คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 119 เทพเทียนจ้าว

            

            “เจอกันอีกแล้วนะ”

            สิ้นเสียงกล่าวซูฉางอันก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังที่แสนคุ้นเคยจากร่างตรงหน้า

            มันเป็นกลิ่นอายแห่งพลังที่หม่นหมองและเย็นยะเยือก ราวธารน้ำในแดนนรกก็ไม่ปานซึ่งกระทั่งตอนนี้ ซูฉางอันก็ยังจำได้ไม่รู้ลืม...

            เป็นราตรีที่กล่าวได้ว่าเปลี่ยนแปลงชีวิตของซูฉางอันไปตลอดกาล

            ในคืนนั้น เขาชักดาบออกจากฝัก ปลดปล่อยสัตว์ประหลาดตัวนั้นเข้ามาฝังตัวในร่างของเขา

            “เจ้าคือ... เทียนจ้าว?” ซูฉางอันถามด้วยเสียงสั่นเครือ

            ความหวาดผวาและสงสัยประเดประดังขึ้นในจิตใจ

            ที่เขาโยวหยุน เขาเห็นเทียนจ้าวถูกอาจารย์หญิงแผดเผาด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์จนมอดม้วยลงด้วยสองตาของตนเช่นนั้น เขาไม่ควรจะกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งภายในเวลาร้อยปีหลังจากตายไม่ใช่รึ ทว่าบัดนี้กลิ่นอายอันแสนคุ้นเคย... ซูฉางอันมั่นใจว่าตนจำไม่ผิดแน่ เขาประหลาดใจประหลาดใจเหลือเกิน หากเผ่าเทพสามารถถือกำเนิดขึ้นได้อย่างตามใจเยี่ยงนี้ อย่าว่าแต่เทพแท้เลยหากมีครึ่งเทพแบบเทียนจ้าวอีกสองหรือสามคน ย่อมสร้างหายนะให้เผ่ามนุษย์และโลกได้มหาศาลเป็นหายนะที่หนักหนาเหนือจินตนาการ

            “เทียนจ้าว?” สัตว์ประหลาดระเบิดเสียงหัวเราะแสบแก้วหูออกมา“ชีพเทียนจ้าวของข้าถูกเจ้าทำลายแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นเพียงภูตผีเท่านั้น!”

            เมื่อสิ้นเสียง มันกระพือปีกขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เพียงเท่านั้น อสูรที่เคยบีบให้ซูฉางอันกับพวกจมเข้าสู่ทางตันณ เขาโยวหยุน พลันปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังเทียนจ้าว

            ทว่าบัดนี้ เหล่าอสูรร้ายหาได้มีพลังเพียงระดับเก้าดาราหรือไท่ยีเหมือนที่เคยเจอบนเขาโยวหยุนอีกต่อไป

            พวกมันทุกตัวกระจายพลังแห่งความชั่วร้ายที่สมจริงราวจับต้องได้ออกมาไม่รู้จบขณะที่ดวงตาสีแดงก่ำของพวกมันจับจ้องมาที่ซูฉางอันอย่างพยาบาท ราวลูกศรที่พร้อมพุ่งเข้าใส่ทุกวินาที

            “คุมพิภพ!” ซูฉางอันสะดุ้งตกใจ เหล่าอสูรร้ายกว่าร้อยตัว หมายความว่า ต่อให้เทียนจ้าวซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างของภูตผีที่พวกเขายังไม่รู้ว่าแข็งแกร่งเพียงไหนไม่ลงมือด้วยตนเอง อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องรับมือกับอสูรที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพมากเฉียดร้อยตัวอยู่ดี

            แต่ด้วยพลังของทั้งสองในตอนนี้อย่าว่าแต่ผีร้ายระดับคุมพิภพเฉียดร้อยตัวเลย ต่อให้ลดจำนวนลงกึ่งหนึ่ง พวกเขาก็ไม่อาจรับมือได้อยู่ดี

            “อ่อนแอเกินไป” ทว่าเทียนจ้าวกลับส่ายหน้า ราวไม่พอใจกับผีร้ายที่ตนอัญเชิญออกมาสักเท่าไรนักเขามองไปรอบด้าน ทันใดนั้น เขาพบว่าตนกำลังอยู่กลางเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่คับคั่งนั่นทำให้เขายกมุมปากขึ้นอย่างอำมหิต

