หน้าหนังสือบทใหม่บอกเล่าเื่ราวการเริ่มต้นในรั้วโรงเรียนใหม่ถึงจะเป็สถานที่ไม่คุ้นเคยแต่บรรยากาศก็ไม่ต่างไปจากโรงเรียนเดิมที่เคยจากมาในตอนเช้าก่อนเข้าเรียนยังคงเป็เวลาวุ่นวายทางเดินเต็มไปด้วยนักเรียนใหม่และเก่าในชุดยูนิฟอร์มสีดำของโรงเรียน แต่เมื่อเวลาเข้าสู่่สายห้องเรียนที่เคยว่างเปล่าเริ่มถูกเติมเต็มด้วยนักเรียนที่เข้ามาจับจองที่นั่งที่นั่งด้านหลังห้องเต็ม แต่ที่นั่งด้านหน้ายังคงบางตา โดยเฉพาะแถวหน้าสุด ดูเหมือนจะเป็สิ่งที่ทำเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ทั้งแซมและจีเซลเข้ามาในจังหวะพอดีที่ยังเหลือที่นั่ง่กลางค่อนไปด้านหน้าถ้าหากมาช้ากว่านี้ พวกเธอคงจะโดนระเห็จให้ไปนั่งหน้าสุด แซมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดผิดกับจีเซลที่ไม่ยอมนั่ง แต่ลากแซมให้มานั่งแถวจนได้
“อยากนั่ง ก็นั่งไปคนเดียวสิ” แซมบ่นอุบขณะที่แย่งกระเป๋าตัวเองคืนมาจากมือของจีเซล
“นั่งคนเดียวก็เหงาแย่น่ะสิ”
เื่อะไรที่จีเซลจะยอมนั่งคนเดียวสุดท้ายแล้วแซมก็ยอมแพ้กับการเป็เด็กหลังห้อง จีเซลยกยิ้มอย่างผู้ถือชัยชนะในครั้งนี้
เสียงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหลังแซมเธอไม่ได้มีจิตใจจะหันไปมองว่าใครกันที่มานั่งอยู่ด้านหลังก็คงจะเป็หนึ่งในสมาชิกห้องทิศเหนือปีหนึ่งนั่นแหละ จะเป็ใครก็ได้ขอแค่ไม่ใช่คนพูดมากน่ารำคาญอย่างไอ้หมอนั่น
“ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็เด็กเรียนนั่งหน้าห้อง”
คำทักทายที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าอรุณสวัสดิ์ เอ่ยขึ้นมาจากเพื่อนข้างหลังใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่นั่นไม่ใช่เสียงของไนเจลแต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีมากเท่าไหร่เพราะรู้ว่ามันคือเสียงของราฟาเอลแซมเอียงหัวมองข้ามไหล่ด้วยหางตา
“น่าแปลกใจเหมือนกันที่นายก็เข้าห้องเรียนด้วย”
“ไม่ใช่เื่น่าตื่นเต้นสักหน่อย”
“อ๋องั้นหรอ” สองสายตาประสานหยั่งเชิงกันไปมาจนคนข้างกายรู้สึกได้ถึงประกายไฟขึ้นมา
“อะแฮ่ม อรุณสวัสดิ์นะราฟาเอล” จีเซลกลับหลังหันมาพูดแทรกบรรยากาศแมวขู่หมาเ้าของหมาเลยต้องห้ามทัพก่อนที่หมาของตัวเองจะกระโจนเข้าไปตามแมวที่ชอบยั่วโมโห
“ไงจิลเลียน พวกเธอเป็เด็กเรียนกันดีจังนะ นั่งหน้าด้วย”
“มานั่งด้วยกันสิ เหลือที่อีกเยอะเลยนะ”
ราฟาเอลยักไหล่แล้วทำมือเชิญก่อนเลยเป็นัยว่านั่งตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว
เสียงพูดคุยจอแจของนักเรียนต้องหายไปเมื่ออาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์ได้เข้ามาถึงเขาเป็ชายสูงวัยที่วัยเคียงกับคำว่าคุณปู่ มีหนวดยาวสีขาวเช่นเดียวกับผมสีหงอกรอยเหี่ยวย่นล้อมรอบดวงตาบ่งบอกร่องรอยอารมณ์แห่งความสุขยามที่เขาส่งยิ้มทักทายให้กับนักเรียน
“เอาละ อรุณสวัสดิ์นะเด็ก ๆ ฉันเป็อาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์ มีชื่อว่าเบรย์เดน ครูซ หวังว่าพวกเธอคงจะไม่รู้สึกแย่ที่ได้เรียนกับคนแก่อย่างฉันหรอกนะ”
อาจารย์ครูซหัวเราะขบขันพลางทักทายและแนะนำรายวิชาทำให้บรรยากาศในห้องเรียนดูน่าเหมือนเป็การพูดคุยระหว่างคุณปู่กับหลาน ๆมากกว่าการให้ความรู้วิชาการ และแล้วบทเรียนประวัติศาสตร์กึ่งวิชาการกึ่งการเล่านิทานก็เริ่มบรรเลงขึ้น“ในที่แห่งนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้จักภูตแห่งธาตุทั้งสี่หรอกนะ เอลฟ์แห่งสายลมดวอร์ฟถือครองผืนดิน นิมฟ์ผู้พิทักษ์สายน้ำ ซาลาแมนเดอร์จ้าวแห่งเปลวไฟตำนานมันเริ่มมาจากไหนกันนะเด็ก ๆ …”
