หลังจากที่จูนได้รับยาแอสไพรินและวิธีดูเวลาจากนาฬิกาแดดพร้อมทั้งเงินจำนวนหนึ่ง เธอก็นำเงินนั้นไปซื้ออาหารเบา ๆ มาให้พ่อของเธอทานแล้วให้พ่อของเธอทานยาตามที่กำหนด แต่กลับไม่ได้ให้ทานยาใน่ค่ำเพราะไม่มีแดดคอยบอกเวลา
จูนสังเกตว่าทุกครั้งที่พ่อของเธอทานยาลงไปเหงื่อของพ่อจะออกเยอะเป็พิเศษ เออร์วินบอกเธอว่านี่เป็กระบวนการปกติสิ่งที่เธอต้องทำคือให้พ่อของเธอดื่มน้ำเยอะ ๆ ใน่นี้ซึ่งจูนก็ทำตามเพราะว่ามันเป็ความหวังเดียวของเธอที่จะช่วยพ่อ
ตกค่ำหลังจากที่จูนเช็ดตัวให้พ่อของเธอเสร็จก็เข้านอนจนกระทั่งเธอกลับสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากจากที่ไกล เธอรีบลุกขึ้นจากพื้นเปิดประตูออกไปกลับพบเห็นคนจำนวนหลายสิบคนวิ่งตามถนนจากที่ไกล ไม่เพียงแค่จูนเท่านั้นคนอื่นในสลัมต่างก็ทำเช่นเดียวกัน
เมื่อคนพวกนั้นวิ่งเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนจูนพอมองเห็นใบหน้าพวกเขากลับต้องตะลึงเพราะคนพวกนี้ล้วนเป็อันธพาลในสลัมซึ่งเป็ลูกน้องของเจค และไม่รู้ว่าเธอตาฝาดไปหรือเปล่าคล้ายกับว่าเธอเห็นเมดคนหนึ่งกับเจคอยู่ในคนกลุ่มนี้ด้วย ขณะที่เธอกำลังมองภาพนี้พร้อมกับตั้งคำถามในหัวก็ได้ยินเสียงที่ดูคุ้นหู
“วิ่งกันครับวิ่งกัน”
ก่อนที่เธอจะเห็นเด็กชายคนหนึ่งวิ่งตามหลังสุดพร้อมกับถือกระบองในมือ ตรงปลายกระบองคล้ายกับมีกระแสไฟฟ้าให้ความรู้สึกหวาดเสียว
“ห้า สี่ สาม...”
เด็กชายเริ่มทำการนับ พอนับถึงศูนย์ก็แทงปลายกระบองใส่หลังคนที่วิ่งอยู่หลังสุด คนคนนั้นร้องเสียงดังลั่นก่อนจะรีบเร่งความเร็วแซงหน้าเพื่อนไป จากนั้นเขาก็เริ่มนับอีกรอบ
“ห้า สี่...”
คราวนี้เขานับถึงแค่สี่คนที่อยู่หลังสุดรีบเร่งความเร็วแซงหน้าเพื่อนก่อนที่เด็กชายจะใช้กระบองกระตุ้น จากนั้นเขาก็นับอีก “ห้า สี่...” พอนับถึงตรงนี้สายตาก็เหลือบมาเห็นจูนมองมาจากในบ้านเธอพอดีจึงร้องทักพร้อมรอยยิ้ม
“อ้าว! อรุณสวัสดิ์ครับคุณจูนตื่นเช้าจังเลยนะครับ”
จูนยืนตัวแข็งทื่อเธอไม่รู้ว่าจะตอบสนองกับอีกฝ่ายยังไงดีเพราะเธอจำได้แล้วว่าเด็กผู้ชายคนนี้เป็คนเดียวกับที่ให้ยาเธอมาเมื่อวาน พริบตานั้นเธอกลับรู้สึกสับสนงุนงงเป็ที่สุดเพราะไม่เข้าใจว่าไอ้สถานการณ์นี้มันมีที่มายังไง
เออร์วินทักทายจูนเสร็จก็หันไปพูดว่า
“เอ... นี่ผมนับถึงไหนแล้วนะช่างเถอะจิ้มเลยแล้วกัน”
พูดเสร็จก็แทงกระบองออกไปชายคนนั้นร้องลั่นรีบวิ่งแซงหน้าเพื่อไปให้ไกล เออร์วินหยุดวิ่งไปข้างหน้าเปลี่ยนเป็วิ่งย่ำอยู่กับที่มองไปด้านหลัง สักพักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งมาในสภาพจะตายให้ได้ เธอวิ่งมาหยุดยืนเพื่อพักหอบหายใจก่อนจะสังเกตเห็นว่าเออร์วินกำลังมองเธออยู่ เธอสะดุ้งใรีบวิ่งออกไปทันที