            “ไป ไปสูบกินโลหิตและร่างเนื้อของพวกมันซะ”เขาออกคำสั่ง ทันใดนั้น ผีร้ายทั้งหลายก็ราวได้รับคำบัญชาจากเบื้องบนพวกมันร้องคำรามออกมาอย่างตื่นเต้น จากนั้นก็กลายร่างเป็นลำแสงแล้วพุ่งออกไปทั่วทุกสารทิศในพริบตา

            ซูฉางอันสะดุ้งตกใจ แน่นอน... เขารู้ดีว่าการกินโลหิตและร่างเนื้อที่เทียนจ้าวหมายถึงคืออะไรหากปล่อยให้อสูรพวกนั้นออกไปอาละวาดในเมืองฉางอันได้ตามใจ แม้ว่าเมืองฉางอันจะมียอดฝีมืออยู่นับไม่ถ้วนแต่ในช่วงแรกที่ยังไม่ทันตั้งตัว คงมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมหาศาลเป็นแน่

            เขาและมู่กุยอวิ๋นสบตากันครู่หนึ่งเพียงเท่านั้นทั้งสองก็เข้าใจความคิดของกันและกัน

            ทั้งสองขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เตรียมเข้าไปยับยั้งเหล่าอสูรร้ายต่อให้หยุดได้เพียงไม่กี่ตัว แต่อย่างน้อย แค่ลดจำนวนผู้ที่อาจบาดเจ็บล้มตายลงได้สักคนสองคนก็ยังดีแต่แล้วพวกเขากลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า ทั้งสองไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้ ราวถูกบ่วงที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้แม้แต่ขยับนิ้วก็ไม่อาจทำได้

            ทว่าในตอนนั้นเอง แสงกระบี่สีเขียวพลันปรากฏ เพียงเท่านั้น อสูรร้ายหลายตัวที่พุ่งนำออกไปร่างสลายกลายเป็นผงธุลีในพริบตา

            จู่ๆ ร่างในอาภรณ์เขียวของสตรีนางหนึ่งปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกกระบี่ยาวส่องประกายแสงสีเขียวในมือ ชี้ไปยังปีศาจร้ายซึ่งลอยอยู่เหนือซากปรักหักพังในสำนักเทียนหลานอย่างพร้อมรบ

            “ชิงหลุน!”ซูฉางอันอุทานขึ้น คาดไม่ถึงว่าอาจารย์อาที่คล้ายจะอายุไล่เลี่ยกับตน แท้จริงกลับมีพลังที่แข็งแกร่งเพียงนี้สังหารฝูงอสูรที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพลงในกระบวนท่าเดียว

            “หืม?” รังสีแห่งความกลั่นแกล้งในแววตาของเทียนจ้าวหายไปทันทีที่นางปรากฏกายขึ้นเขาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนใบหน้าที่เหี้ยมเกรียมจนแทบบิดเบี้ยวจะปรากฏความรู้สึกอันมีนามว่าความไม่เข้าใจออกมา“นักรบแห่งดาราจักรอย่างนั้นรึ?”

            สิ่งที่ตอบกลับมา เป็นลำแสงแสนแสบตากระแสหนึ่ง...

            เป็นแสงจากดวงดาราสีเขียวดวงหนึ่ง...

            แสงนั้นส่องจากท้องนภาที่ไกลโพ้น และสาดส่องลงบนร่างของชิงหลุนในที่สุด

            สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ทว่าแววตากลับใสสะอาดเช่นน้ำแร่ธรรมชาติและบริสุทธิ์ไม่ผิดจากธารน้ำกลางหุบเขา

            “ยุคสมัยของพวกเจ้าสิ้นลงตั้งแต่หมื่นปีก่อนแล้ว เหตุใดยังราวีสิ่งมีชีวิตในยุคนี้อีก?”น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกไม่มีความเคารพต่อเทียนจ้าวที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพเลยแม้แต่น้อย กลับกัน คล้ายเป็นการพิพากษาเสียมากกว่า

            ทว่าซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นที่ยืนอยู่อีกด้านกลับตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปตามๆกัน พวกเขาคิดไม่ถึง ว่าสตรีที่ดูเหมือนอายุเพียงไม่เกินยี่สิบปีนางนี้จะเป็นนักรบแห่งดาราจักร!