“…เพราะเหตุผลทั้งมนุษยชาติและภูตผู้ใช้เวทจากดิน น้ำ ลม ไฟถึงได้อยู่ร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้และกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้สละปราสาทของตัวเองเพื่อมาสร้างเป็โรงเรียนนวอร์พิกซิสเพื่อเป็สัญลักษณ์การร่วมมือปรองดองกันของมนุษย์และผู้ใช้เวท” อาจารย์ครูซเล่าสรุปเื่ราวจุดเริ่มต้นของโลกที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์ธรรมชาติและเวทมนตร์ น้ำเสียงของอาจารย์ประวัติศาสตร์ทำเอาบรรยากาศในห้องชวนให้นักเรียนเคลิบเคลิ้มไปกับเนื้อเื่ซะจนหลายคนยังนั่งอ้าปากหาวเหวอแต่กระนั้นก็ยังมีส่วนน้อยที่นั่งฟังตาตื่นด้วยท่าทีชื่นมื่น ด้วยความสนใจ
“มันฟัง อย่างกับดูเหมือนนิทานปรัมปรามากกว่าความจริงเสียอีก” ลิลลี่คนขี้บ่นที่นั่งหลังถัดไปพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบบ่งบอกว่าเ้าตัวเป็อีกคนที่ไม่ได้หลับส่วนแซมที่กำลังนั่งเท้าคางก็ถือว่าได้เวลาตื่นพอดีเธอชำเลืองมองเห็นจีเซลที่ยังนั่งหลังตรงตั้งใจฟัง
“คงเพราะในตอนนั้นไม่มีใครอยู่ยาวจนกลับมาเล่าให้เราฟังน่ะสิ” อาจารย์ครูซหัวเราะเสียงดังโฮะ โฮะ โฮะ อย่างถูกใจ “ขนาดตัวฉันที่อยู่มาปูนนี้ก็ยังเกิดไม่ทันการร่วมมือกันครั้งแรกของาาภูตและกษัตริย์เลย”
“เคยฟังมาล้านแล้ว ถ้านับได้นะ” แซมพูดเสียงเบาให้ได้ยินแค่คนใกล้ตัวพร้อมป้องปากหาวเื่เล่าของอาจารย์ประวัติศาสตร์คือเื่ราวการก่อกำเนิดความปรองดองร่วมกันระหว่างมนุษยชาติภูตสี่เผ่าและพลังจากธรรมชาติ เื่เล่าคลาสิกที่เด็กทุกคนต้องเคยได้ยิน
“เื่ของความอวดดีของกษัตริย์มนุษย์ที่พยายามตีตัวเสมอธรรมชาติ ้าควบคุมพลังที่มองไม่เห็นพอทุกอย่างเลยเถิด พวกภูตธรรมชาติทั้งสี่เผ่าก็ต้องยื่นมือเข้ามาสุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมายอมรับความเป็จริง ก็เลยพยายามสร้างรากฐานอีกครั้ง”ราฟาเอลออกความเห็นสรุปในมุมมองของตัวเองที่ดูจะเข้าข้างฝ่ายของภูตมากกว่าฝ่ายมนุษย์ผ่านคำพูดอย่างเห็นได้ชัด
“โอ้ ตั้งใจเรียนเหมือนกันนะเรา” แซมหันหลังกลับมองพลางยกยิ้มเยาะแสร้งชมราฟาเอล
“ขอบใจนะ เพราะอย่างน้อยไม่ได้นั่งสัปหงกแล้วกัน” ราฟาเอลสวนกลับอย่างคู่ถูกมวย
“แต่นายลืมไปอย่างหนึ่งนะ การร่วมมือกันไงถ้าหากไม่มีการพึ่งพาอาศัยกันของปัญญามนุษย์และพลังจากธรรมชาติคงจะไม่สงบสุขอย่างวันนี้” จีเซลออกความเห็นในจุดที่เธอเล็งเห็นว่าราฟาเอลข้ามไปคำพูดที่้าสื่อความหมายถึงการประนีประนอมของจีเซลทำให้ราฟาเอลต้องเงียบคิดไปครู่หนึ่งมุมมองเื่ราวในประวัติศาสตร์เมื่อต่างคนต่างมองต่างตีความในแบบของตัวเอง จุดมุ่งเน้นความสำคัญก็อาจต่างกันไปด้วย
“ถ้าเป็แบบนั้นด้วยสัตย์จริง ที่ไม่ใช่เพื่อบังหน้าหรือแสวงหาอำนาจอื่นด้วยก็คงจะดีไม่น้อยเลยละ”ราฟาเอลเอ่ยขึ้นแล้วเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงกับแซมก็หายไปเช่นกันทั้งสามคนต่างเงียบกันไปอยู่ในความคิดของตัวเองเพราะคำพูดทิ้งท้ายของราฟาเอล
่เวลาผ่านพ้นไวเหมือนโกหกพูดปดพกลมเมื่อชีวิตดำเนินไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลายหลากตื่นเต้น กังวล เบื่อหน่าย เข้าใจ สนุก ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในวันแรกของการเปิดภาคเรียนได้นำพาบรรดานักเรียนทั้งหลายมารวมตัวที่โรงอาหารใน่เวลาเที่ยงนี้เพราะต่อให้ก่อนหน้านี้จะอยู่ในอารมณ์ต่างกันเพียงใดแต่เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็จะนำพวกเขาด้วยความรู้สึกเดียวกัน
หิว
แซมมองอาหารมื้อเที่ยงที่ตักมาอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยความเคยชินและไม่ลืมที่หันไปมองในส่วนของจีเซล จึงเพื่อนสนิทต้องขยับถาดของตัวเองหนีออก ไม่มั่นใจแล้วว่ามันห่วงว่าอาหารจะมีพิษหรือเพราะเจตนาแอบแฝงอย่างอื่นกัน
