สายวันหนึ่งในตัวกรุง อโยธยามหานคร สภาพทั่วไปด้านนอกเมืองนั้น ช่างน่าอภิรมย์นัก ธรรมชาติอันดาษดื่น ต้นไม้มากมายให้ความร่มเย็น สายน้ำอันกว้างใหญ่มีน้ำที่ใสเย็น หากใครได้ลงเล่นเป็ได้หลง มิอยากขึ้นมาบนฝั่งเลยทีเดียว
ดูฝูงปลานั่นสิ ตัวเล็ก ตัวน้อยหรือตัวใหญ่ พันธุ์โน้น พันธุ์นี้มีมากมาย เห็นลูกครอกนั่นไหม? เป็พัน ๆ ตัวเลยนะ ปลาซิวก็มี ทำงบได้อร่อยมาก ๆ ปลากดก็ตัวใหญ่จริง ๆ เลือกกินไม่ถูกเลย
ในป่าก็เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์เดินเพ่นพ่านอย่างมีความสุข ผู้คนที่นี่จะล่าเคยตามที่จำเป็เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่กระทบกระเทือนต่อจำนวนสัตว์ที่จะโตมาทดแทนเลย มีชาวบ้านเดินอยู่หลายกลุ่ม บ้างก็ไปเก็บฟืน บ้างก็เก็บของป่า สมุนไพร น้ำผึง กล้วยไม้ที่สวยงาม ทุกคนรู้คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ จึงเอามาแต่พอประมาณ ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติไว้
ขยับเข้ามาในตัวเมืองตัววังกันบ้าง
ปราสาทช่างงดงามตายิ่ง มียอดปรางค์ที่โออ่า มีวัดที่เหลืองอร่าม พระภิกษุก็มากด้วยจริยวัตรที่งดงาม อุบาสก อุบาสิกาก็มากมี พร้อมใจกันรักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรมกันถ้วนหน้า
เลยวัดมาหน่อยเป็สวนหย่อมที่อยู่ข้างวัง เป็ทางยาวให้ได้ขี่ม้ากันอย่างสนุกสนานของบรรดาเหล่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง อำมาตย์ทั้งหลายต่างให้ลูกให้หลานมาฝึกขี่มากันอย่างคึกคัก
วันนี้ก็เช่นกัน มีเสียงฝีเท้าม้าสองตัวกำลังวิ่งแข่งกันมา เสียงผู้ควบคุมม้าเร่งฝีเท้าม้าคู่ใจของตนเองดังไปทั่วบริเวณ
“เร็วหน่อย น้องข้า ช้าอยู่ไย? ” พระโอรสองค์โตตรัสถาม
“ข้ามิช้าที เร่งอยู่ ท่านพี่ อย่ากล่าวโอ้อวดไป รอดูฝีมือข้าหน่อยกระไร” องค์เล็กตรัสตอบอย่างสนุกสนาน
“นั่นเ้าเร่งฝีเท้าแล้วรึ ข้าเข้าพระทัยว่าเ้าคลานเสียอีก ฮ่าๆๆ ” องค์โตกล่าวยิ้มแกมเยาะในที
ในขณะที่ตรัสสวนกันไปมาอยู่นั้น ม้าที่พระองค์สิงห์ที่เป็พระโอรสองค์โตทรงประทับได้วิ่งแซงนำหน้าม้าทรงของพระอนุชาห่างไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ท่านกล้าหรือไม่พี่ข้า ต่อให้อาชาของข้าที” องค์เสือซึ่งเป็โอรสองค์เล็กตรัสอย่างมีเลศนัย
องค์สิงห์ได้ฟังดังนั้นจึงหันมาทางพระอนุชา
“ได้สิ อนุชาแห่งข้า ข้าต่อให้สองชั่วหมากแหลก” ตรัสจบจึงเอาพระหัตถ์ที่กำลังบังคับม้าทรงนั้นลดความเร็วลง
“ขอบพระทัย พะย่ะคะ” องค์เล็กได้ที กระแทกสีข้างของม้าด้วยข้างเท้าทั้งสองข้างของพระองค์ส่งผลให้ม้าที่คุมอยู่ได้เร่งฝีเท้าความเร่งสุดกำลัง ทำให้พระอนุชาได้ควบม้าไปข้างหน้าแซงเสด็จของพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว
แต่!!!!
