บทที่ 6 ช่วยเทียนโกว 1 (รีไรต์)
ณ หมู่บ้านตระกูลหวัง
ภายในบ้านของผู้เฒ่าหวัง บัดนี้ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนืองแน่น โดยขนบประเพณีแต่โบราณ เด็กที่ตายั้แ่อายุยังน้อย ไม่อาจจัดงานพิธีการใหญ่โตได้ แต่ต้องขุดหลุมฝังศพไปอย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น
ทว่าผู้เฒ่าหวังและภรรยานั้นต่างออกไป ด้วยทั้งคู่มีบุตรเมื่อยามชราจึงรักใคร่ดั่งแก้วตาดวงใจ เมื่อบุตรชายพลันมาจากไปกะทันหันเช่นนี้ สองตายายจึงโศกเศร้าเสียใจจนไม่อยากจะมีชีวิตสืบไป
พวกเขาหมายใจจะทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มี เพื่อเสาะหาเ้าสาวเด็กมาแต่งงานกับศพของเทียนโกว เพื่อติดตามไปปรนนิบัติรับใช้ในปรโลก
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านที่มาหาไม่ได้มาเพื่อร่วมไว้อาลัยให้แก่เทียนโกว ด้วยเด็กที่ตายั้แ่อายุยังน้อยไม่อาจประกอบพิธีรุ่งโรจน์ได้ จุดประสงค์หลักที่พวกเขามารวมตัวกัน คือเพื่อชมดูความครึกโครมของพิธีแต่งงานหลังการตายต่างหาก
"ได้ยินมาว่า เ้าสาวคือเด็กใบ้แห่งหมู่บ้านตระกูลทังที่อยู่ถัดไปไม่ใช่หรือ!"
"ใช่บุตรสาวของทังเหล่าซื่อ อดีตผู้คุ้มกันที่ภายหลังไปเป็ทหารแล้วตายในศึกาผู้นั้นหรือ"
"ถูกต้องแล้ว! คือบุตรสาวคนเล็กของบ้านนั้นเอง ทั้งเป็ใบ้ทั้งขี้โรค ว่ากันว่ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แม่เฒ่าทังจึงเอ่ยปากเองว่า ให้มาแต่งงานกับเทียนโกวเสีย จะได้มีเพื่อนร่วมทางในปรโลก..."
เหล่าชาวบ้านต่างพากันอุทานด้วยความเวทนา ทว่าแววตากลับส่อเค้าความอยากรู้อยากเห็น พิธีแต่งงานหลังการตายเช่นนี้ แม้ในชนบทก็นับว่าเป็เื่ที่หาดูได้ยากยิ่ง จึงพากันมองว่าเป็เื่แปลกประหลาดที่น่าสนใจยิ่งนัก
แม่เฒ่าหวังหมอบฟุบอยู่ข้างหีบศพของเทียนโกว ร่ำไห้จนดวงตาบวมช้ำไม่อาจหักห้ามน้ำตายได้
ระหว่างทุกคนต่างเฝ้ารอคอย ทันใดนั้น มีผู้หนึ่งะโขึ้นมาว่า
"มาแล้ว! คนมากันแล้ว!"
ทุกสายตาพลันหันไปมอง เห็นผู้เฒ่าหวังและพวกพ้องนำตัวเด็กหญิงตัวน้อยเดินตรงเข้ามา
"เหตุใดจึงเป็ไฉ่ซื่อที่เป็ผู้อุ้มมาเล่า ไหนว่าไฉ่ซื่อรักและปกป้องลูกเยี่ยงจงอางหวงไข่ ไฉนนางจึงยินยอมให้บุตรสาวแต่งงานหลังการตายได้"
"เหอะ! ก็แค่แม่เลี้ยงใจั์ผู้หนึ่ง จะรักใคร่เด็กคนนั้นจริงแท้สักเพียงใดเชียว อีกอย่าง บ้านนั้นแม่เฒ่าทังเป็ผู้กุมอำนาจ ไฉ่ซื่อไม่มีปากเสียงแม้แต่น้อย"
"ก็จริงของเ้า... ทว่าดูประหลาดนัก เหตุใดจึงไม่เห็นแม่เฒ่าทังมาร่วมงานด้วยเล่า..."