“มองจนอิ่มแล้วมั้ง”
“ช่วยไม่ได้ มันเคยชินนี่”
จีเซลบอกปัดให้แซมสนใจอาหารของตัวเองดีกว่าที่จะมาสนใจในส่วนของเธอมื้อเที่ยงวันนี้มีสลัดผักเนื้อไก่ย่าง น้ำแอปเปิลเขียว และซุปครีมเห็ด แต่ยังไม่ทันที่จีเซลจะเคาะมือแซมเพราะอีกฝ่ายจะมาแย่งเนื้อไก่ในจานของเธอก็มีเพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนมาขอร่วมวงด้วย
“ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของสาวน้อยตัวเล็กที่เผยฟันกระต่ายยามเ้าตัวมีรอยยิ้ม
“เฮ้ ลินดา เชิญตามสบายเลย เราไม่เห็นเธอเลยนะั้แ่วันนั้น” จีเซลทักทายด้วยรอยยิ้ม
ลินดาเลือกนั่งลงข้างแซมที่ตรงข้ามกับจีเซลพอดี
“ฉันจับฉลากได้ห้อง 3 นี่คะ น่าเสียดายใจจริงอยากอยู่ห้อง 1 กับทั้งสองคน เพราะไหน ๆเราก็ได้รู้จักกันก่อนแล้ว” รอยยิ้มโชว์ฟันกระต่ายพูดพลางยิ้มตาสีเขียวหยีเล็กลง
“น่าเสียดายอย่างเธอพูดเลยละ เพราะทั้งราฟาเอลแล้วก็อยู่ห้อง 1 ด้วยนะ” จีเซลพูดเสร็จก็ค่อยตักสลัดเข้าปากพร้อมใช้มือซ้ายบังปากขณะเคี้ยว
“ถ้าเราทั้งสี่คนในวันนั้นอยู่ห้องเดียวกันหมดคงจะสนุกไม่น้อยเลยนะคะ”คำพูดของลินดากำลังทำให้คนฟังนึกถึงบรรยากาศในวันลงทะเบียนแล้วเยี่ยมชมโรงเรียนในวันนั้นบรรยากาศที่พูดคุยหยอกล้อปนจิกกัดกันไปมาอย่างสนุกที่ทำเอาแซมเผลอทำปากคว่ำ
“ให้เปลี่ยนจากไอ้หัวแดงนั่นเป็ลินดา แล้วอยู่กันสามคนดีกว่าจะได้มีรูมเมทเพิ่มให้ครบเตียงด้วย”
ทั้งสามสาวพูดคุยไปมาในขณะทานอาหารพลางถามเื่ราว่เช้าวันแรกและค่ำคืนที่ผ่านมาในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ อาหารจานหลักของมื้อเที่ยงหมดลงไปก็ตามล้างปากด้วยน้ำแอปเปิลเขียวที่ไหลผ่านลำคอเรียกความสดชื่นผ่านกลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งปาก
“อ๊า อร่อยชะมัด จนแสงจะออกปากเลย” แซมพูดอย่างสดชื่นพร้อมลงแก้วน้ำที่พึ่งยกกระดกหมดรวดเดียววางลงบนโต๊ะจนเสียงดัง
“เบาหน่อย!” จีเซลยังคงอดไม่ได้ที่จะเตือนแซมถึงแม้ไม่ว่าเธอจะตักเตือนกี่ครั้งยัยตัวดีก็จะตอบกลับด้วยทำหน้ายิ้มแลบลิ้นทะเล้นออกมา
“ฉันมีนี่มาฝากด้วยค่ะ” ลินดาที่เห็นแล้วว่าตอนนี้เป็เวลาอันดีเหมาะกับที่ได้เตรียมบางอย่างมาด้วยแต่แรกลินดาหยิบกระดาษแผ่นพับสีน้ำตาลซีดออกมาจากกระเป๋า แล้วเปิดคลี่ออกกลางบนโต๊ะและในตอนนั้นเองได้มีกระดาษแผ่นเล็กขนาดเท่าฝ่ามือปลิวออกมาด้วย
“อะไรอะลินดา” แซมถามคำถามที่หมายถึงทั้งกระดาษแผ่นพับและกระดาษแผ่นเล็กที่ติดออกมา
“อ๋อ กระดาษที่ฉันจับฉลากได้ กะว่าจะเอาไปทิ้งแล้วน่ะค่ะ” ลินดาหยิบกระดาษแผ่นเล็กนั้นขึ้นมาแล้วคลี่ออกให้ทั้งสองคนดู ก็เห็นเป็เลข3 ตัวใหญ่กลางหน้ากระดาษ ซึ่งไม่ได้ต่างจากกระดาษหมายเลข 1 ในความทรงจำของแซม
“ถ้าไม่ว่าอะไร ฉันขอหน่อยได้มั้ยละลินดา” จีเซลจ้องมองไปยังกระดาษในมือลินดาอย่างสนใจจนแม้แต่แซมยังอดสงสัยกับความคิดของเพื่อนสนิทไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพราะคิดว่าอย่างไรซะมันก็คงจะเล่าให้เธอฟัง หรือไม่งั้นไปจี้ถามทีหลังเอาก็ได้
ลินดาทำหน้างงนิดหน่อยแต่ก็พยักหน้าแล้วยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้จีเซลจีเซลยิ้มขอบคุณก่อนจะกลับไปสนใจกระดาษแผ่นพับที่กางอยู่กลางโต๊ะ
“ส่วนนี่เป็กำหนดการแจ้งวิชาเสรีค่ะ” ลินดาหยุดพูดเธอกลืนน้ำลายลงคอราวกับกำลังชั่งใจที่จะพูดอะไรออกมา ใบหน้าเล็กมีสีแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย“ฉันอยากมาชวนทั้งสองคนมาลงวิชาเสรีด้วยน่ะค่ะสนใจไปเรียนด้วยกันมั้ยคะ!”