ทันใดนั้นเอง องค์ผู้น้องได้ลูบไปที่แผงคอของอาชาตัวเดิม กำหนดจิตส่งพลังงานประสานไปยังจิตของอาชาไนย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นแล้ว
ม้าทรงของพระอนุชาได้เปลี่ยนจากสีน้ำตาลเข้ม ได้กลายร่างเป็ม้าสีแสด หางและกีบสีแดงชาด หัวเป็สิงโต คอ หลังและขนสร้อยคอสีเขียว
“ท่าน โตเทพอัสดร” องค์ชายน้อยได้ลูบไปที่ลำคอของม้าคู่พระทัย
“สำแดงฤทธิ์ บัดเดี๋ยวนี้” องค์ชายเสือตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง ม้าคู่พระทัยได้ยินดังนั้น ส่งเสียงร้องดังปานฟ้าผ่า พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าโดยทันใด ในขณะที่วิ่งไปนั้น อาชาตัวที่งามสง่านี้ได้เพิ่มขนาดขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว เสียงฝีเท้าดังอย่างกับเกิดแผ่นดินไหวก็ไม่ปาน ด้วยขนาดของลำตัวยังใหญ่โต ทำให้ก้าวเท้าได้ไกลขึ้น ส่งผลให้วิ่งไปได้ไวมากขึ้นอีกด้วย องค์ชายเล็กลำพองใจว่าเห็นทีชัยชนะต้องตกเป็ของท่านเป็แน่แท้เชียว
พระเชษฐาทอดพระเนตรเห็นดังนั้นถึงกับส่ายพระพักตร์ในเล่ห์เหลี่ยมของน้องยาเธอ ทรงลูบลำคอของอาชาสีดำนิลสนิทตัวนั้น
“ไป เราไปกันได้แล้ว ไปทำให้เขารู้ประจักษ์ในความสามารถของเ้า” พระองค์สิงห์ตรัสอย่างอ่อนโยนกับพระอาชาของพระองค์เอง จากนั้นองค์ชายใหญ่จึงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
“ได้เพลาแล้ว น้องยาเอ้ย” องค์เชษฐาเ้า ทรงยื่นพระหัตถ์ไปข้างหน้าทันที จากที่วางแนบพระวรกายอยู่งามสง่าสมวัย ทรงกำหนดจิตตั้งใจมั่นเดินพลังถ่ายทอดไปยังอาชาไนยของพระองค์ กายร่วมกาย จิตร่วมจิต ทั้งสองประสานเป็หนึ่งเดียว
ชั่วพริบตา พระอาชาได้กลายเป็พระอาชาที่งดงามวิจิตรราวกับกับอาชาจากป่าหิมพานต์ยังไงยังงั้น กายเป็ม้าสีแดง มีหางสีดำ กีบยังคงมีสีดำเหมือนม้าเช่นเดิม
แต่!!!!
ส่วนหัวเป็สิงห์ไปแล้ว
นั่นใช่ม้าอยู่หรือ?
เหล่าทหารที่เฝ้าติดตามต่างตกตะลึงถึงความสามารถของพระโอรสทั้งสอง ต่างโห่ร้องแสดงความยินดีไปทั่วที่มีลักษณะสง่า
“ท่าน ดุรงค์ไกรสร พระอาชาแห่งเทพทั้งปวง” เมื่อพระพี่ท่านทรงขานเรียกชื่ออาชาแห่งเทพ อาชานั้นก็ส่งเสียงออกมาราวกับจะประกาศศักดาแห่งตนออกมา
“จงสำแดงฤทธิ์ บัดเดี๋ยวนี้” อาชานั้นก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับลำตัวที่ขยายกว้างขึ้นไปสองเท่าตัว วิ่งหนึ่งก้าว เสียงดังสนั่นปฐี ทันใดนั้นเองม้าทรงของพระโอรสองค์โตก็วิ่งเร็วขึ้นจากแต่เดิมมากจนเกือบจะเลยม้าทรงของพระอนุชาอยู่เพียง่ตัว
“ใกล้ถึงเส้นชัยแล้วพะย่ะค่ะ ม้าท่านสู้ท่านโตของหม่อมชั้น มิได้ดอก” องค์อนุชาตรัสอย่างมีความหวัง