ท่ามกลางความฉงนสงสัยของฝูงชน
กลุ่มคนเ่าั้ก็ได้เดินมาถึงยังพิธีแล้ว
เสี่ยวหยวนเป่าซบหน้าอยู่บนบ่าของไฉ่ซื่อ ดวงตากลมโตใสกระจ่างจ้องมองไปรอบกายด้วยความใคร่รู้ นางไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวคนแปลกหน้าแต่อย่างใด หากเทียบกันแล้ว ไฉ่ซื่อกลับดูประหม่าและขี้อายมากกว่าอีก เมื่อต้องตกเป็เป้าสายตาของผู้คนมากมาย นางจึงได้แต่ก้มหน้าไม่อาจเงยขึ้นมองผู้ใด
เมื่อร่างทรงหญิงเห็นดังนั้น จึงลุกขึ้นยืนแล้วกระแอมไอเบา ๆ "อะแฮ่ม... ได้เวลาอันเป็มงคลแล้ว..."
ทุกผู้คนต่างตื่นตัวเตรียมพร้อม
ทว่าผู้เฒ่าหวังกลับสาวเท้าขึ้นมาเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว "แม่หมอหลิว ช้าก่อน! พิธีแต่งงานหลังการตายนี้จะไม่จัดขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์น้อยบอกว่า เทียนโกวบุตรข้ายังไม่สิ้นใจ เขายังมีทางเยียวยา!"
ไม่เพียงแต่แม่หมอหลิวที่ตะลึงงัน แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็ไม่เชื่อหูตนเอง
อะไรกัน
ตกน้ำตายมานานกว่าหนึ่งวันแล้ว ยังบอกว่าไม่สิ้นใจอีกงั้นหรือ
แม่หมอหลิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อาจารย์น้อยผู้ใดกัน มาล้อเล่นกับซากศพเช่นนี้ ผู้วายชนม์นับเป็ใหญ่ จะลบหลู่ไม่ได้เด็ดขาด ผู้เฒ่าหวัง อย่าได้หลงเชื่อคำลวงโลกของใครสุ่มสี่สุ่มห้าเป็อันขาด"
ในเพลานั้นเอง เสียงเล็กใสประดุจน้ำนมก็ดังขึ้น "ข้าไม่ได้หลอกลวงผู้เฒ่าหวัง! เมื่อดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าของผู้เฒ่าหวัง แม้วังบุตรธิดาจะดูหม่นแสง ทว่าหาไม่ได้ดับสูญสิ้นเ้าค่ะ!"
ฝูงชนต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงอีกครา
"เสี่ยวหยวนเป่าผู้นี้มิใช่เด็กใบ้หรอกรึ ไฉนจึงพูดได้เล่า
"นางกล่าวว่าอะไรนะ ดูโหงวเฮ้งเป็ด้วยหรือ"
"นางคืออาจารย์น้อยที่ว่านั่นรึ"
……
แม่หมอหลิวตวาดด้วยความโมโห "เหลวไหล! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!"
เสี่ยวหยวนเป่าไม่ได้สนใจท่าทางของชาวบ้าน นางไถลตัวลงจากอ้อมอกของไฉ่ซื่ออย่างคล่องแคล่ว "ท่านตาเ้าคะ โหงวเฮ้งของท่านเริ่มแปรเปลี่ยนแล้ว รีบพากันไปดูพี่ชายที่ตกน้ำเถิดเ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันการ"
ผู้เฒ่าหวังร้อนรนใจยิ่งนัก "ยายเฒ่า! รีบเปิดฝาโลงเร็วเข้า ให้อาจารย์น้อยตรวจดูอาการลูกชายเรา!"