อีกอึดใจก็มีผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าวิ่งเตาะแตะมาหยุดยืนที่เดียวกับผู้หญิงคนเมื่อครู่ เธอหยุดพักหอบหายใจก่อนจะสังเกตเห็นว่าเออร์วินกำลังมองเธอทั้งยังยิ้มให้ เธอสะดุ้งใร้องออกมา
“อ๊ะ! ไอ้ปีศาจ”
เออร์วินยิ้มให้เธอแถมหยอกล้อว่า
“ไหวไหมครับถ้าไม่ไหวให้ผมอุ้มได้นะ”
เนียรีบะโถอยหลังหนีทันทีทั้งที่เออร์วินยังอยู่กับที่พร้อมร้องว่า
“อย่าเข้ามานะไอ้ปีศาจ” ก่อนจะรีบวิ่งผ่านเออร์วินไป
เออร์วินหันไปมองจูนที่ยังคงมองเหตุการณ์ทุกอย่างภายในบ้าน พูดกับเธอว่า
“ผมไปก่อนนะครับคุณจูน แล้วก็อย่าลืมข้อตกลงที่คุณให้ไว้ถ้าพ่อของคุณหายป่วยนะครับ”
จูนที่ยังคงมึนงงกับสิ่งที่ได้เห็นจึงสะดุ้งรีบตอบว่า
“อ๊ะ! คะค่ะ ไม่ลืมแน่ค่ะ”
เมื่อจูนพูดจบเออร์วินก็ออกตัววิ่งต่อทันทีทิ้งให้ทั้งจูนและเหล่าคนในสลัมในละแวกนั้นมองทุกสิ่งอย่างมึนงง พวกเขามองตามหลังเออร์วินไปสักพักก็ได้ยินเสียงผู้ชายร้องเป็ระยะ ๆ พวกเขาพากันนึกถึงเื่ที่มีคนนำมาเล่าให้ฟังเมื่อวานว่า มีคนสองคนโผล่มาจัดการพวกแก๊งของเจคจนหมดสภาพ
‘หรือว่าเื่ที่ได้ยินมาจะเป็ความจริง’
ทุกคนต่างพากันคิดเช่นนี้ก่อนจะหันไปมองจูนเป็ตาเดียวเพราะสงสัยในความสัมพันธ์ของเธอกับเด็กผู้ชายคนนั้น แม้แต่เด็กผู้หญิงข้างบ้านจูนก็ยังมองมาที่เธอ จูนที่ตกเป็เป้าสายตาจึงหน้าแดงด้วยความอายรีบปิดประตูบ้านทันที
หน้าบ้านของเจค
ขณะนี้เป็ศูนย์รวมของเหล่าผู้คนที่พากันนอนหมดแรงหอบหายใจกันเป็บ้าเป็หลัง บางคนมีทีท่าจะอาเจียนออกมาแต่เพราะยังไม่ได้ทานมื้อเช้าสิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีแค่ลมเท่านั้น เรเวนตอนนี้นอนพิงผนังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักกำลังอาเจียนลมเช่นกันพร้อมทั้งหอบหายใจไม่หยุด เสียงเออร์วินดังมาจากด้านหลังเธอ
“เหนื่อยแย่เลยนะครับพี่สาว”
เรเวนหันไปมองเขาด้วยสายตาอาฆาตเออร์วินยิ้มให้เธอพูดว่า
“แต่ก็ขอชมนะครับที่พี่สาวไม่หนีไปโดยเคลื่อนย้ายผ่านเงาแต่กลับทนวิ่งจนจบ”
“เพราะเธอบอกว่ามันจะช่วยพัฒนาความสามารถของฉันไงล่ะฉันจึงอยากลองเสี่ยงดูเท่านั้น”
เออร์วินมองเรเวนทั้งที่ยังคงยิ้มอยู่เขามั่นใจว่าคนที่ทำให้เรเวนตกอยู่ในสภาพสาหัสปางตายในตอนที่เขาเจอเธอครั้งแรก ถ้าไม่ใช่แข็งแกร่งกว่าเธอมากก็ต้องวางแผนมาดี แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนสิ่งที่จำเป็สำหรับเรเวนหากเธอ้าจะแก้แค้นก็คือทำให้เธอแข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะทั้งความสามารถส่วนบุคคลหรือความสามารถส่วนรวมก็ตาม ในตอนนี้เธอยังไม่เจอพันธมิตรที่พึ่งพาได้ดังนั้นจึงมีทางเดียวคือพัฒนาความสามารถของตนเองให้สูงขึ้นสักนิดก็ยังดี แม้ว่าเธอจะยังไม่เชื่อว่าเขาจะช่วยพัฒนาเธอได้แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้ก็แค่ลองดูเท่านั้น