คำพูดที่จริงจังพร้อมกับั์ตาสีเขียวมรกตที่สื่อความมุ่งมั่นออกมาซะจนสองคู่หูไปไม่เป็ดวงตาสีฟ้าใสมองสบกันอัตโนมัติ
“ก็นึกว่าจะมีเื่ใหญ่อะไร เห็นทำท่าจริงจังเชียว ทำใจสบาย ๆเป็กันเองเถอะนะลินดา” จีเซลเป็ฝ่ายที่ละสายตาออกมาแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วคลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ก็เอาสิ เราสองคนยังไม่ได้เล็งวิชาไหนไว้ในใจ” แซมเองก็พูดเปิดโอกาสให้ลินดาได้เป็ผู้เริ่มความคิด
“ไม่ใช่เราสิแซม” จีเซลพูดออกด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจแซมถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินในสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ “ฉันมีในใจแล้วนะ”
“หะ”
จีเซลไม่ได้พูดแถลงไขข้อสงสัยให้ความขุ่นเคืองในใจของแซม เอาแต่สนใจแผ่นพับสีน้ำตาลพลางดูรายละเอียดของวิชาเสรี
“จิลเลียนเล็งวิชาไหนไว้หรอคะ คหกรรมรึเปล่านะ”
จีเซลส่ายหน้าน้อย ๆ ริมฝีปากสีชมพูแย้มรอยยิ้มออกมาเมื่อสายตาเลื่อนไปเจอในสิ่งที่ตัวเองสนใจจีเซลชี้นิ้วไปยังกรอบข้อความในแผ่นพับ แซมยื่นหน้าเข้ามาอ่านใกล้
“คาถาและเวทมนตร์…งั้นหรอ”
จีเซลพยักหน้าตอบรับ “ไม่ใช่คาถาและเวทมนตร์ธรรมดานะขั้นสูงเลยละ จะได้เรียนกับจอมเวทภูติทั้งสี่เผ่าเลยนะ น่าสนุกออก” ั์ตาสีฟ้าใสฉายแววระริกระรี้ตื่นเต้นอย่างปิดไม่อยู่
“น่าสนุกออก ชิ” แซมหันไปทำท่าล้อเลียนจีเซล แล้วก็ต้องกลับมาทำคอตกเมื่อนึกถึงความจริงที่จะเกิดขึ้น“น่าสนุกแค่กับแกแหละ คงไปเรียนด้วยไม่ได้สินะ”
“ทำไมละคะแซม”
“คือว่า อันที่จริงแล้ว ฉันน่ะเป็ ผู้ไร้เวท น่ะสิ”
“เอ๋? ดูไม่เหมือนเลยนะคะ แซมนี่มีอะไรให้รู้สึกว้าวตลอดเลยนะคะ”
“จะคิดว่าเป็เื่ที่ดีแล้วกันนะ”
“เอาน่าแซม อย่าทำหน้างอคอหักแบบนั้นสิ แยกกันวิชาเดียวเองฉันไม่ได้เป็อะไรไปสักหน่อย วิชาเสรีของแก เดี๋ยวฉันจะช่วยหาให้เองนะ” จีเซลคว้าแขนของแซมมาคล้องเอาไว้แล้วแนบหัวลงบนไหล่เธอมักจะทำแบบนี้ทุกครั้งที่อยากจะเอาใจแซมหรือทุกครั้งที่อยากจะให้แซมเห็นด้วยกับเธอ
สามสาวช่วยกันกวาดสายตาไล่ตามตัวหนังสือตัวเล็กใหญ่ในหลากหลายกรอบข้อความวิชาเสรีเป็สิบกับคำบรรยายรายวิชาคร่าว ๆ พอให้โฆษณาเชิญชวนให้นักเรียนสนใจอยากเข้าเป็หนึ่งในชั้นเรียน
“วิชานี้เป็ไงแซม” จีเซลชี้นิ้วไปยังชื่อวิชาเสรี ศิลปะป้องกันตัวและการต่อสู้แซมมองแล้วก็รี่ตามองเพื่อนสนิท
“ล้อกันเล่นใช่มั้ย นี่มันชมรมของอาจารย์แดเนียลนี่”
“ดูเหมือนว่าใช่นะคะ ที่รุ่นพี่เรียวเคยเล่าให้ฟังไงคะ ที่ว่าเดิมทีวิชาเสรีพวกนี้เคยเป็ชมรมมาก่อนพอความนิยมเพิ่มมากขึ้นถึงได้จัดตั้งสอนเป็วิชาเสรี”
“เอาเลยแซม วิชานี้ยังไงก็หมูสำหรับแก ร้อยคะแนนนอนมาแล้ว”
“ไม่เอาด้วยหรอก” แซมยังคงยืนยันนอนยันปฏิเสธเสียงแข็งเมื่อนึกถึงอนาคตที่ต้องมานั่งฝึกดาบ
“แล้ววิชานี้ละคะ เป็ยังไง พืชและสมุนไพร” ลินดาชี้ไปที่ชื่อวิชาพืชและสมุนไพรสอนโดยอาจารย์ไอวี่เซจ
“ก็คงจะให้ไปปลูกต้นไม้ประหลาด ๆ สินะ” แซมเกาหัวน้อยๆ เหมือนคิดภาพไม่ออกเกี่ยวกับวิชานี้เพราะที่โรงเรียนเดิมไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน เลยแอบกังวลอยู่นิดหน่อยที่ต้องรับมือกับอะไรแบบนี้
โครม!!! เคร้ง! เพล้ง!