แม่เฒ่าหวังยังคงลังเลใจ "เด็กคนนี้...จะมีความสามารถจริงหรือ"
ไม่ใช่ว่าเป็เด็กใบ้หรอกหรือ เหตุใดจึงกลายเป็อาจารย์น้อยไปเสียได้
นางเอ่ยถามในสิ่งที่ทุกผู้คนต่างสงสัย
เด็กหญิงวัยสามขวบครึ่ง มัดผมแกละสองข้าง ศีรษะกลมมน ดวงตากลมโตสุกใส ผิวพรรณผุดผ่องน่าเอ็นดู ดูอย่างไรก็ไม่มีเค้าลางของ ‘อาจารย์ผู้ทรงวิชา’ แม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยขัด "เ้าจะไปรู้อะไร! อาจารย์น้อยผู้นี้สื่อสารกับิญญาได้! รีบให้นางดูเทียนโกวเถอะ เผื่อว่ายังมีหนทางรอด..."
คำว่าเผื่อว่ายังมีหนทางรอดประโยคเดียวนี้เอง ทำให้แม่เฒ่าหวังสลัดความกังขาทิ้งจนสิ้น นางเปิดฝาโลงศพขนาดเล็กที่สั่งทำเป็พิเศษออก
ภายในนั้น ปรากฏร่างของเด็กชายผู้หนึ่งในสภาพร่างกายบวมเป่ง ผิวพรรณซีดขาวไร้สีเื ตามจมูกและปากยังมีร่องรอยของน้ำ และที่สำคัญ... ไร้ซึ่งลมหายใจ
เสี่ยวหยวนเป่าตัวเล็กนัก สูงไม่ถึงขอบโลง นางจึงต้องปีนขึ้นไปบนม้านั่งข้าง ๆ เพื่อดูสถานการณ์ภายใน เด็กน้อยแสดงท่าทีประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าแววตาที่ดูราวกับเข้าใจ
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "ท่านตา ท่านยาย พี่ชายผู้นี้มีตบะบารมีเก้าชาติภพคุ้มครองกาย เพราะฉะนั้นจึงยังเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่เ้าค่ะ..."
"ตบะบารมีเก้าชาติภพคืออะไรรึ" ซานเป่าปากไวพลันเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน
เอ้อร์เป่าถลึงตาใส่น้องชายแทบไม่ทัน
เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ก็คือพี่ชายผู้นี้ ในเก้าชาติภพที่ผ่านมาล้วนเป็มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ได้ประกอบคุณงามความดีไว้มากมายมหาศาล สะสมบุญบารมีไว้อย่างยิ่งยวด หากชาติที่สิบนี้บารมีเต็มเปี่ยมจะสามารถสำเร็จมรรคผลเป็เซียนหรือพระโพธิสัตว์ได้เ้าค่ะ"
นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อของนางเคยพร่ำสอนไว้
ผู้ฟังต่างรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เด็กใบ้ผู้นี้สื่อสารกับิญญาได้จริงหรือ มิเช่นนั้น ด้วยวัยเพียงเท่านี้ ผู้ใดจะสั่งสอนเื่ราวลึกซึ้งเช่นนี้แก่นาง เอ่ยอ้างออกมาได้เป็คุ้งเป็แคว ราวกับนิมิตเห็นด้วยตาตนเอง!
แม่หมอหลิวเห็นว่าถูกเด็กน้อยแย่งความสนใจไป จึงเอ่ยเย้ยหยัน "ใครสั่งสอนให้เ้าเป็เด็กเลี้ยงแกะ เที่ยวหลอกลวงผู้คนเช่นนี้! ผู้เฒ่าหวัง หากพวกท่านยังปล่อยให้เด็กคนนี้พูดจาเหลวไหลต่อไปจนล่วงเลยเวลามงคลในการฝังศพ จนเป็เหตุให้บ้านเรือนไม่สงบสุข เมื่อนั้นข้าจะไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น..."
เสี่ยวหยวนเป่าหันไปถลึงตาใส่นาง "ท่านนั่นแหละคือคนลวงโลก จะฝังคนเป็ ๆ ทั้งที่เขาไม่สิ้นใจ!"