“เวลาที่พี่สาวเหนื่อยสิ่งที่พี่สาวห้ามทำเด็ดขาดคือการอ้าปากหอบหายใจแบบที่คุณทำอยู่ครับ นอกจากมันจะไม่ช่วยให้หายเหนื่อยแล้วมันยังทำให้พี่สาวร่วงเร็วกว่าที่ควรด้วย แต่สิ่งที่พี่สาวควรทำคือหุบปากให้สนิทแล้วสูดลมหายใจเข้าออกทางจมูกลึก ๆ และก็ช้า ๆ อาจจะลำบากเพราะยังไม่ชินในตอนแรกแต่ถ้าพี่สาวทำได้ล่ะก็อย่างน้อยพี่สาวก็สามารถสู้ได้นานขึ้นครับ”
เรเวนทำตามเธอหุบปากแล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ แม้ว่าจะยังไม่ชินแต่เมื่อทำไปสักพักพบว่าอาการเหนื่อยของเธอเริ่มดีขึ้นจริง ๆ เออร์วินเห็นว่าเรเวนมีสีหน้าดีขึ้นจึงชักชวนว่า
“ดีขึ้นแล้วสินะครับพี่สาว งั้นเราไปทำมื้อเช้าให้พวกเขากันดีกว่านะครับ”
เรเวนที่ได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ทำมื้อเช้าให้พวกเขา?”
“ปกตินี่ครับ จะให้ม้าวิ่งมันก็ต้องรู้จักให้หญ้าให้น้ำ”
พูดจบเออร์วินก็เดินไปหาอันนาที่ขณะนี้นั่งตาลอยอยู่บนพื้นหญ้าหน้าบ้านของเธอซึ่งมีเนียนอนตาเหลือกหนุนตักเธออยู่ อันนาเห็นเออร์วินเดินมาหาเธอก็ได้แต่มองดูอยู่เฉย ๆ เพราะเธอไม่เหลือแรงจะทำอะไรแล้ว เออร์วินเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วถามว่า
“ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ”
“อันนา...” เธอตอบอย่างอ่อนแรง
เออร์วินพยักหน้าให้ถามเธออีกว่า
“ไม่ทราบว่าคุณอันนาทำอาหารเป็ไหมครับ”
“พอเป็อยู่บ้างค่ะ”
เออร์วินพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะถามเนียว่า
“คุณเนียทำอาหารเป็...”
เออร์วินถามยังไม่ทันจบเนียก็ “เฮอะ” ใส่เขาแล้วเปลี่ยนเป็นอนตะแคงหันหน้าหนีใส่เออร์วิน อันนาที่เห็นดังนั้นจึงมีสีหน้าแตกตื่น
“เดี๋ยวเถอะเนีย”
อันนาเห็นเออร์วินไม่มีท่าทีอะไรจึงถอนหายใจ สักพักเรเวนก็เดินมาสมทบแต่ก่อนที่เออร์วินจะพูดอะไรเจค บาส รอน และเดนิสก็เดินมาหาเออร์วิน เจคเดินมายืนตรงหน้าเขาแล้วถามว่า
“แก้าอะไรกันแน่”
“ผมก็บอกไปแล้วนี่ครับว่า้าให้พวกคุณมาเป็ทหารของผม”
เจคมองหน้าเออร์วินเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
“เหมือนแกจะยังไม่เข้าใจนะว่าโลกมันเป็ยังไง ต่อให้มีพวกเรามากกว่านี้เป็สิบเท่าร้อยเท่าก็ไม่มีความหมายหรอก”
เออร์วินยิ้มให้เจคพูดว่า
“ให้เวลาเป็เครื่องพิสูจน์เถอะครับ แต่พวกคุณมาแล้วก็ดีเลยพวกเราเข้าไปทำมื้อเช้าให้ทุกคนกันเถอะครับ”
เจคทวนคำด้วยความสงสัย
“ให้ทุกคน?”
