือน้อยๆ ของเด็กชายเริ่มซีดขาว นางใช้แรงกายทั้งหมดที่เหลืออยู่ประคองสติ ยอมให้พ่อบ้านขยำกามและย่ำยีศักดิ์ศรีของนางต่อหน้าฝูงชน เพื่อแลกกับลมหายใจของลูกชายเพียงคนเดียว
นางยอมแปดเปื้อน ยอมถูกตอกลิ่มแห่งความชั่วร้ายเข้าไปในร่างครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อหวังว่าสักวัน... นางจะหาทางหลุดพ้นจากปีศาจในคราบพ่อบ้านตนนี้ได้ แม้ความจริงนางจะเริ่มรู้ตัวว่า จิตใจของนางกำลังถูกครอบงำด้วยรสััที่น่ารังเกียจของมันเข้าไปทุกที
ท่ามกลางความสงัดเงียบของรัตติกาล มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างห้องโถงใหญ่ ยามนี้ข้างโลงศพสีดำสนิทของฟางหรง ร่างอัปลักษณ์ของ สุนเก่อ ยืนตระหง่านพิงแท่นวางป้ายิญญา มันสวมเพียงเสื้อคลุมตัวนอกที่แผ่หลุดลุ่ย เผยให้เห็นร่างกายผอมเกร็งน่าเกลียด ทว่าเบื้องล่างของมันกลับมี ‘อสุรกาย’ แท่งั์ที่ดำคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปนขยายตัวจนดูน่าสยดสยองขัดกับรูปร่างของมัน
และที่แทบเท้าของมัน... เว่ยเสวี่ยเหลียน มารดาผู้สูงศักดิ์ของเขากำลังคุกเข่าอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว
นางกำลังใช้ริมฝีปากที่เคยพร่ำสอนจริยธรรมให้เขา โอบล้อมส่วนปลายของอาวุธร้ายนั่นไว้อย่างแแ่ มือเรียวขาวทั้งสองข้างกุมรอบโคนอสุรกายแท่งยาวนั้นไว้แน่น พยายามช่วยรูดรั้งเพื่อให้มันเข้าไปในลำคอของนางได้ลึกที่สุด ลิ้นสีชมพูละเลียดลากไล่ไปตามรอยหยักและเส้นเือย่างชำนาญตามที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักตลอดหลายคืนที่ผ่านมา
“ดีมาก... ฮูหยินเว่ย...” พ่อบ้านสุนเค้นเสียงหัวเราะในลำคอพลางลูบศีรษะนางอย่างมันเขี้ยว “เ้าช่างมีพร์ยิ่งนัก ไม่กี่วันก่อนยังสำลักจนหน้าเขียว มาวันนี้กลับปรนเปรอข้าได้ราวกับหญิงคณิกาชั้นสูงในย่านโคมเขียวเสียอีก”
เสวี่ยเหลียนไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่นางใช้ดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตาถลึงมองมันด้วยความอาฆาตแค้นสุดแสน ทว่าในขณะที่สายตาแสแดงความเกลียดชัง มือและปากของนางกลับยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง นางใช้ลิ้นตวัดรัวตรงส่วนปลายไวต่อัั สลับกับการดูดกลืนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงคาวหู ท่ามกลางสายตาของิญญาสามีที่สถิตอยู่ในโลง
เมื่อความอดทนของพ่อบ้านถึงขีดสุด มันกระชากกลุ่มผมของนางอย่างแรง บังคับให้หน้าของนางแหงนขึ้นแล้วกดสะโพกโยกเข้าหาปากของนางอย่างบ้าคลั่ง มันปฏิบัติกับปากของนายหญิงราวกับเป็เพียงถ้ำสวาทชั้นเลิศ กระแทกอาวุธั์ลงไปจนสุดลำคอครั้งแล้วครั้งเล่า เสวี่ยเหลียนตาเหลือกค้าง ร่างกายกระตุกเกร็งเพราะขาดอากาศหายใจ นางพยายามดิ้นรนแต่กลับถูกแรงกดมหาศาลบังคับไว้
จนกระทั่งสุนเก่อคำรามออกมาเบาๆ มันแช่อาวุธร้ายนั้นไว้ลึกที่สุดในลำคอของนางก่อนจะฉีดพ่นน้ำคาวอัปยศเข้าไปจนเต็มเปี่ยม มันถอนอาวุธออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้นางหลุดจากการพันธนาการและทรุดลงสำลักอย่างรุนแรง น้ำอสุจิสีขาวขุ่นทะลักออกมาทั้งทางปากและจมูก หยดลงบนพื้นไม้และเสื้อผ้าของนางจนดูเปรอะเปื้อนไปหมด
สุนเก่อยืนยิ้มมองดูหยาดน้ำตาและอาการไอโขลกของนางอย่างผู้ชนะ ขณะที่เสวี่ยเหลียนพยายามปาดคราบคาวออกจากใบหน้า แต่นางยังคงไม่ละสายตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นจากใบหน้าอัปลักษณ์นั้น
“มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นรึ?” พ่อบ้านสุนแสยะยิ้มกว้าง “ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะฝังสามีของท่านแล้ว... เพื่อเป็การอำลาครั้งสุดท้าย ทำไมท่านไม่พิสูจน์ให้เขารู้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ ว่าร่างกายของฮูหยินผู้สูงศักดิ์... มันโหยหาและซื่อสัตย์ต่อ ‘ความยิ่งใหญ่’ ของข้าเพียงใด”
เสวี่ยเหลียนหน้าซีดเผือดลงทันที ร่างกายของนางสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต่อข้อเสนอที่วิปริตเกินมนุษย์