“เ้ามั่นพระทัยกระนั้นรึ น้องเสือ เ้าจงดูท่านไกรศรของข้าให้จงดี” ตรัสจบ ท่านสิงห์ได้ยกพระหัตถ์ขึ้นเหนือพระเศียรทันที เกิดสิ่งแปลกประหลาดขึ้นกับท่านดุรงค์ไกรสร ตรงบริเวณสีข้างทั้งสองได้มีสิ่งหนึ่งแทรกตัวออกมาจากิั บังเกิดเป็ปีกแห่งอาชาทำให้เ้าซึ่งเป็ม้าคู่พระทัยลอยเหนือพื้นดิน
“จงสำแดงฤทธิ์ บัดเดี๋ยวนี้” ม้าทรงดุรงค์ไกรสรได้บินขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะยานข้ามม้าทรงของพระอนุชาไปได้ถึงเส้นชัยได้ก่อนอย่างหวุดหวิด สร้างความตื่นพระทัยให้กับอนุชาเป็ที่ยิ่ง
เหล่าทหารโห่ร้องแซ่ซ้องอีกครั้งแต่คราวนี้เสียงดังกว่าเดิมมากทีเดียว
“นั่นคือกระไร ท่านพี่ทรงกระทำได้เยี่ยงไร วิชาท่านก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วรึนี่” องค์เสือตรัสอย่างสงสัยและชื่นชมในฝีพระหัตถ์ของพระเชษฐาของพระองค์
“ฮ่า ๆ ๆ ใช่แล้ว อนุชาแห่งข้า ข้าฝึกฝนด้วยความเพียรอย่างหนัก ย่อมต้องก้าวหน้าเป็ปกติ มิใช่รึ” องค์สิงห์ตรัสอย่างจริงจัง“ท่านเข้าถึงชั้นดาวดีงแล้วนี่ ส่วนข้า เพิ่งเข้าสู่ชั้นจาตูมเมื่อมินานมานี้เอง” องค์ชายรองตรัสอย่างท้อแท้กับหลักสูตรการฝึกฝนที่ผ่านมา
“เ้าต้องฝึกฝนจริงจังเพื่อการข้างหน้า เราจะได้ป้องกันอโยธยาด้วยกัน มิใช่รึ? ” องค์ดำตรัสสวนไป
“พะย่ะค่ะ หม่อมชั้นจะตั้งพระทัยให้ทรงหนัก เพื่อการเบื้องหน้า” องค์ขาวตรัสตอบอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ
พระองค์ดำทรงบังคับม้าที่นั่งให้มาใกล้ม้าทรงของพระอนุชาซึ่งตอนนี้พระอนุชาได้ทรงลงจากหลังม้าทรงแล้วและทรงประดับยืนอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง
เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงมาถึงเบื้องหน้าอัศดรทั้งคู่
“เหนื่อยมั้ย? ท่านดุรงค์” องค์สิงห์ตรัสถามอาชาอย่างห่วงใย
“เหนื่อยมั้ย? ท่านโต” องค์เสือตรัสบ้าง
อาชาทั้งสองหายใจออกมาแรงพร้อมยกขาหน้าขึ้นแสดงถึงความแข็งแรงออกมาให้เห็น เมื่อองค์ชายทั้งสองทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้วทั้งคู่ทรงหันพระเนตรเข้าหากันแล้วทรงพระสรวรออกมาพร้อมกัน
จากนั้นทั้งสองท่านได้เอานิ้วชี้ข้างขวาจิ้มที่หน้าผากของอาชาทั้งสอง บังเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นทันที อาชาทั้งสองได้หายไปกลายเป็หมอกควันพวยพุ่งไปที่ไหล่ขวา ของท่านสิงห์อาชได้กลายเป็ลายสักรูปม้าดุรงค์ไกรสร ส่วนองค์เสือ ม้าได้กลายเป็ลวดลายของม้าที่เป็แบบโตเทพอัศดรซึงเป็ฌนลักษณะของม้าในป่าหิมต์พานทั้งสองตัว
“ท่านพี่ทรงก้าวหน้ามากจริงๆ ” องค์เสือตรัสอย่างมีความสุข
“เ้าเองก้อไม่เบานี่ อนุชาน้อย” องค์สิงห์ตรัสตอบอย่างชื่นชม
เสียงฝีเท้านางข้ากำนัล ผู้รับใช้ในพระพี่นางได้ดังเข้ามาใกล้
“พระโอรสทั้งสอง พระพี่นางทรงตรัสสั่งให้หาเพค่ะ ด้วยเข้าพระทัยว่า ท่านน่าจะทรงพระกระหายแล้วเพคะ”