...
คนต่อมาที่ถูกลู่ฝู่สอบปากคำคือหญิงสาวชื่อไห่ต้ายสภาพเธอดูไม่ได้เลย ตาบวมแดง เสื้อผ้าผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเธอเดินทางมากับพี่ชายชื่อไห่ชาน
“ข้าพเ้ามาถึงก่อนเจินเส้าแหย... สิ่งที่รับประทานได้แก่ผัดผัก ข้าวสวย และเต้าหู้นึ่ง...”
“ใช่เต้าหู้นึ่งขาหมูสูตรพิเศษของโรงเตี๊ยมแห่งนี้หรือไม่?”ลู่ฝู่ถาม
“ท่านกล่าวถูก...เกอเกอข้าพเ้ารับประทานสิ่งเดียวกันทั้งหมด ไม่มีอาการผิดปกติใด”
“ข้าพเ้าและเม่ยเม่ยรับประทานเสร็จก็เข้าห้องมิได้ออกมาอีก... อ้อ มีข้าพเ้าแวะไปที่ห้องของเม่ยเม่ยเพื่อนำของไปให้นางมิได้พบผู้ใดบนทางเดิน” ไห่ชานกล่าว เขาเป็ผู้ชายที่ดูเหมือนจอมยุทธ์ทั่วไปไม่มีอะไรเป็พิเศษนอกจากรอยคล้ำเด่นชัดใต้ดวงตาที่ชวนให้นึกถึงหัวกะโหลกมากกว่าแพนด้า
เจินจูจ้องทั้งสองคนเขม็งเห็นทีฉันต้องถามเขาทีหลังว่ามีอะไรหรือเปล่า
“ท่านทั้งสองมีความเกี่ยวพันใดกับผู้ตาย?”ลู่ฝู่ถาม
“ไม่ได้เป็อันใดข้าพเ้าและน้องเพียงแต่มีแซ่ที่ออกเสียงเหมือนกัน”
“อืม...” ลู่ฝู่พยักหน้า
“ลู่เซียนเซิงข้าพเ้าใคร่ขอพาเม่ยเม่ยไปพักผ่อน นางสุขภาพไม่สู้ดี”
“ช้าก่อน”เจินจูลุกขึ้นจากโต๊ะที่พวกเรานั่งรอกันอยู่ “ลู่เซียนเซิงอย่าได้ให้ผู้ใดเข้าไปยุ่มย่ามกับหลักฐานทางที่ดีท่านควรตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อนตรวจสอบห้องของพวกเราทุกคนด้วยดูว่ามีผู้ใดประมาทเลินเล่อจัดการหลักฐานไม่เรียบร้อยหรือไม่”
“ข้าพเ้าคิดเห็นเช่นเดียวกันได้โปรดอดทนสักนิด” ลู่ฝู่กล่าวและไปถามคนต่อไป เป็ชายชราชื่อสงจ่างมากับบุรุษหนุ่มชื่อกันเป่ย
“ข้าพเ้าอยู่ห้องข้างคุณชายได้ยินเสียงตอนพวกท่านพบร่างผู้ตายพอดี” สงจ่างกล่าว “คืนวานนี้เมื่อมาถึงข้าพเ้ารู้สึกไม่สบายจึงไม่ได้รับประทานสิ่งใด อยู่ในห้องตลอดเวลา”
“แม้มีเหตุวิวาท?” ลู่ฝู่ถาม
“ข้าพเ้าชรามากแล้วหวาดกลัวเกินกว่าจะออกจากห้อง” สงจ่างตอบ
“ส่วนข้าพเ้าลงไปรับประทานอยู่ผู้เดียวพบเห็นทั้งสองท่านที่เพิ่งกล่าวจบไป พอเกิดเื่ ข้าพเ้าเข้าไปหลบในครัว”กันเป่ยเล่า “ข้าพเ้าอาจน่าสงสัย แต่ข้าพเ้าจะกล่าวความจริงแม้อาจเป็การปรักปรำตนเองอ้อ...ข้าพเ้ารับประทานเนื้อเค็มกับสุราหนึ่งไห หลังเหตุวิวาทอาหารกระจัดกระจายจึงจ่ายเถ้าแก่ตามสมควร ไม่ได้ดื่มกินสิ่งใดนอกจากน้ำเปล่าที่ข้าพเ้าพกมาเอง”
“ท่านได้ออกจากห้องหรือไม่?”
“ข้าพเ้าไปหาสงแหยแหยจะถามไถ่ว่าท่าน้าข้าวต้มสักถ้วยหรือไม่แต่ท่านกล่าวว่าอยากนอนพักและไม่้าสิ่งใด ข้าพเ้าจึงไม่ได้เข้าไปตอนกลับห้องพบเห็นไห่กูเหนียง”
“แต่ไห่เซียนเซิงกล่าวว่านางมิได้ออกจากห้องหรือมีการเข้าใจผิด?”