แม่หมอหลิวพลันบันดาลโทสะ "เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็ศพ เ้ายังจะมากล่าววาจาพล่อย ๆ อีกหรือ! หากเ้าเก่งกล้านัก ก็จงชุบชีวิตเขาขึ้นมาให้ดูเสียสิ!"
เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้าก็มาเพื่อช่วยชุบชีวิตพี่ชายอยู่นี่อย่างไรเล่า"
แม่หมอหลิวหัวร่อด้วยความเดือดดาล "เ้าเด็กลวงโลก หากเ้าชุบชีวิตคนตายได้จริง ข้าจะยอมกินอาจมให้ดูเป็ขวัญตา! ทว่าหากเ้าไม่อาจช่วยได้ เ้าจะต้องตายตกตามเทียนโกวไปเพื่อเป็เพื่อนในหลุมศพ เ้ากล้าตกลงหรือไม่"
เอ้อร์เป่าและซานเป่าเมื่อได้ยินคำของแม่หมอหลิว ต่างก็รู้สึกขุ่นเคืองและไม่พอใจยิ่งนัก กำลังจะเอ่ยปากทัดทาน ทว่าเสี่ยวหยวนเป่ากลับเอ่ยอย่างแง่งอน
"ข้าไม่ใช่เด็กลวงโลก ข้าคือเสี่ยวหยวนเป่า ข้าจะต้องช่วยพี่ชายให้ฟื้นคืนมาได้แน่นอน! ท่านเตรียมตัวกินอาจมคำโตได้เลย!"
เหล่าฝูงชนต่างพากันคิดว่า เด็กหญิงผู้นี้คงจะเสียสติไปแล้วเป็แน่
แม่หมอหลิวเอ่ยอย่างย่ามใจ "ดี! มาเถิดพวก มาคอยดูนางช่วยชีวิตคน! ท่านหลี่เจิ้งแห่งหมู่บ้านตระกูลทังก็อยู่ที่นี่ โปรดเป็พยานด้วย หากเด็กผู้นี้กล่าววาจาสามหาว จะต้องยอมรับความพ่ายแพ้และยอมตายตกตามไปฝังร่วมกันตามคำสัตย์ ห้ามผู้ใดผิดคำสัญญาเด็ดขาด!"
หลี่เจิ้งแห่งหมู่บ้านตระกูลทังขมวดคิ้วมุ่น
คำท้าทายนี้ เขาเกินกว่าที่เขาจะรับคำได้
ด้วยเป็เื่ของชีวิตคนหนึ่งชีวิตเชียวนะ
ทว่าเขาก็ไม่ได้เลื่อมใสในตัวเด็กน้อยนัก เด็กหญิงตัวเพียงเท่านี้ จะสามารถดึงิญญากลับคืนร่างได้จริงหรือ มันช่างเป็การกระทำที่เหลวไหลสิ้นดี!
ในขณะนั้นเอง เสี่ยวหยวนเป่าก็ได้ปีนเข้าไปภายในโลงศพแล้ว
ร่างกายที่เล็กบางดูคล่องแคล่วว่องไวนัก เพียงพริบตาเดียวก็เข้าไปอยู่ข้างในโลงศพ นางยื่นมือน้อย ๆ ออกไป แล้วจรดนิ้วลงที่ปลายจมูกของเด็กชายเพื่อพิสูจน์ลมปราณ...
ทุกผู้คนในที่นั้นต่างพากันกลั้นลมหายใจด้วยความระทึก!
ไฉ่ซื่อตื่นตระหนกจนร่างกายแข็งเกร็งไปสิ้น
เอ้อร์เป่าและซานเป่าก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน!
ทั้งคู่เบิกตากว้าง จ้องมองทุกการกระทำอย่างไม่กะพริบตา ด้วยเกรงจะเกิดเหตุร้ายกับน้องสาวและหมายใจจะเข้าช่วยเหลือในทันที!