เฉินเกอมองท้องฟ้า วันนี้เป็นวันที่อากาศดีจริงๆ นานแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวทันทีที่เขาหันไปเห็นรอยยิ้มกว้างของหนิงมู่ฉือ เขาก็พลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย
“ฉือเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีอารามเต๋าแห่งหนึ่งศักดิ์สิทธิ์มากข้าอยากจะลองไปดู วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี”
ต้นไม้ตามมุมกำแพงเริ่มแตกยอด ลำต้นของต้นไม้เลื้อยไปตามกำแพง บางส่วนมียอดอ่อนแตกออกมาทำให้กำแพงที่ดูแข็งและเย็นชืดมีชีวิตชีวา
หนิงมู่ฉือมองท้องฟ้าสีฟ้าสดใสอย่างชื่นชมอากาศที่สดใสทำให้คนอารมณ์ดีตามไปด้วยนางกับเฉินเกอแยกกันไปเก็บของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
นางเก็บของเสร็จเดินก็ออกมานอกเรือน พบท่านตาที่กำลังเดินเล่นอยู่แถวนั้นท่านตานึกว่านางจะฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกตแอบหนีไป จึงเดินเข้ามาจับแขนนางเอาไว้อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย “นางหนู เจ้าจะไปไม่ได้ ตาแก่แล้วทั้งยังอยู่ตัวคนเดียว หากเจ้าไปตาจะทำอย่างไร”
นางส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หันไปมองเฉินเกอที่ยักไหล่ใส่นางนางจึงหันมาเอ่ยปลอบท่านตาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านตา ข้าไม่ได้จะจากไปไหนเพียงแค่จะไปไหว้พระที่อารามเต๋าเท่านั้น”
ท่านตาตาโต ท่าทีกลับมาเป็นดังเดิม “อารามเต๋าที่เจ้าพูดถึงหมายถึงอารามเต๋าชิงอวี้ที่อยู่บนเขาหนานซานใช่หรือไม่”
ท่านตารู้จักอารามเต๋าแห่งนี้ด้วยหรือ นางรู้สึกดีใจยิ่งนัก มองท่านตาอย่างประหลาดใจ
ท่านตาส่งยิ้มให้นาง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ตาก็วางใจแล้วตากับไต้ซืออู๋เลี่ยงเป็นสหายกัน หากเจ้าไปถึงก็อย่าลืมทักทายไต้ซืออู๋เลี่ยงแทนตาด้วย”
นางพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้ม “ฉือเอ๋อร์จะเชื่อฟังและทำตามคำที่ท่านตาบอกเจ้าค่ะ”
ที่เฉินเกอไปอารามเต๋าครั้งนี้เพราะมีจุดประสงค์ครั้นได้ยินท่านตาเอ่ยถึงไต้ซืออู๋เลี่ยง สีหน้าจึงดูไม่ดีนัก ในใจก็ไม่สงบ
เขาสะกิดชายเสื้อหนิงมู่ฉือ ยิ้มบางๆ พร้อมกับเอ่ยว่า “ฉือเอ๋อร์ พวกเรารีบไปกันเถอะ หากฟ้ามืดแล้วเดี๋ยวจะกลับมาไม่ได้นะ”
“ได้ จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านเคยไปอารามแห่งนี้หรือ” สีหน้าหนิงมู่ฉือเต็มไปด้วยความสงสัยเหตุใดเฉินเกอถึงได้รู้จักสถานที่มากมายนัก แต่นางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เฉินเกอพยักหน้าขณะก้าวเดินไปข้างหน้า ทั้งสองคนเดินมาถึงป่าไผ่อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งมีฝนตกลงมา บนต้นไผ่จึงมีหยาดน้ำเกาะพราวและมีเห็ดสดใหม่ขึ้นตามพื้นหนิงมู่ฉือมองเห็ดเหล่านี้ นางอยากจะเก็บกลับไปสักหลายๆ ดอก แต่เมื่อคิดได้ว่าอีกเดี๋ยวนางก็ผ่านมาทางนี้อีก เช่นนั้นก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
บนพื้นที่มีตะไคร่น้ำทำให้พื้นลื่นมากน้ำฝนที่เกาะอยู่บนต้นไผ่หยดลงมาบนศีรษะของเฉินเกอ
เฉินเกอปาดหยดฝนออกจากผม แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทำให้หนิงมู่ฉือไม่อาจละสายตาได้ เพราะไม่ทันระวังจึงเผลอไปเหยียบตะไคร่น้ำนางลื่นล้มลงไปกับพื้น
เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือกำลังจะลื่นล้ม เขารีบยื่นมือไปโอบเอวไม่ให้นางล้มลงไป“ฉือเอ๋อร์ เจ้าไม่ระวังเลย”