“ข้าพเ้าออกมาเพียงครู่เดียว...เพียงแค่เปิดประตูยืนอยู่หน้าห้องเท่านั้น”ไห่ต้ายพูดเสียงอ้อมแอ้ม
“ออกมาเพราะ?”
“...เพราะข้าพเ้าได้ยินเสียงกุกกักจึงเปิดประตูออกมาแต่ไม่พบผู้ใดคาดว่าเป็เสียงมุสิกเดินอยู่บริเวณประตูจึงไม่ได้คิดอะไรและกลับเข้าห้องไม่ได้เดินออกไปไหน” เธอพูด
“มุสิก?!”เถ้าแก่อุทานลั่น
“กันเซียนเซิง ท่านพบไห่กูเหนียงกี่ยาม?”
“ดึกแล้วหลังเหตุวิวาทเบื้องล่างสงบลงได้นานอยู่ ข้าพเ้าไม่ได้สนใจฟังคนเคาะเกราะ”กันเป่ยตอบคล่องปาก
“สงเซียนเซิง ท่านอยู่ข้างห้องคุณชายได้ยินอะไรหรือไม่?”
“ข้าพเ้าป่วย เกรงว่าไม่ได้สนใจฟัง”
“หมายความว่าท่านไม่ได้ยินสิ่งใดผิดปกติ”
“อืม...คาดว่าได้ยินเสียงกุกกักเช่นเดียวกับไห่กูเหนียงหากแต่มาจากทางหน้าต่าง”
“อย่างนั้นรึ...”
“คุณชายไห่ได้ออกจากห้องหรือไม่?”เจินจูถามลู่ฝู่
“ให้ผู้ติดตามตอบ”
“...ข้าพเ้าอยู่ห้องข้างคุณชายไห่...ท่านดื่มสุรา่เกิดเหตุวิวาท เป็ข้าพเ้าพาท่านเข้าไปหลบในครัวเมื่อเหตุการณ์สงบก็ขึ้นห้อง คุณชายมิได้ยกอาหารเข้าไป ไม่ได้สั่งอาหารเพิ่มเติมและไม่ได้เปิดประตู... ไม่มีผู้ใดเข้าไปเช่นกันข้าพเ้าไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูเลยตลอดคืน” เขากล่าวเสียงเบา“อาหารที่คุณชายรับประทานได้แก่ข้าวสวย ผัดผัก ซุปไก่ เต้าหู้ ขาหมูและไข่เจียวม้วน หากแต่รับประทานไม่ถึงครึ่งก็เกิดเื่หลังเหตุวิวาทไม่มีอารมณ์รับประทานต่อ”
“รายการอาหารถูกต้องหรือไม่ คนครัว?”ลู่ฝู่ถาม คนครัวเอารายการที่จดโดยเถ้าแก่ยื่นให้ก็พบว่าตรง ก่อนจะเสริมด้วยว่า
“ปกติคุณชายรับประทานจนหมดและยังสั่งอีกสองสามอย่างเพื่อแกล้มสุราข้าพเ้าแปลกใจที่ท่านมิได้สั่งอะไรเพิ่มเติมเลยทั้งคืน”
“ขอบใจมาก และผู้ติดตาม ท่านมิได้ยินเสียงประตูแต่ท่านได้ยินเสียงกุกกักเช่นเดียวกับท่านอื่นหรือไม่?”
“เอ่อ...ข้าพเ้า...ข้าพเ้าคล้ายได้ยินคล้ายไม่ได้ยิน... ข้าพเ้า...”
“ท่านได้ยินหรือไม่ได้ยิน หรือไม่ทราบ?”
“ไม่ทราบ ไม่ทราบ”
ฉันสะกิดเจินจู
“คิดว่าใครน่าสงสัย?”
เด็กหนุ่มผมขาวลูบคาง
“คุณชายไห่ไม่ได้กินอะไรหลังเหตุวิวาท...ถ้าพิษอยู่ในอาหารเย็น เขาเสียชีวิตอย่างช้าสุดก็ประมาณตีหนึ่งแต่เราไม่รู้ว่าเขาตายจริงกี่โมงเพราะผู้ติดตามก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับเขาเลยหลังขึ้นห้องที่แปลกคือ... พิษนี่ออกฤทธิ์ยังไงกันแน่? เมื่อคืนท่านคงรู้ว่าผนังที่นี่ไม่ได้หนาได้ยินเสียงเปิดปิดประตูห้องติดกันทั้งสองข้าง เหตุไฉนไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงคุณชายไห่ดิ้นรนทรมานเพราะพิษ...”