            ขณะเดียวกัน แสงสีเขียวหลายระลอกส่องประกายออกจากร่างของชิงหลุน และสังหารอสูรร้ายหลายตัวที่กำลังจะพุ่งผ่านไปลงในพริบตา

            “สิ้นลงอย่างนั้นรึ?” เทียนจ้าวเผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากเขามองไปยังชิงหลุน พลันดวงตาสีเลือดฉายรังสีแห่งความบ้าคลั่งออกมา“เทพแท้กำลังจะกลับมา อีกไม่นาน โลกใบนี้จะต้องสยบอยู่แทบเท้าของเผ่าเทพยุคแห่งเทพเจ้าจะกลับมาอีกครั้ง”

            “เทพแท้?” ชิงหลุนขมวดคิ้วมุ่น“พวกเขาถูกผนึกเอาไว้ที่สุดขอบโลกตั้งนานแล้วไม่ใช่รึ เรื่องฟื้นคืนชีพเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆ ของพวกเจ้าเท่านั้น”

            พูดไปพลาง นางชูกระบี่ในมือขึ้นมาอีกครั้ง ชี้ไปยังร่างของเทียนจ้าวพลันพลังแห่งกระบี่ที่เฉียบคมปะทุขึ้นในพริบตา

            “อย่างนั้นรึ?” เทียนจ้าวยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาปรายตามองซูฉางอันเพียงครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ทว่าซูฉางอันกลับสะดุ้งตกใจ เขาตระหนักได้ว่าชิงหลุนต้องไม่ได้เป็นเพียงอาจารย์อาของเขาเป็นแน่แต่ดูเหมือนนางยังมีหน้าที่อื่นอยู่ด้วย

            ยกตัวอย่างเช่นการกำจัดเผ่าเทพ...

            ...และกำจัดมนุษย์ที่มีโลหิตเทพแท้อยู่ในตัว

            จู่ๆ เขาก็ระเบิดความกังวลขึ้นมา หากวันหนึ่งชิงหลุนรู้ว่าแท้จริงแล้วเทพแท้ที่นางคิดว่าถูกผนึกเอาไว้ที่สุดขอบโลกอยู่ในร่างของเขา เมื่อถึงเวลานั้นนางจะเลือกทำอย่างไรกันแน่

            แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องพวกนี้ เพราะชิงหลุนและเทียนจ้าวที่ลอยอยู่บนนภาเริ่มต่อสู้กันแล้ว

            เทียนจ้าวกระพือปีกขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ฉวยโอกาสยามที่ลมใต้ปีกโหมกระหน่ำกลายร่างเป็นลำแสงสีดำ แล้วพุ่งเข้าหาชิงหลุนทันที

            “ร้อยอสูรออกล่า!” เขาคำรามเช่นนั้นทันใดนั้น เหล่าอสูรที่ยังไม่ถูกทำลายกลายร่างเป็นแสงสีดำ ลอยวนอยู่รอบร่างของเทียนจ้าวในพริบตา“เป็นแค่นักรบแห่งดาราจักร แต่กลับบังอาจวิจารณ์เผ่าเทพอย่างนั้นรึ!”

            จากนั้น ร่างขนาดใหญ่ของเขาและอสูรที่ลอยวนอยู่โดยรอบก็รวมร่างเข้าด้วยกัน กลายเป็นกะโหลกสีดำขนาดใหญ่ พุ่งเข้าหาชิงหลุนพร้อมพลังแห่งความชั่วร้ายแสนมหาศาลในพริบตา

            ทว่าเหตุการณ์สะเทือนฟ้าสะท้านดินเช่นนี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสีหน้าของชิงหลุนได้แม้แต่น้อยดวงตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก สีหน้าเย็นเฉียบไม่เปลี่ยนไปแต่แสงดาวที่ส่องลงมากลับเจิดจ้ากว่าเดิมหลายเท่า

            วินาทีนั้น...

            ชุดเขียวโบกสะบัด ชายกระโปรงพลิ้วไหว

            เมื่อเทียบกับเทียนจ้าวที่โหดเหี้ยมอำมหิต

            แม้ชิงหลุนจะไม่ใช่เทพ แต่นางในตอนนี้กลับงดงามเสียยิ่งกว่าเทพเสียอีก

            “สามร้อยปีที่ผ่านมา ข้าสังหารครึ่งเทพเช่นเจ้าไปมากเกินจะนับนิ้วแล้ว!”

            เสียงของนางดังเป็นจังหวะน่าพิศวง เป็นเสียงที่ทรงพลังทว่าบริสุทธิ์เหลือเกิน

            เสียงนั้นดังก้องอยู่กลางนภาเป็นเวลานาน

            และกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งหลายเป็นเวลานานเช่นกัน

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน