“เก็บไปให้น้องรัตนากินด้วยดีกว่า”พอคิดดังนั้นเธอจึงเอื้อมมือไปเก็บผลไม้สีเหลืองมาอีกห้าลูกแล้วก็เดินกลับไปยังที่พักเธอวางผลไม้ไว้ที่โคนต้นไม้แล้วก็ลงมือก่อไฟ เธอดึงดาบออกมาเหลาไม้เป็ชิ้นเล็กๆ แล้วก็จัดการตัดกิ่งไม้ท่อนหนึ่งให้เป็ท่อนสั้นๆขนาดเหมาะมือแล้วเธอก็เอากิ่งไม้ท่อนใหญ่มาวางเป็แท่นจากนั้นเธอก็เอากิ่งไม้ท่อนสั้นเหมาะมือตั้งแล้วก็หมุนกับกิ่งไม้ท่อนใหญ่เพื่อให้เกิดแรงเสียดสีเหมือนกับที่เคยเห็นครูสอนตอนเป็เนตรนารี เธอตั้งหน้าตั้งตาหมุนๆ จนกระทั่งเริ่มมีควันลอยขึ้นเล็กน้อยเธอก็รีบเอาเศษไม้ฝอยๆใส่ลงไปแล้วเธอก็หมุนท่อนไม้อีกครั้ง
“เฮ้อ...ยากจัง” เธอบ่นแล้วก็หมุนท่อนไม้ต่อ
“เฮ้อ...น่าจะมีไม้ขีดไฟแช็คนะเนี่ย”เธอเอ่ยลอยๆ
จนกระทั่งเริ่มมีควันหนามากขึ้นและเริ่มมีประกายไฟเล็กน้อย เธอจึงรีบเอาเศษใบไม้แห้งสุมลงไปแล้วก็รีบหมุนท่อนไม้ในมือต่อ ซักพัก...เศษใบไม้ก็ค่อยๆ มอดไหม้พร้อมกับเปลวไฟค่อยๆลุกโชน เธอจึงรีบเอาเศษกิ่งไม้แห้งชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปก่อน แล้วก็ก้มลงเป่าลมเพื่อช่วยเร่งไฟให้ติดเร็วขึ้น
“เฮ้อ...กว่าจะติด” เธอพึมพำพลางปาดเหงื่อแล้วก็ค่อยๆ หักกิ่งไม้แห้งสุมลงไปทีละน้อยๆ เธอรอจนไฟลุกโชนดีแล้วจึงถอยไปนั่งข้างๆเพื่อนร่วมทางตัวน้อย เธอนั่งชันเข่าเอาคางวางเกยกับเข่าตัวเองสองแขนกอดขาตัวเองแน่น แสงตะวันค่อยๆ ลาลับฟ้า ความมืดโรยตัวไปรอบๆ แพรพรรณเหม่อมองออกไปในความมืดมิด
“ทำไมฉันต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยนะ?เฮ้อ...ป่านนี้คุณพ่อคุณแม่คงตามหากันวุ่นแล้วมั้ง คิดถึงคุณพ่อคุณแม่จังเลย”น้ำตาค่อยๆ รินไหลอาบสองแก้ม
“พี่พรรณ ท่านร้องไห้หรือ?”เสียงใสถามพร้อมกับดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรายื่นหน้าเข้ามามอง
“ปะ...เปล่าจ้ะ...เปล่า”แพรพรรณปฏิเสธพลางรีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปถามเด็กหญิง “ตื่นแล้วเหรอ?”
“จ้ะ” มณีรัตนาตอบแล้วก็มองใบหน้าอีกฝ่ายที่ยังเปื้อนคราบน้ำตา“เอ่อ...”