“พิษนี้มีฤทธิ์ชา เกรงว่าไม่ทันดิ้นก็ล้มลงไปนอนเป็อัมพาตแล้วสภาพร่างของคุณชายไห่เป็เช่นนั้น เพียงล้มลงหน้าคว่ำเสียชีวิตเฉยๆ” ลู่ฝู่ได้ยินคำถามและช่วยตอบให้
“อืม...เื่ที่แต่ละคนเล่าก็ไม่ได้มีพิรุธอะไรเป็พิเศษนอกจากเสียงกุกกักที่ไม่รู้ว่ามาจากทางเดินหรือจากหลังคา...แต่สีหน้าคนเล่า...”
“ลู่เซียนเซิง!”เสียงคนดังขึ้นมาจากชั้นบน เป็เ้าหน้าที่อีกคน “พบเศษผงของพิษที่ใช้สังหาร!”
พวกเรามองหน้ากัน
“ที่ใด?” ลู่ฝู่ลุกขึ้น
“ในห้องของไห่กูเหนียง!”
“ห้องของข้าพเ้า?! แต่...ไม่ใช่...ไม่มีทางเป็ข้าพเ้า!”เธอร้องเสียงหลง “มีผู้ปรักปรำข้าพเ้า! ข้าพเ้า...กับคุณชาย...”
“ขอให้ทุกท่านอยู่ที่นี่ข้าพเ้าจะขึ้นไปตรวจสอบ” ลู่ฝู่กล่าว
“ลู่เซียนเซิงขอให้ข้าพเ้าและภรรยาขึ้นไปด้วยได้หรือไม่?” เจินจูถาม“คุณชายไห่เป็ลูกค้าของข้าพเ้าจำต้องรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงเพื่อรายงานครอบครัวได้ถูกต้อง”
“...ท่านคงเป็เจินจูผู้ทำกิจการประกันภัย”ลู่ฝู่ลูบหนวดสองเส้นเหนือริมฝีปากของตน “ได้ยินเื่กิจการของตระกูลท่าน...เชิญท่านเถิด แต่จำไว้ว่าข้าพเ้าจับตาดูท่านอยู่ หากท่านทำตัวมีพิรุธข้าพเ้าจะจับท่านเป็คนแรก”
ห้องของไห่ต้ายไม่มีอะไรพิเศษลูกน้องของลู่ฝู่ชี้ให้ดูผงสีน้ำเงินที่อยู่บนโต๊ะเตี้ยมันบางมากจนมองไม่เห็นแถมมีร่องรอยโดนปัด ไม่แปลกใจที่ตอนแรกไม่มีใครหาเจอมีรอยเรียบเหมือนมันถูกหย่อนใส่อะไรสักอย่าง แล้วของสิ่งนั้นก็ถูกยกออกไป
“...ถ้าให้เดาเธอโปรยพิษใส่อาหารที่โต๊ะนี้ แล้วก็ยกออกไป... เ้าตัวก็ยอมรับเองว่าออกจากห้องกันเป่ยก็พูดเหมือนกัน แต่ที่แปลกคือทำไมสงจ่างถึงได้ยินเสียงมาจากหน้าต่าง แล้วเธอโกหกเื่ที่ได้ยินเสียงจากประตูเพราะอะไรหรือเธออาจจะไม่ได้โกหก...” เจินจูพึมพำคนเดียวพลางเดินสำรวจทั่วห้องหยุดที่หน้าต่างสักพัก ยื่นหน้าออกไปมอง แล้วก็เดินกลับมากลางห้อง
“เห็นทีเราได้ตัวคนร้ายผู้ลงมือโดยอำมหิตแล้ว”ลู่ฝู่กล่าว
“ช้าก่อน ลู่เซียนเซิง...ข้าพเ้าขอตรวจสอบบางอย่างก่อน”เจินจูกล่าวก่อนจะเดินไปห้องถัดมาซึ่งเป็ห้องของผู้ติดตามเขาเดินตรงไปที่หน้าต่างและใช้ปลายนิ้วปาดมันทีหนึ่งถูนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าด้วยกัน มองออกนอกหน้าต่างเหมือนที่ทำเมื่อครู่
“เพราะมีเสียงจากท่านหน้าต่าง ท่านจึงคิดว่ามีคนเข้าห้องคุณชายจากทางหน้าต่างรึ?เหตุไฉนจึงทำเช่นนั้น?”
