โรงพยาบาล
ใกล้จะเที่ยงคืนเต็มที แต่ภายในโรงพยาบาลยังคงมีกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ภายในห้องไอซียู แพทย์และพยาบาลสามคนยืนรายล้อมร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีสายระโยงระยางเต็มร่างกาย เธอนอนหลับใหลอย่างสงบ ไร้การตอบสนองจากการรักษา มีเพียงลมหายใจอ่อนๆ ที่ใกล้จะหยุดลงเต็มที ใบหน้าขาวเนียนเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับรู้ดีว่าคงจะอยู่บนโลกได้อีกไม่นาน และแล้วสัญญาณชีพของเธอก็ขาดหายไปอีกเป็นครั้งที่สอง
“เพิ่มกำลังไฟอีกระดับ” เสียงของแพทย์พูดขึ้นอย่างหนักแน่น ก่อนที่พยาบาลคนหนึ่งจะปรับระดับเครื่องปั๊มหัวใจแรงขึ้นอีก
ร่างบางกระตุกติดไปกับเครื่องปั๊มหัวใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะร่วงหล่นลงมา หน้าอกที่เคยขาวเนียน ตอนนี้กลับเขียวช้ำจากการรักษา นิ้วเรียวยาวกระตุกเล็กน้อย สัญญาณชีพเธอกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันก็อ่อนเหลือเกิน
แพทย์คนเดิมปาดเหงื่อที่ใบหน้าของตัวเอง หลังจากพยายามช่วยชีวิตของหญิงสาวอยู่นานนับชั่วโมงเต็ม จนหัวใจของเธอสามารถกลับมาเต้นได้อีกครั้ง
ทันทีที่เขาก้าวออกมาจากห้องไอซียูเพียงไม่กี่วินาที ชายคนหนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนออรออยู่หน้าห้อง ก็ปรี่เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“ไอ้นพ สิเป็นไงบ้างวะ”
หัสวีร์ หนุ่มนักธุรกิจไฟแรง ถามแพทย์คนสนิทของเขาด้วยความกระวนกระวายใจ เสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นแรงเพราะเห็นสีหน้าของนพชัยดูเหมือนไม่ใช่คนที่จะมีข่าวดีออกมาบอก
“วี...” แพทย์หนุ่มอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไง
“ไอ้นพ สิเป็นไงบ้าง!” หัสวีร์ถามย้ำเป็นครั้งที่สอง เขาน้ำตาคลอ
“วี สมองของสิไม่สั่งการมานานแล้ว สิไม่รู้สึกตัว แกรู้ใช่มั้ยว่าที่สิอยู่ได้มาถึงตอนนี้เพราะเครื่องช่วยหายใจ”
“ฉันรู้” หัสวีร์พยักหน้า ยอมรับว่านั่นคือความจริง
“แล้วยังไงวะ”
“สมองของสิได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุ ทีมแพทย์ประเมินแล้วว่าสิมีภาวะสมองตาย และทางการแพทย์บุคคลผู้ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าสมองตาย ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย แกรู้ใช่ไหมว่าถ้าเรายื้อสิไว้ สิจะเจ็บมาก ที่ผ่านมาสิก็เจ็บมามากพอแล้วนะวี”
หัสวีร์สีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาเข้าใจความหมายของนพชัยทุกอย่าง
ทุกคนเข้าใจดี ปาฏิหาริย์ที่เฝ้ารอคอยมาหลายวันอาจจะไม่มีอยู่จริงสำหรับพวกเขา
“แกรู้ใช่มั้ยว่าสิทำเรื่องบริจาคอวัยวะเอาไว้” นพชัยเปิดประเด็นขึ้นมาทันที
“เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันได้มั้ย!” หัสวีร์หันไปเอ็ดนพชัย
“ฉันเข้าใจนะว่าแกเสียใจ ฉันก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่ยังไงเราก็ต้องคุยเรื่องนี้กันก่อน”
หัสวีร์เบือนหน้าหนีแต่เขายังคงรับฟังต่อ
“ที่โรงพยาบาลมีคนไข้เคสนึงที่ต้องเปลี่ยนหัวใจอย่างเร่งด่วน มันเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องรีบพูดเรื่องนี้กับแก”
“แล้วไง”
“ถึงแม้ว่าสมองของสิจะเสียหายเกือบทั้งหมด แต่หัวใจยังแข็งแรงดีมาก ฉันเลยคิดว่า...”
“ฉันไม่มีทางยอมให้แกเอาหัวใจของสิไปให้ใครทั้งนั้น” หัสวีร์ปฏิเสธเสียงแข็ง เขาโพล่งออกไปตั้งแต่นพชัยยังพูดไม่จบประโยค
“ตาวี” ศิวัฒน์กับนดาผู้เป็นพ่อและแม่ของสิรินดาประครองกันเดินเข้ามา
“พ่อกับแม่คุยกันแล้ว เราสองคนยินดีที่จะให้ยัยสิบริจาคอวัยวะ มันคือความตั้งใจของสิตั้งแต่แรกอยู่แล้ว สิเขาเลือกแล้วลูก”
ศิวัฒน์วางมือลงที่ไหล่ของหัสวีร์ ที่ตอนนี้ทรุดลงไปนั่งบนเก้าอี้เพราะยังทำใจไม่ได้
“อย่างน้อยก่อนที่ยัยสิจะจากโลกนี้ไป พ่อกับแม่อยากให้เขาได้บุญกุศลอันยิ่งใหญ่นะลูก”
หัสวีร์นิ่งคิดไปครู่นึงก่อนเงยใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาขึ้นไปมองหน้านดากับศิวัฒน์ และแพทย์คนสนิท เขาพยัคหน้าเสมือนเป็นสัญญาณ
“ทุกคนเข้าไปลาสิเถอะครับ” นพชัยเอ่ยขึ้น แม้จะไม่ใช้สิ่งที่เขาอยากจะพูดออกมามากนัก
...................................................................................................................................................................................
สมองตาย คือ ภาวะที่แกนสมองถูกทำลายจนสูญเสียการทำงานอย่างสิ้นเชิงและถาวร ไม่สามารถรักษาให้ฟื้นคืนชีพได้อีก ทางการแพทย์จึงถือว่าเสียชีวิตแล้ว โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะสมองตายมาจากการบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง หรือเส้นเลือดแตกในสมอง หรือเลือดออกในช่องสมอง ซึ่งการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองตายหรือไม่ ต้องตรวจโดยแพทย์ไม่น้อยกว่า 3 คน และทำการตรวจ 2 ครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ในการบริจาคอวัยวะ แพทย์จะรับอวัยวะจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตาย แต่ยังให้เครื่องช่วยหายใจอยู่ และตราบใดที่ร่างกายยังมีออกซิเจนไหลเวียนในเลือด เลือดก็ยังไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้ตามปกติ ดังนั้นจึงสามารถนำอวัยวะของผู้ที่มีภาวะสมองตาย ไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่เพื่อความอยู่รอดแหล่งที่มา https://www.organdonate.in.th/