ริมฝีปากจิ้มลิ้มขยับจะพูดบางอย่างแต่พอเห็นหญิงสาวพยายามฝืนยิ้มให้เด็กหญิงจึงนิ่งเงียบ
“หิวไหมจ๊ะ?” แพรพรรณถามพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบผลไม้สีเหลืองยื่นให้เด็กหญิง
“พี่เห็นมันออกลูกอยู่ตรงนู้นก็เลยเก็บมากินซิจ๊ะ” เธอบอกพลางชี้มือไปทางต้นไม้ที่อยู่ถัดไป
“จ้ะ” มณีรัตนาพยักหน้าแล้วรับผลไม้มาดวงหน้าจิ้มลิ้มแย้มยิ้มให้หญิงสาวแล้วก็พูดว่า “ลูกพลับหมากม่วงนี่ข้าชอบกินมากเลยจ้ะ”
แล้วเด็กหญิงยกผลไม้ในมือกัดกินอย่างเอร็จอร่อย
“ลูกพลับหมากม่วงเหรอ?”แพรพรรณทวนชื่อผลไม้แล้วก็หยิบมากินบ้าง ทั้งคู่กินลูกพลับหมากม่วงอิ่มแล้ว ก็เริ่มหาวนอนแข่งกัน
“ข้าง่วงนอนจังเลยพี่พรรณ”มณีรัตนาบอกพร้อมกับอ้าปากหาวอย่างง่วงนอน แพรพรรณลูบศีรษะเล็กทุยแล้วบอกอย่างอ่อนโยน“ง่วงก็นอนซิจ๊ะ เดี๋ยวพี่เติมฟืนก่อน”
มณีรัตนาจึงเอาห่อผ้ามานอนหนุนหัวต่างหมอนส่วนแพรพรรณก็ลุกไปเติมฟืนใส่กองไฟ แล้วกลับมานั่งข้างๆ เด็กหญิง
“พี่พรรณขอข้านอนหนุนตักท่านจนกว่าข้าจะหลับได้ไหม?ข้ากลัว” เสียงใสอ้อน แพรพรรณรีบบอกอย่างสงสาร “ได้ซิจ๊ะ”
เธอขยับตัวไปชิดเพื่อนร่วมทางตัวน้อยทันทีพอได้ยินคำอนุญาต มณีรัตนาก็เขยิบมานอนหนุนตักหญิงสาวแล้วหลับตาลง แพรพรรณลูบศีรษะเล็กทุยอย่างเอ็นดูปนสงสาร‘เฮ้อ...ไม่น่าต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้เลยน้องเอ้ย’
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเด็กหญิงหลับสนิทไปแล้วแพรพรรณจึงค่อยๆ ช้อนตัวเด็กน้อยให้ไปนอนหนุนห่อผ้าแทน
“โถ...เด็กหนอเด็ก” เธอลูบศีรษะเล็กๆนั่นอีกครั้ง แล้วเธอก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ เด็กน้อย ไม่นานนักเธอก็หลับสนิทเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ต้องเดินเท้ามาตลอดทั้งวันพลัน! ต้นไม้ที่ทั้งสองคนมาอาศัยนอนพักก็เกิดแสงสว่างวาบพร้อมกับชายคนหนึ่งเดินออกมาจากต้นไม้ เขาสวมอาภรณ์สีเงินสวมเครื่องประดับระยิบระยับเต็มตัวรอบๆ ตัวชายคนนั้นเปล่งแสงรัศมีสีเงินจางๆ เขาหยุดยืนห่างจากหญิงสาวและเด็กหญิงประมาณ2 เมตร
“เหตุใดสตรีงดงามและธิดาน้อยน่ารักจึงมารอนแรมกลางป่าเช่นเล่า?”เขาพึมพำอย่างสงสัย แต่ใครล่ะจะตอบได้ เขามองสองหญิงต่างวัยที่มานอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ของตนเอง
“หืม...กลิ่นบุปฝาแห่งสวรง์นี่”เขาอุทานแล้วก็มองหาที่มาของกลิ่นหอม แล้วเขาก็ระลึกรู้ได้ว่ากลิ่นนั้นลอยมาจากตัวของหญิงสาว
“เหตุใดสตรีนางนี้จึงมีกลิ่นบุปฝาแห่งสวรง์เล่า?”เขาพึมพำด้วยความสงสัย แต่ในเมื่อสงสัยไปก็ไม่ได้คำตอบ เขาจึงตัดใจเลิกสงสัย มองทั้งสองคนอย่างปราณี