เสียงของอะไรบางอย่างกระทบกันตามมาด้วยเสียงของโลหะและกระเบื้องตกลงพื้นเสียงดังไปทั่วทั้งโรงอาหารเรียกเอาบรรดาสายตาที่กระจัดกระจายกันไปทั่วโรงอาหารให้มุ่งรวมกันที่จุดเดียวของโรงอาหาร
เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งที่ยืนบริเวณต้นตอของเสียงเสื้อผ้าของเขาประดับด้วยอาหารมื้อเที่ยงวันนี้ รวมถึงพื้นรอบตัวที่มีถาดอาหารและเศษถ้วยจานที่แตกเป็ชิ้นใหญ่ชิ้นน้อยอยู่บนพื้นผมสีน้ำตาลอ่อนปรกใบหน้าที่ก้มจนมองไม่เห็นว่าเป็ใคร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับแซมทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ชื่อหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอ ผมสีน้ำตาลที่เป็สีอ่อนจนเกือบซีดฮิโรกิ คนที่เคยประดาบกับเธอในวันนั้น
อุบัติเหตุ?คงไม่ใช่ว่าหมอนั่นจะโดนแกล้งหรอกนะ
แซมคิดพลางเลื่อนสายตาไปเจอกับคู่กรณีที่ยืนไม่ห่างนักอยู่หน้าฮิโรกิเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่ดูเนี้ยบเรียบร้อยขนาดนั้นใบหน้าเรียวยาวกับทรงผมสีน้ำตาลที่ปาดเรียบแบบนั้น นั่นมันไอ้รุ่นพี่ที่นี่นาเหมือนจะเคยได้ยินทั้งสองคนพูดบางอย่างที่ไม่น่าอภิรมย์เสียเท่าไหร่
“อ้าว ขอโทษทีนะฮิโรกิ พอดีฉันไม่ทันสังเกตนายน่ะ” น้ำเสียงยางคานออกมาจากปากโชตะราวกับมันเป็เื่ปกติที่เขาจะเดินชนใครก็ได้กลางโรงอาหาร
ฮิโรกิไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมามองรุ่นพี่ตรงหน้าสีหน้าไม่แสดงอารมณ์นั่นคงจะพยายามข่มความรู้สึกที่เก็บไว้ข้างนั้น เขาผ่อนลมหายใจออกมาทางปากเล็กน้อยแล้วก้มลงเก็บเศษจานที่แตกใส่ถาด
“หวังว่านายจะไม่โกรธที่ฉันชนนะ ไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ”โชตะยังคงยืนอยู่ในตอนที่ฮิโรกิลุกขึ้นมาพร้อมถาดที่เต็มไปด้วยเศษแก้วและกระเบื้อง
“โห นี่ฉันกำลังพูดกับนายอยู่นะ”
ท่าทีเฉยชาของฮิโรกิที่ยังคงสะกดให้ทุกสายตาจ้องมองแต่ไม่เข้าไปหา ใช้ไม่ได้ผลกับโชตะเพราะดูเขาจะพยายามลุกล้ำเข้ามาเพื่อปั่นป่วนมากขึ้น
เสี้ยววินาทีเสียงพูดเสียงจาจากทั่วทั้งห้องเริ่มกลับมาในขณะที่เหตุการณ์เบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อโชตะยังคงทำตัวก่อกวนฮิโรกิ คนอื่นก็มองเหมือนนี่เป็เื่ปกติที่ไม่ต่างกับเื่มดแมลงดินฟ้าอากาศ
ความว้าวุ่นกำเนิดขึ้นมาในจิตใต้สำนึกของแซมนี่มันเื่บ้าอะไรกัน ไม่มีใครคิดจะออกไปพูดอะไรเลยรึไง
โชตะเอื้อมมือไปจับที่ไหล่ของฮิโรกิในตอนที่เขาจะเดินหนีและใครบางคนที่เป็นักเรียนชายก็ลุกยืนขึ้นทันที แซมหันไปมองเขาคนนั้นเป็หนึ่งในรองประธานของหอทิศเหนือ ยูจีน
ยูจีนสบถอะไรบางอย่างออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจในขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่คู่กรณีชนแล้วชวนตีที่นั่งข้างเขาคือรุ่นพี่ผู้หญิงชาวตะวันออก ผมสั้นซอยสีเข้ม เธอทำหน้าจริงจังพยายามดึงแขนของยูจีนให้นั่งลง ทั้งสองยื้อกันสักพัก แล้วตอนนั้นแซมถึงได้สังเกตว่าทั้งโต๊ะนั้นคือแก๊งต้นหนหอทิศเหนือฟินน์ก็นั่งอยู่ในนั้นด้วย สองพี่น้องประสานสายตากันแซมขมวดคิ้วส่งสายตาว่าไม่พอใจมาก ๆ มุ่ยหน้าไปยังฮิโรกิที่โดนโชตะก่อกวนฟินน์ที่สงบกว่าผ่อนลมหายใจออกมาแล้วส่ายหัวเป็การปฏิเสธห้ามสิ่งที่แซมกำลังคิดอยู่ส่วนแซมเห็นท่าทีของพี่ชายต่อเหตุการณ์ตรงหน้านี้การส่ายหน้าสั่งห้ามนี่หมายถึงว่าห้ามเธอไปยุ่งหรือฟินน์กำลังห้ามตัวเองอยู่กันแน่ เพราะตัวเขาเองก็มีสีหน้าและสายตาไม่ต่างกันกับเธอเลย
“ไปได้แล้วน่าโชตะ ปล่อยมันไปบ้างเถอะ”
