ตอนที่ 10 อุบัติเหตุ (2)
จูซื่อไม่สนใจท่าทีของลูกสะใภ้ บนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอารมณ์ดี เชื้อเชิญเถาซื่อให้ไปเรือนหลานถิงด้วยกัน
เยี่ยสุยคอยติดตามอยู่ข้างกายเถาซื่ออย่างว่าง่าย จึงเห็นรอยยิ้มค้างประดับอยู่บนใบหน้าของจูซื่อ
‘ดูท่าท่านป้าอารมณ์แจ่มใสมากทีเดียว ช่างบังเอิญนัก นางก็อารมณ์ดีมากเช่นกัน อย่างนั้นก็คอยดูกันว่าใครจะอารมณ์ดีไปได้ถึงท้ายที่สุดแล้วกัน’
ทุกอย่างเป็ไปตามที่จูซื่อกล่าว เมื่อมีคนสนทนาสัพเพเหระด้วย เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตา เถาซื่อกับเยี่ยสุยก็อยู่ที่เรือนหลานถิงกว่าชั่วยาม[1] แล้ว พอเห็นว่าใกล้เวลาอาหารกลางวัน เถาซื่อก็คิดว่าน่าจะได้เวลากล่าวอำลาเสียที ขณะจะเอ่ยปากนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา
ทุกคนได้ยินเสียงบ่าวรับใช้รายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ฮูหยินใหญ่ แย่แล้ว นายน้อยเกิดเื่แล้ว!”
เถาซื่อใจหายวาบผลุนผลันลุกขึ้นยืน มือเท้าสั่นระริก นายน้อยเกิดเื่แล้ว นายน้อยคนไหนกัน คงไม่ใช่อวี๋เอ๋อร์ของนางกระมัง
จูซื่อยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไร้วี่แววตื่นตระหนก ดวงตาทอประกายวาบด้วยความยินดี นางแสร้งทำเป็ร้อนใจ “เ้าตื่นเต้นลนลานอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน เสียกิริยาเกินไปแล้ว! รีบเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เยี่ยสุยทันเห็นแววตาปีติยินดีของจูซื่อ ในใจพลันนึกสนุกขึ้นมา ‘จูซื่อดีใจปานนี้เชียว ยังไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นด้วยซ้ำ!’
สาวใช้คุกเข่ากับพื้นดังโครม ใจนแทบร้องไห้ออกมาพลางพูดจาติดๆ ขัดๆ ว่า “ระหว่างทางไปสนามประลองตงซาน...รถม้าพลิกคว่ำไม่ทราบสาเหตุ...นายน้อยหกถูกทับอยู่ด้านล่าง ข...ขาหักเ้าค่ะ”
จูซื่อลุกพรวด นางถลึงตาพลางตวาดเสียงเกรี้ยวกราดว่า “พูดให้ชัดซิ! นายน้อยคนไหนกัน?!”
คราวนี้นางตื่นตระหนกลนลาน มือเท้าสั่นระริกจนแทบยืนไม่อยู่นางต้องฟังผิดไปแน่ ใช่ข้าฟังผิดไปเอง! จะเป็นายน้อยหกไปได้อย่างไรกัน อ...อวี๋เกออยู่ลำดับห้าชัดๆ!
สาวใช้ก้มศีรษะแทบจะติดพื้นอยู่แล้ว พูดย้ำอีกครั้งว่า “นายน้อยหกเ้าค่ะ นายน้อยห้าไม่เป็ไร...รองพ่อบ้านให้คนไปช่วยนายน้อยหกกลับมาแล้วเ้าค่ะ...”
จูซื่อทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เสียงดัง ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกสักคำ
เกิดเื่ขึ้นกับนายน้อยหก นายน้อยห้าไม่เป็ไร...อวี๋เกอไม่เป็ไรได้อย่างไรกัน จูซื่อกวาดตามองไปทางเถาซื่อ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าตกอกใ เห็นได้ชัดว่าไม่รู้เห็นกับเื่ที่เกิดขึ้น
พริบตาต่อจากนั้น จูซื่อขืนตัวลุกขึ้นมาจนได้ วิ่งโซซัดโซเซออกไป ‘ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม นางต้องเห็นเจิงเอ๋อร์กับตา ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ...’
นางไม่อยากเชื่อ ยิ่งไม่อยากยอมรับเลยว่านางเป็ผู้ทำร้ายลูกจนขาหักด้วยตนเอง!
เยี่ยสุยเฝ้ามองดูจูซื่อทุกการเคลื่อนไหวอย่างสงบปราศจากอารมณ์ร่วมใดๆ
ทำไมนางจะไม่ทราบเป้าหมายคำเชิญด้วยไมตรีของจูซื่อ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจูซื่อรู้แน่ว่าจะเกิดเื่ จึงใคร่เห็นความทุกข์ใจและน้ำตาของมารดานาง!
มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น จูซื่อจึงจะรู้สึกได้ถึงความรื่นรมย์จากก้นบึ้งของหัวใจ
น่าเสียดาย จูซื่อคงไม่อาจสมปรารถนาแล้ว...
กลับกลายเป็เยี่ยสุยที่ได้ชมละครฉากใหญ่เต็มตา นางคะยั้นคะยอมารดาให้มาที่เรือนหลานถิง และได้เห็นความเ็ปของจูซื่อกับตาตนเอง
เยี่ยสุยต้องยอมรับว่ามันช่างสะใจเสียจริง นางถึงกับอยากหัวเราะออกมาดังๆ!
นางมองดูเงาหลังของจูซื่อด้วยสายตาเย็นเยียบไร้เยื่อใยความเห็นใจใดๆ มีแต่ความดุดันน่าหวาดผวาเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ควรเกิดแก่พี่ชายนางในแผนการของจูซื่อ แต่คนที่ขาหักกลับเป็เยี่ยเซี่ยงเจิง จูซื่อเป็คนทำให้บุตรชายตัวเองต้องรับกรรมเช่นนี้!
ถ้าหาก...จูซื่อไม่ใจดำอำมหิตปานนี้ ขอเพียงนางรู้จักยับยั้งชั่งใจและมีจิตเมตตาสักเล็กน้อย บุตรชายนางคงไม่ต้องขาหัก
ในเมื่อจูซื่อไร้เมตตา เื่ในวันนี้นางแส่หาเื่เองย่อมสมควรรับกรรมไป!
สำหรับเยี่ยสุยแล้ว ก็แค่ใช้แผนซ้อนแผนเท่านั้นเอง
เชิงอรรถ
^ การนับเวลาของจีนในสมัยโบราณ หนึ่งวันมีสิบสองชั่วยาม เวลาหนึ่งชั่วยามเทียบเป็นเวลาปัจจุบันประมาณสองชั่วโมง