“เอาเถอะ...คืนนี้พวกเ้าทั้งสองจงนิทราให้สนิทเถิดนะ”เขากล่าวแล้วก็ยื่นมือมาทางคนทั้งสอง พลัน!ก็มีแสงสีเงินระยิบระยับลอยออกจากมือข้างนั้นมาล้อมรอบตัวของผู้เดินทางต่างถิ่นทั้งสองเอาไว้เขายิ้มอย่างปราณีแล้วลดมือลง แล้วเขาก็เดินหายเข้าไปในต้นไม้ ทั่วทั้งบริเวณก็มืดสนิทเช่นเดิมยกเว้นเฉพาะรอบๆ ตัวของสองหญิงต่างวัยทั้งสองที่มีไอสีเงินระยิบระยับลอยอยู่รอบตัวจางๆ
เสียงนกร้องดังระงมไปหมดจนแพรพรรณไม่อาจจะนอนหลับต่อไปได้
“เสียงนกหนวกหูจัง” เธอบ่นพึมพำอยู่ในลำคอเธอหวังว่าตัวเองคงจะนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ภายในห้องนอนของตัวเอง แต่พอลืมตาขึ้นมาภาพแรกที่เห็นกลับเป็นกตัวเล็กๆมากมายกำลังจิกคุ้ยหาอาหารอยู่บนพื้น พอเธอขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ฝูงนกก็บินพรึ่บหนีไปด้วยความใ
“เฮ้อ...เมื่อไหร่ฉันจะตื่นจากฝันนี่ซะทีนะ?”เธอพึมพำหน้าเศร้า แล้วหันไปมองร่างเล็กที่นอนเคียงกัน
“น้องรัตนาตื่นเถอะเช้าแล้วนะ” มือเรียวสวยเขย่าแขนกลมป้อมเบาๆ
“อือ...เช้าแล้วหรือ”มณีรัตนางัวเงียลืมตาตื่นแล้วก็ยกมือปิดปากหาว
“หิวไหมจ๊ะ?” แพรพรรณถาม
มณีรัตนาพยักหน้าทั้งๆที่ยังงัวเงีย
“ถ้างั้นรอเดี๋ยวนะเดี๋ยวพี่ไปเก็บลูกพลับหมากม่วงมาให้นะจ๊ะ” แล้วแพรพรรณก็ลุกไปทันที เรือนร่างอรชรเขย่งตัวแล้วเอื้อมมือไปเก็บผลไม้สีเหลืองหอมหวานเสียงเดินสวบสาบเข้ามาใกล้ แพรพรรณหันไปมอง พอเห็นว่าเป็ผู้ร่วมทางตัวน้อยเดินมาเธอจึงบอกว่า“รอเดี๋ยวนะ”
แล้วมือเรียวสวยก็ปลิดลูกพลับหมากม่วงมาลูกหนึ่ง
“พี่พรรณให้ข้าช่วยถือนะ” มณีรัตนาอาสาแล้วยื่นมือมารอรับ แพรพรรณจึงยื่นผลไม้ส่งให้แล้วหันไปปลิดผลไม้ลูกอื่นต่อมณีรัตนาใช้ชายเสื้อของตัวเองใส่ผลไม้รสอร่อย
“คงพอกินล่ะนะ” แพรพรรณมองผลไม้ในเสื้อของเด็กหญิงแล้วจึงหยุดเก็บ
“มากมายขนาดนี้กินทั้งวันแน่จ้ะ”มณีรัตนาบอก ตามองผลไม้ในเสื้อตัวเองพร้อมกับยิ้มแก้มปริ จากนั้นแพรพรรณจึงดึงชายเสื้อของตัวเองมาถ่ายผลไม้จากผู้ร่วมทางตัวน้อยแล้วสองสาวต่างวัยจึงพากันเดินกลับไปนั่งใต้โคนต้นไม้ที่ใช้อาศัยพักแรม
“กินเสร็จแล้ว พวกเราก็รีบเดินทางต่อเถอะนะ”แพรพรรณบอกหลังจากกินผลไม้อิ่มแล้ว มณีรัตนารีบพยักหน้า “จ้ะพี่พรรณออกเดินทางแต่เช้าก็ดีจ้ะ สายนักแดดแรงเหลือเกิน”
“เออจริงซิ...น้องรัตนาจำได้ไหมว่าถูกพาเหาะมาไกลขนาดไหนจ๊ะ”แพรพรรณถามพรางมองใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา มณีรัตนานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตอบว่า“ข้าจำไม่ค่อยได้หรอกจ้ะ มันพาข้าเหาะมาบนหลังอินทรีั์ บินข้ามน้ำข้ามป่าข้ามขุนเขาตั้งหลายวันจนเ้านกตัวนั้นขาดใจตาย มันจึงแบกข้าเดินต่อเพื่อจะหานกอินทรีย์ตัวใหม่ จนกระทั่งข้าได้พบกับพี่นั่นละจ้ะ”
เด็กหญิงเล่าน้ำตาคลอ
“อย่าร้องไห้นะจ๊ะพี่สัญญาแล้วว่าจะพาไปส่งบ้านนะ พวกเราเดินออกจากป่านี้ไปเจอเมืองเมื่อไหร่ค่อยหาทางกันอีกทีนะจ๊ะ” แพรพรรณปลอบแล้วลูบไหล่เด็กหญิงปลอบใจ มณีรัตนาเช็ดน้ำตา“จ้ะพี่พรรณ”
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ออกเดินทางต่อ
ยิ่งสาย...แดดก็ยิ่งร้อนแรง ทั้งสองเดินผ่านป่าทึบไปตามทางเดินสัตว์ป่าจนกระทั่งถึงบึงน้ำใหญ่
“พี่พรรณ น้ำ!” มณีรัตนาบอกพร้อมกับกระตุกแขนหญิงสาว
“สระน้ำ!” แพรพรรณมองอย่างดีใจเพราะจะได้เติมน้ำใส่กระบอกซึ่งเหลือน้ำติดก้นกระบอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสองคนเดินเข้าไปที่บึงน้ำอย่างดีใจ
“พี่พรรณดูซิจ๊ะ น้ำใสแจ๋วจนเห็นฝูงปลาเลยจ้ะ”มณีรัตนาชี้ฝูงปลาซึ่งกำลังแหวกว่ายไปมา แพรพรรณมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ แสงแดดส่องลอดต้นไม้ลงมาเป็ลำดูงดงามสะท้อนลงบนผิวน้ำจนเกิดประกายรุ้ง มณีรัตนานั่งลงริมตลิ่งแล้ววักน้ำล้างหน้า“ชื่นใจนัก”
“น้ำใสจริงๆ” แพรพรรณบอกแล้วก็นั่งลงวักน้ำล้างมือล้างหน้าบ้าง พลัน! น้ำในบึงก็กระเพื่อมแรงซ่า!
“อ่ะ!”
“อุ๊ย!”
ทั้งสองคนใ รีบถอยกรูห่างจากบึงน้ำทันทีน้ำในบึงกระเพื่อมแรงขึ้นประดุจคลื่นลมในทะเลปั่นป่วน พร้อมๆ กับผิวน้ำนูนขึ้น...ดันตัวสูงขึ้นแล้วก็แตกซ่า!
“กรี๊ด!” สองสาวใกรีดร้องลั่นผวากอดกันแน่น เมื่อจู่ๆ ก็มีสัตว์ตัวใหญ่โผล่พรวดจากผิวน้ำทั้งสองคนกลัวจนขาสั่นทรุดลงกอดกันแน่นอยู่ตรงริมบึงนั่นเอง ทั้งสองจ้องมองสัตว์ตัวนั้นอย่างหวาดกลัว
“งู!” แพรพรรณอุทานลั่น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างใสุดขีด
“พญานาค!” มณีรัตนาอุทานเช่นกัน แล้วก็ก้มหน้าซุกกับอกของหญิงสาวตัวสั่นสะท้านกลัวจับจิต
“ใครกันมารบกวนในที่แห่งข้า?”พญานาคตนนั้นถามพร้อมกับก้มลงมองมนุษย์สองคนที่นั่งกอดกันอยู่ริมตลิ่ง
“พวกเ้าเป็ใครกัน?ไม่รู้หรือว่าบุกรุกเข้ามาในที่พำนักแห่งข้ามีโทษสถานใด?” พญานาคตวาดลั่นแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้มนุษย์น้อยตัวกระจ่อยร่อย
“อ๊ะ!” แพรพรรณใจนพูดอะไรไม่ออก เธอได้แต่นึกถึงคุณพ่อคุณแม่ ดวงตาคู่สวยจ้องมองรูปร่างที่เหมือนกับรูปปูนปั้นที่เคยเห็นตามวัดจนชินตาด้วยความกลัวจับใจแต่ครั้นพอพญานาคตนนั้นยื่นหน้าเข้าไปจนชิดมนุษย์น้อยตัวกระจ่อยร่อย ก็ผงะออก
“กลิ่นบุปฝาแห่งสรวง์นี่!” พญานาคอุทานลั่นอย่างตะลึง! พลัน! พญานาคตนนั้นก็กลายร่างจากรูปนาคเปลี่ยนเป็รูปมนุษย์จำแลงเขานุ่งผ้าสีเขียวสลับสีทอง ไม่ได้สวมเสื้อ มีเพียงสร้อยสังวาลพาดอกไขว้กันสองสายสวมกำไลข้อมือและข้อเท้ายืนอยู่บนผิวน้ำ