“ใช่ครับให้ทุกคนมื้อเช้าวันนี้เป็สเต๊กครับหลังจากออกแรงเสร็จแล้วต้องได้กินเนื้อถึงจะดีที่สุด”
พูดจบเออร์วินก็เดินเข้าไปในบ้านของเจคเสมือนเป็บ้านตัวเองตามด้วยเรเวน ทิ้งพวกเจคให้ยืนงงอยู่อย่างนั้น เจคมองประตูบ้านถามอันนาว่า
“อันนามันคุยอะไรกับเธอเหรอ”
“เขาถามว่าฉันทำอาหารเป็ไหม”
เวลาเดียวกันคฤหาสน์ของ ดอน โกเบอร์
เคานต์เรห์นวาร์ดนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นในสภาพที่เหม่อลอย เวลานี้เขากลัวแล้วกลัวมากจริง ๆ หลังจากที่เออร์วินจากไปใช้เวลาพักใหญ่ ๆ กว่าจะมีองครักษ์คนหนึ่งฟื้นขึ้นมาแก้มัดให้เขา ทันทีที่เป็อิสระเคานต์เรห์นวาร์ดก็สั่งให้ปลุกคนอื่น ๆ ให้ตื่นบอกลูกชายทั้งสองกับภรรยาที่ยังมึนงงกลับขึ้นไปนอน แล้วเรียกระดมพลทั้งจากองครักษ์ในคฤหาสน์และคนที่ศาลบุกไปยังคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์
สี่วันคือเส้นตายที่เออร์วินมอบให้เขาดังนั้นทุกวินาทีของเขาล้วนมีค่า เสียงควบม้าปลุกเหล่าชาวบ้านให้ตื่นจากการหลับใหลพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเคานต์เรห์นวาร์ดมาถึงคฤหาสน์แล้วก็ส่งคนไปทำการตรวจค้น ขณะที่กำลังรออย่างใจจดใจจ่อจนเมื่อคนของตนกลับมารายงานทีละคน ๆ สีหน้าของเคานต์เรห์นวาร์ดก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จนเมื่อคนสุดท้ายรายงานเสร็จเขาก็มีสภาพเหม่อลอยพึมพำว่า
“ตายหมดเลย ไม่เหลือแล้ว”
ตามที่คนของเขารายงานว่าทุกคนในคฤหาสน์ล้วนถูกสังหารจนหมดสิ้นเหลือเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่ถูกจับตัวมากับเหล่านางบำเรอเท่านั้น ส่วนสินทรัพย์ล้วนถูกกวาดไปจนหมดเกลี้ยง เวลานี้เคานต์เรห์นวาร์ดถึงรู้ว่าตนนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เพียงไร
การที่ทุกคนล้วนถูกฆ่าตายหมดนั้นทำให้เขานึกถึงคำขู่ของเออร์วินก่อนที่เออร์วินจะกลับที่บอกว่า รอผลงานของเขาอยู่และคงจะดีไม่น้อยที่ลูกทั้งสองของเขาได้อยู่ฉลองงานวันเกิดในปีหน้า ตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่ใช่แค่ขู่แต่อีกฝ่ายหรือจะพูดให้ถูกคือคนที่อยู่เื้ันั้นทำได้จริง ๆ ถ้าเขาทำไม่สำเร็จสิ่งที่เกิดกับคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ในคืนนี้จะเป็สิ่งที่เกิดกับเขาในอีกสี่วัน
ประเด็นต่อมาคือคำมั่นที่เขาได้กล่าวว่าจะชดเชยให้กับผู้เสียหายหรือญาติของผู้เสียหาย ที่เขากล้าให้คำมั่นเช่นนี้เพราะเขาทราบดีว่าทรัพย์สมบัติของดอนมีเป็ูเาเลากาต่อให้เขาเก็บเข้ากระเป๋าตนเองครึ่งหนึ่ง แบ่งครึ่งหนึ่งไปเป็เงินชดเชยให้กับเหล่าผู้เสียหายส่วนที่เหลือส่งเข้าคลังของพระราชวังก็ไม่น่าเกลียด แต่เขาไม่นึกเลยว่าทรัพย์สมบัติเ่าั้จะถูกกวาดไปเสียเกลี้ยง
นึกถึงที่ตนออกตัวว่าถ้าเงินที่ยึดมาไม่พอจะออกเงินของตัวเองเป็เงินชดเชยก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง ตอนนี้เขาต้องออกเงินส่วนหนึ่งเพื่อใช้สร้างโรงเรียนถ้ายังต้องใช้เงินตัวเองทั้งหมดมาจ่ายเงินชดเชยล่ะก็ เคานต์เรห์นวาร์ดเริ่มผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“หนี ใช่แล้วต้องรีบหนี แต่จะหนีไปไหนล่ะ?”