ใครบางคนที่ดูเหมือนจะเป็เพื่อนของโชตะเข้ามาหยุดการกระทำที่ไร้มารยาทของเขาโชตะปล่อยมือออก ฮิโรกิหันไปชำเลืองมองโชตะแล้วจากนั้นก็เดินตรงไปที่เก็บจานส่วนโชตะและเพื่อนของเขาก็แยกไปอีกทาง และในตอนนี้แซมเกิดความสับสนในใจมากว่าเื่ไหนน่าใกว่ากันระหว่างที่การบุลลี่เป็เื่ปกติของโรงเรียนที่ออกตัวว่าเท่าเทียมกับเื่ที่คนแบบโชตะมีเพื่อนคบ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นั้แ่ทั้งสองคนชนกันการโต้เถียงฝ่ายเดียวของโชตะ และการห้ามปรามในท้ายที่สุดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่เกินยี่สิบนาทีภายใต้เสียงพูดคุยจอแจ เสียงเคี้ยวอาหารของนักเรียนคนอื่นในโรงอาหาร แต่เสียงเดียวที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมากลับเป็เสียงของฮิโรกิ
สุดท้ายแล้วในคาบวิชาเสรี่บ่ายของแซมก็มาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนกระจกพร้อมกับลินดาที่เป็คนชักชวนวิชาพืชและสมุนไพรใต้แสงตะวันที่ทอลงมาแหวกว่ายผ่านร่มเงาของต้นไม้ ละอองน้ำเย็นในอากาศยิ่งขับกล่อมให้บรรยากาศ่บ่ายของวิชาพืชและสมุนไพรน่าพักผ่อนกว่าที่ไหนๆ อาจารย์ไอวี่ เซจ อาจารย์ประจำวิชานี้ยังคงยืนพูดบนบันไดตัวเล็กอยู่พลางแนะนำต้นไม้ที่น่ารักในเรือนกระจกแห่งนี้เธอเป็ผู้หญิงที่มีรูปร่างเตี้ยกว่ามนุษย์ธรรมดา คงจะเป็ดวอร์ฟหรือไม่ก็ลูกครึ่งผมของเธอชี้ฟูจนเหมือนกับมีสายไหมสีน้ำตาลขนาดใหญ่อยู่บนหัวของเธอ น้ำเสียงที่ฟังดูสดใสและตื่นเต้นของอาจารย์ไม่ได้ทำให้แซมรู้สึกตื่นตัวได้เลยเพราะตอนนี้เปลือกตาปิดั์ตาสีฟ้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง
และก่อนที่ร่างกายจะทิ้งให้ศีรษะหมอบลงไปบนโต๊ะไม้จิตสำนึกสุดท้ายแซมจำได้ว่าอาจารย์ไอวี่พูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับรองเท้าบูต ผ้ากันเปื้อนและถุงมือ เธอจะมีของพวกนี้ได้อย่างไรกัน คงจะต้องชวนจีเซลออกไปชอปปิ้งใน่สุดสัปดาห์นี้แล้วสินะ
ท้องฟ้าสีเข้มแต่งแต้มด้วยแสงดาวที่เลือนรางเป็จุดสีขาวเล็กๆ จนเกือบไม่เห็น เพราะแสงไฟในเมืองนอร์ติกาที่นี่ยังคงสว่างเต็มไปด้วยผู้คนแม้จะเริ่มเข้าสู่่กลางคืนกลับกันเมื่อเป็ภายในรั้วเหล็กสูงของโรงเรียนประจำ บรรยากาศกลับตรงข้าม ภายนอกปราสาทได้ยินเพียงเสียงแมลงแซ่เซ็งออกมาจากต้นไม้และแนวป่าทิศใต้ของโรงเรียนนวอร์พิกซิสสายลมลู่พลิ้วพัดให้เกิดเงาวูบวาบของกิ่งไม้น้อยใหญ่ใกล้ปราสาทโถงทางเดินเริ่มเงียบ นักเรียนต่างรีบเดินขึ้นบันไดกลับไปยังหอพักประจำของตนเองแต่กระนั้นก็ยังมีบางส่วนที่อยู่ในห้องสำคัญของโรงเรียน ห้องสมุด นักเรียนชั้นปี 1 ห้อง 1 ทิศเหนือต่างรวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมายที่ห้องสมุดเหตุคงจะมาจากการบ้านวิชาประวัติศาสตร์ของอาจารย์ปู่ครูซที่เล่านิทานแล้วสั่งงานเหล่าเด็กน้อยตาใสในวันเปิดภาคเรียนวันแรก
เหล่าเด็กหนุ่มสาวเดินสวนกันไปมาให้ขวับบางคนใส่ชุดไปรเวทบางคนยังอยู่ในชุดนักเรียน ชวนให้คนนั่งดูต้องรู้สึกเวียนหัวแซมถอนหายใจออกมาเมื่อมองดูเพื่อนร่วมห้องชุลมุนวุ่นวายกับชั้นหนังสือหมวดประวัติศาสตร์
“ตาแก่นั่นร้ายชะมัดเลย ให้พวกเรานั่งฟังนิทานพอจบคาบก็เล่นสั่งเขียนรายงานซะงั้น”
“ทำเป็บ่นไป ในคาบฉันเห็นแกเอ็นจอยจะตายไป เห็นหลับน้ำลายยืดเชียว”จีเซลเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือประวัติศาสตร์สักเื่ เพื่อออกความเห็นเกี่ยวกับสภาพของเพื่อนสนิทในห้องเรียน
“ยืดตรงไหน ไม่เห็นจะมี” แซมยักไหล่แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวก่อนจะเก็บหนังสือที่วางเรียงรายไปทั่วทั้งโต๊ะขึ้นมาเป็กอง “ว่าแต่แกเถอะ ไม่เห็นบอกเลยว่า ไปเก็บกระดาษจับฉลากมาทำไมเยอะแยะ”
“แกรู้หรอ แหม ช่างสังเกตดีจัง” จีเซลช่วยแซมเก็บหนังสืออีกแรงพลางทำท่าทีเขินอายเมื่อแซมพูดถึงกระดาษสีขาวแผ่นเล็กที่เธอเก็บมาไว้ในกระเป๋า
“เมื่อตอนเที่ยงแกขอลินดามาแล้วหนึ่ง แล้วตอนเปิดกระเป๋าฉันเมื่อเห็นอีกสองสามแผ่นในนั้นเดี๋ยวนี้อาสาเก็บขยะมาทิ้งแทนคนอื่นแล้วหรือไง”