เจินจูไม่สนใจ เข้าไปสำรวจห้องของคุณชายร่างยังอยู่ด้านใน เขาล้มอยู่ข้างเตียง
“...หมั่นโถว...?”เจินจูใช้ผ้าเช็ดหน้าหยิบเศษหมั่นโถวขึ้นจากพื้นใต้เตียง“คาดว่ามันคงกระเด็นไปตอนที่ล้ม นี่คงเป็อาวุธสังหารกระมัง”
“หืม? ไม่เห็นมีสีน้ำเงินเลย”ฉันเห็นแต่ก้อนหมั่นโถวขาวๆ ถ้ามีผงสีน้ำเงินแปะอยู่ ใครจะกล้ากินล่ะถึงเป็นิยายแต่คงไม่มีใครบ้าขนาดนั้นหรอก แล้วมันก็แปลกอีก...
“พิษนี้ไม่มีสีเมื่อเจอของชื้นแต่รสชาติเหมือนแป้ง ใส่หมั่นโถวนับว่าฉลาดดีแท้ ไม่มีทางรู้สึกว่าอาหารนี้มีสิ่งไม่ชอบมาพากล”ลู่ฝู่พยักหน้า “ก่อนหน้านี้เราพบหมั่นโถวก้อนนี้เช่นกัน”
“ท่านแสร้งทำเป็ไม่รู้อาวุธสังหารเพื่อให้ใครสักคนกล่าวถึงหมั่นโถว?นับว่ายอดเยี่ยม ลู่เซียนเซิง” เจินจูวางเศษหมั่นโถวกลับที่เดิมก่อนจะปรบมือให้
“ยอดเยี่ยมอันใดสุดท้ายไม่มีผู้ใดกล่าวถึงหมั่นโถว หรือคนร้ายอาจหนีไปแล้วและข้าพเ้าเพียงเสียเวลาอยู่ที่นี่...”
“ก็ไม่แน่เสมอไป เราพบอาวุธแล้วเหลือแรงจูงใจ” เจินจูสบตาเขา “ท่านคิดว่าเป็ฝีมือไห่กูเหนียงจริงหรือ?”
“ท่านคิดเห็นเป็เช่นไร?”
เจินจูยิ้มกริ่ม “ข้าพเ้าจะบอกท่านด้วยข้อแม้ประการหนึ่ง”
“ข้อแม้นั้นคือ?”
“ท่านต้องเว้นโทษให้ข้าพเ้าหนึ่งคราหากข้าพเ้าทำผิดประการใดในอนาคต” เจินจูฉีกยิ้ม“บอกให้ว่าเมื่อท่านสัมภาษณ์เมื่อครู่ มีบุคคลกล่าวคำผายลมเหม็นคละคลุ้งข้าพเ้าฟังแล้วรู้สึกขำขันยิ่งนัก”
ลู่ฝู่จ้องคนอ่อนวัยกว่าอยู่นานก่อนจะพยักหน้า
“ย่อมได้แต่ข้าพเ้าจะเว้นผิดหากผู้กระทำผิดเป็ท่านไม่ใช่ผู้ใดอื่นรวมทั้งตระกูลหรือกิจการของท่าน”
“นับว่าประเสริฐแล้ว”
“...แล้วสรุปคนร้ายเป็ใคร?” ฉันถาม
“ขอเรียบเรียงก่อน นอกห้องพักทุกห้องในชั้นนี้จะออกไปเจอกับหลังคาพอดีฉะนั้นเสียงกุกกักจากหน้าต่างที่สงเซียนเซิงได้ยินข้าพเ้าคาดเดาว่าอาจมีผู้ใดปีนออกไปเล่นสนุกบนหลังคา คุณชายไห่ไม่ได้ออกจากห้องและไม่ได้สั่งหมั่นโถวเข้าไปเหตุไฉนจึงมีหมั่นโถวซึ่งรับประทานแล้วอยู่กับคุณชายได้?”
“แต่ไห่กูเหนียงออกจากห้องห้องของนางอยู่ถัดจากห้องผู้ติดตามพอดี”
“ข้าพเ้าคาดว่าผู้ติดตามนี้ให้การเท็จปนจริง”
“กล่าวคือ?”
“นี่เป็เพียงการคาดเดามั่วซั่วของข้าพเ้าเองแต่ข้าพเ้ามองตอนมันพูดอยู่... มันมีท่าทางหลุกหลิกนิ้วมืออยู่ไม่สุขตอนมันพูดว่าไม่มีผู้ใดเข้าไปตามการคาดเดาของข้าพเ้าจากคำให้การของคนครัว คุณชายไห่นี้มีกระเพาะใหญ่โตไหนเลยรับประทานเพียงเล็กน้อยก็อยู่ได้ทั้งคืน? เขาต้องสรรหาของรับประทาน...แต่จากผู้ใดหากไม่ใช่ผู้ติดตาม?สั่งให้ลงไปยังครัวเป็เื่ง่ายดายไม่มีสิ่งใดยุ่งยาก เหตุไฉนต้องเป็ไห่กูเหนียง?”
“หรือสองคนนี้มีสัมพันธ์ฉันชู้...?”