เคานต์เรห์นวาร์ดกลับเข้าสู่ทางตันอีกครั้ง อยู่ที่นี่เขายังเป็ขุนนางมีอำนาจในกำมือแต่ด้วยพลังเวทของเขาที่อยู่สูงกว่าระดับมาตรฐานหน่อยนึงซึ่งในทวีปอาร์เคนัสเป็สิ่งที่หาได้ง่าย นอกจากไพร์ล็อกแล้วไม่ว่าที่ไหนเขาล้วนแทบจะไม่มีค่าให้ใช้สอย คนเคยชินกับการมีอำนาจจะให้กลับเป็คนธรรมดาคงยาก และที่สำคัญไร้พลังอำนาจแต่กลับมีทรัพย์มากมายติดตัวนี่มันแพะอ้วนที่รอการถูกเชือดชัด ๆ
ขณะที่เคานต์เรห์นวาร์ดกำลังกลัดกลุ้มไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดีปล่องไฟในห้องนั่งเล่นที่เขานั่งอยู่ก็มีปฏิกิริยาขึ้น ขี้เถ้าจำนวนมหาศาลค่อย ๆ ลอยออกมาจากปล่องไฟมาตรงหน้าเคานต์เรห์นวาร์ด มันออกมามาเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนก่อนจะรวมตัวกันเป็ร่างชายแก่ผอมซูบคนหนึ่ง เคานต์เรห์นวาร์ดสังเกตร่างชายแก่ที่เกิดจากการรวมตัวของขี้เถ้าคนนั้นก็ถามว่า
“ลอร์ดอาร์เทมิส?”
ร่างที่เกิดจากการรวมตัวของขี้เถ้าพยักหน้าก่อนจะถามว่า
“เกิดเื่อะไรขึ้น?”
เคานต์เรห์นวาร์ดสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเล่าทุกอย่างให้ฟังด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มเริ่มั้แ่ที่ตนตื่นมาแล้วถูกจับมัดบนเก้าอี้ จนมาที่คฤหาสน์ของดอน โกเบอร์แล้วพบว่าทุกคนถูกสังหารทรัพย์สมบัติหายเกลี้ยง เมื่อเล่าจนจบลอร์ดอาร์เทมิสก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรเคานต์เรห์นวาร์ดก็ไม่เร่งรัด สักพักลอร์ดอาร์เทมิสก็ถามขึ้นว่า
“ท่านบอกว่าข้างกายเ้าเด็กนั่นมีมือสังหารคนหนึ่ง?”
เคานต์เรห์นวาร์ดพยักหน้า ก่อนจะเห็นว่าลอร์ดอาร์เทมิสเงียบไป แม้ไม่เห็นสีหน้าเพราะว่าเป็ร่างที่เกิดจากขี้เถ้าแต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความกังวลและความเคร่งเครียดจากอีกฝ่าย ลอร์ดอาร์เทมิสพูดขึ้นว่า
“ข้าพอเดาได้แล้วว่าใครคือคนที่อยู่เื้ัเ้าชายขยะ”
“ใคร?”