หนิงมู่ฉือหน้าแดง รีบลุกขึ้นยืน ก้มหน้างุดด้วยความเขินอายเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “จอม…จอมยุทธ์น้อยเฉินรีบเดินทางต่อเถอะ”
ระหว่างทางที่เดิน นางเจอหน่อไม้ผุดขึ้นมาจากดินไม่น้อยนางเอ่ยกับเฉินเกอว่า “หน่อไม้พวกนี้ทั้งสดทั้งใหม่ ขากลับพวกเราเก็บกลับไปทำอาหารให้ท่านตาชิมดีกว่า”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือด้วยแววตาอ่อนโยนแต่เมื่อสายตาหันไปเห็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ด้านหน้าอีกไม่ไกล แววตาพลันเย็นชาจนอุณหภูมิรอบกายลดลดไม่น้อย
ด้านหน้าคืออารามเต๋าหลังคาสีดำกำแพงสีขาวหนิงมู่ฉือถอนหายใจออกมาพร้อมกับบิดขี้เกียจ “จอมยุทธ์น้อยเฉินหากันมาตั้งนาน ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจออารามเต๋าแห่งนี้”
หนิงมู่ฉือมีท่าทีสดใสกระตือรือร้น อารามเต๋าที่อยู่ท่ามกลางป่าไผ่ดูเป็นธรรมชาติแลดูสบายตา เพียงแต่นางไม่รู้ว่าเฉินเกอเป็นอะไรแววตาถึงไม่อ่อนโยนเช่นก่อนหน้านี้ ท่าทางก็ดูเย็นชาอย่างมากนางมองท่าทางเช่นนี้ของเขาพร้อมกับประหวั่นอยู่ในใจ
นางยิ้มบางๆ ทั้งสองคนยืนรออยู่ที่หน้าประตูอารามเต๋าได้ไม่นานนักพรตน้อยในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เดินลงบันไดซึ่งมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่มาทางนางและเฉินเกอ
นักพรตน้อยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน โค้งกายคำนับอย่างมีมารยาทท่าทางฉลาดเฉลียว น้ำเสียงที่เอ่ยใสกระจ่างดุจธารน้ำใส “อาจารย์ทราบแล้วว่าท่านทั้งสองจะมาท่านทั้งสอง...เชิญด้านใน”
หนิงมู่ฉือตาโตอ้าปากค้างเห็นนักพรตน้อยผู้ฉลาดเฉลียวคนนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อออกมา “นักพรตน้อย อาจารย์ของท่านเก่งเหลือเกิน ท่านเองก็ดูฉลาดเฉลียวไม่น้อย”
นักพรตน้อยชะงักไปชั่วครู่ เหลือบมองเฉินเกอที่มีสีหน้าเย็นชา ใจเต้นรัวด้วยความหวั่นกลัวก่อนจะโค้งกายขอบคุณด้วยท่าทีราบเรียบ “ขอบใจสีกาที่เอ่ยชมอาจารย์รออยู่ทางนี้ เชิญ”
หนิงมู่ฉือเดินตามนักพรตน้อยไปสายตามองหลังคาสีดำและกำแพงสีขาวที่ตั้งอยู่เรียงรายสลับซับซ้อนกันไปมา ทำให้นางตาลายไปหมด“ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอารามเต๋าถึงต้องใช้แต่หลังคาสีดำกำแพงสีขาวทำข้าตาลายไปหมดแล้ว”
ครั้นเฉินเกอได้ยินว่าหนิงมู่ฉือตาลายจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการหากก็ไม่พบสิ่งใด ทำให้รู้สึกโล่งอกไม่น้อย
นักพรตน้อยพาทั้งสองคนเข้าไปด้านในสุดของอาราม ด้านในสุดคือสวนไผ่ซึ่งตรงกลางมีเรือนไม้ไผ่อยู่หลังหนึ่งเพียงดูก็รู้ว่าภายในต้องมีผู้สูงส่งและตัดขาดจากโลกภายนอกอาศัยอยู่
นักพรตน้อยโค้งกายอย่างมีมารยาทให้ทั้งสองคน “ทั้งสองท่านอาจารย์รออยู่ด้านใน”
เฉินเกอมองนักพรตน้อยด้วยแววตาคมกริบมือหนาจับมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวอยู่ตลอดเวลา “ฉือเอ๋อร์เข้าไปกันเถิด”
หนิงมู่ฉือมองเรือนไม้ไผ่ด้วยแววตาเคร่งเครียดนางผลักเปิดประตูอย่างระมัดระวัง ด้านในมีคนผู้หนึ่งซึ่งมีผมขาวสวมชุดสีเทากำลังนั่งหันหลังให้นาง
ไต้ซือคนนี้มีรูปร่างผอม แม้นางจะมองไม่เห็นใบหน้า ทว่าไต้ซือผู้นี้มีกลิ่นอายที่ทำให้คนเคารพเลื่อมใส
ในใจนางเกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาโดยพลัน เอ่ยกระซิบเรียก “ไต้ซือ”
ครั้นไต้ซือหันมาพร้อมกับยิ้ม ทำนางถึงกับตกใจ
ใบหน้าของไต้ซือเหี่ยวย่นราวกับเปลือกต้นไม้ที่แห่งเดียวบนใบหน้าที่เป็นประกายคือดวงตาหากในแววตากลับไม่ได้มีความปลงตกกับโลกเช่นที่นางคิดเอาไว้