“พอดีอยากรู้อะไรบางอย่างน่ะ ก็เลยขอของเพื่อนคนอื่นในชั้นเรียนวิชาเวทมนตร์ชั้นสูงมาด้วย”จีเซลควานหากระดาษที่เป้นหัวข้อพูดคุยขึ้นมา แต่ละแผ่นไม่ได้แตกต่างกันมากนักมีเลขตรงกลาง สีขาว แผ่นเล็กเท่าฝ่ามือ และมีรอยยับยู้ยี้เต็มไปหมดราวกับว่าเ้าของเดิมขยำพร้อมทิ้งแล้วแต่เพื่อนเธอไปขอมาเสียก่อน
“แกเนี่ย…ชอบอยากรู้อยากเห็นเหมือนกันนะ”
“จะถือว่าเป็คำชมนะ”
จีเซลยิ้มเย็นก่อนจะโบกมือเบาหน้าต่างใกล้แซมเปิดออกอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย ลมหอบหนึ่งพัดเข้ามาปะทะใส่แซมอย่างเต็มรักซะจนหัวโยกผมกระเจิงเล่นเอายัยคนปากไวต้องยิ้มแยกเขี้ยวใส่สาวนักเวทที่อาสาดับร้อนให้โดยที่ไม่ขอ
“ขอบใจนะที่กลัวว่าฉันจะร้อน”
“ยินดีให้บริการ มาดูนี่สิ ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่าวันปฐมนิเทศ เราไม่ได้บังเอิญจับฉลากได้หมายเลขห้องที่อาจารย์ใหญ่กำหนดเอาไว้”
แซมเลื่อนเก้าอี้เข้าไปใกล้ขึ้นดวงตาจับจ้องตามที่จีเซลชูกระดาษสีขาวตรงหน้าขึ้นมาหนึ่งแผ่น แต่ก็มิวายหางตาปรายไปที่ชั้นหนังสือ
“ยังไง”
“กระดาษแผ่นนี้คือกระดาษของลินดาดูสิว่าในตอนนี้อะไรเปลี่ยนไป” จีเซลใช้นิ้วชี้และกลางคีบกระดาษที่มีเลขสามและพลิกไปมาแซมดูช้าๆ จากนั้นจึงเปลี่ยนมากำแผ่นกระดาษนั้นไว้ในฝ่ามือ แล้วแบมือออกให้เห็นกระดาษอีกครั้ง
“เลขสาม!หมายเลขสามเมื่อตอนเที่ยงไม่อยู่แล้ว”
“ใช่ ทีแรกฉันว่าจะขอมาดูความแตกต่างอย่างละเอียดระหว่างกระดาษของฉันและของลินดาแต่พอเผลอกำกระดาษนี่ไว้ในมือแล้วปรากฏว่ามัน…”
กระดาษที่เดิมทีเคยเป็หมายเลขสามตอนนี้ค่อย ๆ ปรากฏหมึกสีดำกลายเป็หมายเลขหนึ่งแทน
“เลขมันเปลี่ยนเมื่อคนที่กำไว้เป็อีกคนงั้นหรอ”
จีเซลพยักหน้าเป็คำตอบแล้วก็ชี้ให้แซมลองหยิบกระดาษแผ่นอื่น ๆ ที่มีหมายเลขอยู่บนโต๊ะขึ้นมาทดสอบ แซมลองกำกระดาษที่มีหมายเลขสองไว้เมื่อเปิดออกดูใหม่หมายเลขสองจางลงแล้วเปลี่ยนเป็หมายเลขหนึ่งแทน เหมือนกันกับที่จีเซลทำให้ดู
“อธิบายทีสิฉันคงไม่เข้าใจศาสตร์ทางนี้เท่าเธอ และหวังว่าจะไม่ใช่มายากลปาหี่ของอาจารย์ใหญ่นะ”แซมนั่งลงอย่างยอมจำนนกับข้อสันนิษฐานของเพื่อนสาวนักเวท ระหว่างนั้นก็มองข้ามไหล่ของจีเซลไปยังชั้นหนังสือที่กั้นโต๊ะของพวกเธอไว้กับกลุ่มเพื่อนที่นั่งเขียนรายงาน
“ข้อหนึ่งเลยไม่ใช่บังเอิญที่เราจับฉลากได้หมายเลขห้องและหอพัก เพราะข้อสอง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วโดยที่อาจารย์ใหญ่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่สามารถเกิดผลกับทุกคนได้” แซมพยักหน้าตามอย่างรับรู้ รับทราบ เข้าใจ แต่สายตาก็ยังคอยสอดส่องอยู่เสมอ
“แน่นอนว่ากระดาษนี่แหละ คืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่ว่า ขอเพียงแค่ร่ายมนตร์ที่มีเงื่อนไขเข้าไปนิดหน่อยก็ใช้การได้แล้ว”
“งั้นเงื่อนไขที่ว่า หรือว่าจะเป็ลักษณะนิสัย กับห้องหนึ่งถึงสี่”
“ฉันก็คิดว่าเป็ไปได้นะ ให้จับคู่นิสัยนักเรียนที่ัักระดาษเข้ากับหมายเลขห้อง”
“ทำอะไร ซับซ้อนเป็บ้า”
“น่าสนุกดีออก ทุกคนก็ดูลุ้นกันดีนะฉันว่านั่นแหละจุดประสงค์ของอาจารย์ใหญ่ แกไม่ตื่นเต้นหรือไง” จีเซลเก็บกระดาษฉลากบนโต๊ะ พลางช้อนตามองเพื่อนสนิทอย่างรู้ใจของคนปากไวใจไม่ตรงปาก
“ก็งั้น ๆ แหละ”
“ยอดไปเลยละสิ ยอมรับมาเถอะ”
“ยอดก็ยอด สร้างสรรค์สุด ๆ เลยละ แต่วิธีแอบฟังคนอื่นคุยกันนี่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่นะ”
แซมขยำกระดาษที่จีเซลยังเก็บไม่เสร็จมาแล้วปาไปที่มุมหลังชั้นหนังสือข้างจีเซลเล่นเอาสาวผมทองสะดุ้งหันมองตามแล้วรีบลุกมานั่งข้างเธอแทน
“ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ละ”
“ก็เห็นมันยืนฟังตั้งนาน เลยกะว่าจะให้ฟังจนแกเล่าเสร็จอะดิ”