“พวกเ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอก”พญานาคบอกเสียงนุ่มแล้วเดินไปยืนตรงหน้ามนุษย์ทั้งสองคน น้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับเมื่อกี้นี้ทำให้แพรพรรณใจชื้นขึ้นมาหน่อย
“พวกเ้าเป็ใครกัน?เหตุใดจึงมาถึงที่พำนักแห่งข้า?” พญานาคถาม แต่เมื่อัักระแสความกลัวจากมนุษย์ทั้งสองได้เขาจึงปลอบว่า“อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่ทำอันตรายพวกเ้าหรอก”
“ไม่...ทำอะไรจริงๆ นะ”แพรพรรณถามเสียงสั่น พญานาคตนนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างเมตตาปราณี “ข้าไม่กล้าทำอันตรายผู้มีกลิ่นบุปฝาแห่งสวรง์หรอกจงเชื่อข้าเถิด”
เขาย้ำหนักแน่นทำให้แพรพรรณค่อยๆคลายความกลัวลง
“พวกเ้าเป็ใครกัน?เหตุใดจึงมาถึงที่พำนักแห่งข้า?” พญานาคถามอีกครั้งแล้วมองสำรวจมนุษย์ทั้งสองคน แพรพรรณจ้องมองพญานาคอย่างไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าจากตรงไหนดี“เอ่อ...”
เธอมองเขานิ่งซักพักเธอก็ถอนหายใจ “เฮ้อ...”
แล้วเธอเล่าว่า “น้องฉันถูกจับตัวมาจากอมรานครค่ะ”
เธอชี้มือที่ร่างน้อยในอ้อมกอดประกอบคำบอกเล่า
“ฉันเจอในป่าทางนู้นฉันกับน้องจึงเดินมาทางนี้เพื่อจะพาน้องไปส่งที่บ้านค่ะ” เธอบอกแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้แล้วรีบพูดว่า“ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะบุกรุกบ้านของท่านเลยนะคะได้โปรดยกโทษให้พวกเราด้วยเถอะค่ะ”
พญานาคมองทั้งสองแล้วก็พูดว่า“อมรานครหรือ?”
เขาทวนคำแล้วบอกว่า“มิใช่ใกล้ๆ เลยนะ เหตุใดจึงถูกพามาไกลเช่นนี้เล่า?”
“น้องรัตนาเล่าว่าไอ้คนชั่วนั่นจะเอาเขาไปบูชายัญให้เ้าแม่กาลีค่ะ”แพรพรรณบอก พญานาคพยักหน้ารับรู้ “เป็เช่นนี้นี่เอง”
แล้วเขาก็พูดว่า “ข้าเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าในป่าทางทิศประจิมมีพวกนักพรต...ฤาษี...นักบวช...พราหมณ์ผู้ซึ่งบูชาเ้าแม่กาลี และการบูชานั้นต้องใช้เด็กที่กำเนิดในคืนจันทรคราส”
เขาก้มลงมองเด็กหญิงในอ้อมกอดของหญิงสาวอย่างปราณีพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กหญิงพลางเดาว่า“เ้าคงจะกำเนิดในคืนจันทรคราสซินะจึงถูกจับตัวมา”
มณีรัตนาััได้ถึงกระแสอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยเมตตาจึงกล้าเงยหน้ามองพญานาค ความหวาดกลัวค่อยๆ หายไป
“ท่านดูใจดีผิดกับเมื่อกี้นี้นักท่านคงไม่กินข้าใช่ไหม?” เสียงใสถามอย่างหวาดๆ ทำให้พญานาคหัวเราะขำ “ฮ่าๆๆๆ...”
“ข้าไม่กินเ้าหรอกเด็กน้อยเอย...ข้าละเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ข้ากินแต่ผลไม้พืชผักเท่านั้น” เขาบอกน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้สองสาวถอนหายใจโล่งอก“เฮ้อ...”