ร่างขี้เถ้าจ้องหน้าเคานต์เรห์นวาร์ดก่อนจะพูดว่า
“ข้ายังไม่ชัวร์นักแต่ที่นึกออกก็มีเพียงพระาาอัลเฟรด”
ได้ฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเคานต์เรห์นวาร์ดก็มีสีหน้าตะลึง แม้ว่าชื่อของพระาาอัลเฟรดจะอยู่ในการคาดเดาอยู่แล้วแต่การที่มีคนพูดออกมาเขาก็ยังอดใไม่ได้ ถามว่า
“เป็พระองค์? พระองค์จะทำแบบนี้ทำไม?”
ร่างขี้เถ้าส่ายหน้าไปมาตอบว่า
“นี่เป็เพียงการคาดเดา ข้าทำได้แค่เดาว่าพระองค์้าให้เ้าชายขยะนั่นเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์ ข้าคิดได้เท่านี้”
เคานต์เรห์นวาร์ดส่ายหน้าปฏิเสธความคิดอีกฝ่ายพูดว่า
“เป็ไปไม่ได้ การทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการทำลายเมืองไพร์ล็อก เกิดมามีพลังเวทแค่นั้นไม่มีทางปกครองใครได้เด็ดขาด แม้ว่าข้าจะสงสัยพระองค์เช่นกันแต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็เพราะเหตุผลนี้แน่”
ลอร์ดอาร์เทมิสเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าบอกแล้วว่าเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น เดิมทีข้าสงสัยสามคนนอกจากพระาาอัลเฟรดแล้ว ก็มีดยุคกาเลออนกับบารอนเอเดรียน ท่านก็รู้สองคนนี้มีจุดยืนต่างจากพวกเรา เดิมทีข้าสงสัยดยุคกาเลออนมากที่สุดเพราะว่าคนผู้นี้มีบุตรี ถ้าบุตรีของเขาแต่งกับเ้าชายขยะล่ะก็ทุกอย่างจะลงล็อกทันที”
เคานต์เรห์นวาร์ดเอ่ยแทรกว่า
“แต่เ้าชายขยะนั่นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
ร่างขี้เถ้าพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“คนต่อไปบารอนเอเดรียนที่เป็แม่ทัพใหญ่ เ้าหญิงลิลิธมีความสัมพันธ์กับทางกองทัพทั้งเ้าหญิงยังเป็ลูกศิษย์ของผู้ช่วยแม่ทัพออกัส ดังนั้นบารอนจะต้องสนับสนุนให้พระสวามีของเ้าหญิงครองบัลลังก์ถึงจะถูก คนผู้นี้ข้าจึงตัดทิ้งซึ่งก็เหลือคนเดียว”
เคานต์เรห์นวาร์ดส่ายหน้าไปมาแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาแต่จากท่าทีของเขาก็บ่งบอกได้ว่าไม่ค่อยจะเชื่อถือข้อสันนิษฐานของอีกฝ่ายเท่าไหร่ ลอร์ดอาร์เทมิสก็พูดต่อว่า
“ข้ารู้ว่าการคาดเดาของข้ายังไม่น่าเชื่อถือนัก แต่เ้าก็รู้ว่าพวกเชื้อพระวงศ์ต่างให้ความรักและเอ็นดูในตัวเ้าชายขยะนั่นขนาดไหน ถ้าเป็ครอบครัวทั่วไปต่อให้ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แค่เป็ขุนนางหากมีลูกเป็ขยะแบบนั้นคงทิ้งไปแล้วไม่ก็กำจัดทิ้ง แต่นี่กลับยังเลี้ยงดูอย่างดีท่านไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ”
ได้ยินที่อีกฝ่ายพูดเคานต์เรห์นวาร์ดก็รู้สึกเหมือนคิดอะไรได้พูดว่า
“พระองค์กำลังใช้เ้าชายมาทดสอบพวกเราว่ามีท่าทีต่อเ้าชายเช่นไร?”
ร่างขี้เถ้าพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ข้าคาดเดาได้แค่ว่าพระองค์กำลังทรงปูทางไปสู่การขึ้นครองบัลลังก์ของเ้าชายขยะนั่น” ลอร์ดอาร์เทมิสนิ่งไปอึดใจก่อนจะพูดว่า “สำหรับสถานการณ์ของท่านเคานต์ตอนนี้ข้ามีข้อเสนอมาให้ท่านซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
เคานต์เรห์นวาร์ดที่ได้ฟังดังนั้นก็จ้องร่างขี้เถ้าเขม็ง