สิ้นเหตุผลขององครักษ์คนสนิท เ้าหญิงคนสวยก็อยากจะเอาสันหนังสือเขกลงบนกระหม่อมสักสองทีเป็อย่างต่ำ
“ฝีมือดีกว่าที่คิดเยอะเลยนี่”
ราฟาเอลก้าวเท้าออกมาจากมุมเงาของชั้นหนังสือด้วยท่าทีที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจราวกับว่าการที่โดนแซมจับได้ไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจอย่างที่เ้าตัวพูด
“ก็เห็นว่ายืนฟังนานแล้ว กลัวจะเมื่อย ไม่มานั่งด้วยกันละ”
“ไม่เอาละเกรงใจ ฉันทำงานเสร็จแล้ว จะกลับหอละ อีกอย่างนะฉันไม่ได้อยากมาแอบฟังหรอก แต่ไนเจลน่ะสิอาสารวบรวมรายงานไปส่งให้ฉันก็เลยจะมาเรียกพวกฉัน” ราฟาเอลโบกกระดาษรายงานในมือไปมาเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุผลที่เขามาสถิตอยู่ข้างชั้นหนังสือตรงนั้น
“นิสัยของไนเจลก็มีประโยชน์ในตอนนี้พอดีสินะ นายนี่ก็ใจดีจังนะมาเรียกพวกฉันด้วย”
“มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร”
จีเซลเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจคลี่ยิ้มออกมาหวังถลายบรรยากาศต่อล้อต่อเถียงของคนทั้งสอง
“อ้อ ขอบใจมากนะราฟาเอล เราสองคนก็ทำเสร็จกันแล้วเหมือนกัน ไปส่งกันเถอะแซม”
ว่าแล้วก็จูงมือเพื่อนสนิทให้รีบเอาการบ้านไปส่งก่อนที่การหยั่งเชิงกันไปมาของสองคนนี้จะเปลี่ยนเป็อะไรที่เธอไม่ได้้าให้มันเกิด
“เมื่อกี้นี้แกรู้ได้ไง” จีเซลถามขึ้นในขณะที่พวกเธอกำลังย้ำเท้าลงบันไดตามเพื่อนคนอื่นออกจากห้องสมุดชั้นสอง“หมายถึงราฟาเอลน่ะ”
“อืม จะหาว่าโม้ก็ได้นะ แต่ฉันรู้สึกได้น่ะ” แซมพูดออกมาไม่เต็มเสียงด้วยท่าทีไม่มั่นใจ
“รู้สึกงั้นหรอ?”
“จะว่าประมาณนั้นก็ได้ เหมือนมันเป็ตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่รับรู้ได้เวลาที่เราเข้าใกล้ฉันก็รู้สึกได้ถึงจิตที่มุ่งมาของหมอนั่นแหละ”
“แต่ฉันอยู่ใกล้กว่าแกอีก ทำไมไม่เห็นจะมีอะไรแบบนั้น”
“แกไม่จำเป็ต้องมีอะไรแบบนั้นหรอกน่า”
“ได้ไงละ ฉันก็กลัวตายได้เหมือนกันนะ สอนบ้างสิ” จีเซลเริ่มทำท่าเหมือนเด็กอยากได้ขอองเล่นเธอเดินเข้ามาเบียดไหล่ของแซม ทั้งสองชนไหล่กันไปมาระหว่างเดินบนพื้นหินสีมัวเพราะแสงของดวงจันทร์
“ง่ายตายแหละ”
แซมนึกถึงประสาทััที่ถูกลับคมให้เฉียบแหลมจนรับรู้ถึงการโดนเพ่งมองจับจ้อง แรงอาฆาต หรือแม้แต่จิตที่มุ่งตรงเข้ามาเพียงเล็กน้อย ราฟาเอลให้ความรู้สึกอย่างหลังเขาคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่พุ่งเป้ามายังเธอและจีเซล หรืออาจจะคนใดคนหนึ่งแซมครุ่นคิดอยู่สักพักในขณะที่เดินออกห่างจากตัวปราสาทเธอควรจะเตือนจีเซลเื่นี้ดีไหม หรือควรจะรอดูสถานการณ์ไปก่อนเพราะในตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรขึ้น
!!!!!!!!!!
แซมหยุดฝีเท้ากึกจนจีเซลที่เดินหยอกล้ออยู่ข้างถึงกับฉงน เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“แกเป็อะไรรึเปล่า”
เสียงห่วงใยของจีเซลแทบจะเข้าหูขวาทะลุหูซ้ายเพราะสัญชาตญาณของแซมรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง ขนอ่อนที่หลังคอลุกกราวขึ้นจนแซมต้องเอามือกุมไว้อย่างเผลอตัวแล้วหันไปมองตามจิตที่ััได้ถึงสายตาของบางคนบางสิ่ง หรือบางอย่าง ที่จ้องมายังเธอ
หอคอยเก่าห้องสมุดที่ถูกปิดตาย
โรงเรียนของเราน่าอยู่แต่ยกเว้นรุ่นพี่ที่ชอบบุลลี่ เพื่อนร่วมรุ่นที่ไม่มีทางสู้ เพื่อนร่วมห้องที่ทำตัวลับๆ ล่อ ๆ แล้วจะยังมีห้องสมุดผีสิงอีกหรือไง
สวัสดีค่ะนักอ่าน ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่านจนถึงบทนี้ ตอนนี้เราได้ปูทางตัวละครหลักมาจนเกือบครบแล้ว ต่อไปเนื้อเื่หลัก่แรกกำลังใกล้เข้ามาถึงแล้ว และเรามีแพลนจะเปลี่ยนภาพปกด้วย หวังว่าจะไม่ทำให้สับสนนะคะ 5555 เพราะตอนนี้ใช้รูปที่เราวาดแก้ขัดไปก่อน รูปปกใหม่กำลังวาดค่าาาาาาาาาาาาา