“แล้วเหตุใดท่านจึงดูน่ากลัวนักยามเมื่อท่านปรากฏตัวครั้งแรก?”มณีรัตนาถามอย่างสงสัยยิ่งนัก ดวงตากลมแป๋วแหว๋วมองสบตากับพญานาค
“ข้าไม่ชอบให้ใครมาทำให้น้ำในที่พำนักแห่งข้าต้องขุ่นมัวข้าจึงเพียงแกล้งขู่เท่านั้น ฮ่าๆๆๆ” พญานาคตอบพลางหัวเราะแล้วก็บอกว่า “พวกกินนรชอบมาเล่นน้ำส่งเสียงหนวกหูจนข้าบำเพ็ญตบะไม่ได้ข้าจึงต้องขึ้นมาคอยไล่อยู่เรื่อย”
‘แกล้งขู่! นั่นอ่ะนะแกล้งขู่...ฉันเกือบจะหัวใจวายตายไปแล้วเชียวนะ!’ แพรพรรณนึกอยู่ในใจ
“เพื่อเป็การไถ่โทษที่ข้าทำให้พวกเ้าหวาดกลัวข้าจะพาพวกเ้าไปส่งที่ชายป่าหิมพานต์” พญานาคบอกพร้อมกับแบมือยื่นไปตรงหน้ามนุษย์ทั้งสอง
“พวกเ้าจับมือข้าไว้ซิ”เขาสั่ง สองสาวต่างวัยจึงหันไปมองหน้ากัน
“จะทำเช่นไรดีหรือพี่พรรณ?”มณีรัตนาถาม แพรพรรณจึงหันไปมองพญานาคอย่างชั่งใจ ‘จะเชื่อเขาได้รึ?’
เธอสบตาพญานาคเห็นดวงตาของเขาดูจริงใจ เธอจึงหันไปพยักหน้ากับผู้ร่วมทางตัวน้อย “พี่ว่าลองเชื่อเขาเถอะนะ”
แล้วเธอก็ลุกขึ้นยืนแล้วจับมือพญานาคไว้มณีรัตนาทำตาม มือเล็กกลมป้อมจับทับบนมือของแพรพรรณ พญานาควางมืออีกข้างทับมืุ์น้อยทั้งสองพลัน! รอบๆ ตัวของพญานาคก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตแล้วแสงนั้นก็เข้าล้อมรอบตัวมนุษย์ทั้งสองคนเอาไว้ พอแสงสีเขียวระยิบระยับจางหายร่างของทั้งสามก็อันตรธานหายไป
ณ ชายป่าหิมพานต์ แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบพร้อมกับการปรากฎกายของมนุษย์สองคนกับพญานาคหนึ่งตน
“ข้าพาพวกเ้ามาส่งได้เพียงเท่านี้ข้าไม่อยากไปไกลมากกว่านี้ ข้าไม่ชอบเข้าไปในเมืองของพวกมนุษย์นัก ข้าทนกลิ่นสาบของพวกมนุษย์ไม่ได้อีกทั้งข้าทนเห็นพวกมนุษย์ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ได้เช่นกัน”พญานาคบอกพร้อมกับปล่อยมือจากมนุษย์ทั้งสอง สองสาวต่างวัยจึงยกมือไหว้พญานาคผู้อารี
“ขอบคุณท่านมากค่ะ”
“ขอบใจท่านที่เมตตาต่อข้า”
ทั้งสองพูดพร้อมกัน พญานาคยิ้มให้อย่างปราณีแล้วเขาก็ชี้ไปที่เด็กหญิงพลางพูดว่า “เ้าจงถอดข้าวของมีค่าพวกนั้นใส่ห่อผ้าเสียเถิดหากเ้าสวมใส่ไว้เช่นนี้คงล่อตาล่อใจเหล่าโจรชั่วนักเชียว”
เขาเตือนอย่างเป็ห่วง
“จ้ะท่านพญานาค” มณีรัตนารีบถอดเครื่องประดับตามคำแนะนำของพญานาคผู้อารีแพรพรรณก็ช่วยถอดอีกแรง พอเก็บเครื่องประดับใส่ห่อผ้าเรียบร้อยแล้ว พญานาคก็ยื่นมือไปตรงหน้าเด็กหญิงพร้อมกับแบมือออกพลัน! กลางฝ่ามือข้างนั้นก็ปรากฎเกล็ดนาคราชสีเขียวมรกตแวววาวสองสาวต่างวัยมองอย่างใระคนแปลกใจ “อุ๊ย!”
“รับไปซิเด็กน้อย”พญานาคบอก มณีรัตนาแบมือรับอย่างงงๆ พลัน! เกล็ดนาคราชก็หายเข้าไปในใจกลางฝ่ามือเล็กกลมป้อม
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