ทันทีที่ฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นฮวาชิงเหยียนกลับมาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายแบกข้าวของกลับมามากมายก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
ก่อนที่ฮวาชิงเหยียนจะเดินเข้ามา เขารีบยื่นมือไปรับห่อที่ใหญ่ที่สุดจากนางมาวางไว้บนตัก แล้วมองไปยังเตาหลอมโอสถในมือเซี่ยจู๋อย่างวิตกกังวลพลางเอ่ยถาม “น้องสาว เ้าเอาของมากมายพวกนี้กลับมาได้อย่างไร ไหนจะเตาหลอมโอสถนั่นอีก ใช่ของเหลือทิ้งหรือไม่”
ฮวาเฮ่าเย่ว์ก้มมองห่อบนตักก็ไม่เห็นว่าสกปรกอะไร
ทำไมน้องสาวถึงเก็บห่อสะอาดนี้มาได้ หรือว่า...จะขโมยมา?
เขาขมวดคิ้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “น้องสาว! เ้าไม่ได้ไปทำเื่ไม่ดีใช่หรือไม่ เ้าต้องจำคำสอนของท่านแม่ไว้นะ เราต้องเดินทางที่ถูกต้อง ซื่อตรง มิอาจล้ำเส้นเป็อันขาด เข้าใจหรือไม่!”
สีหน้าของฮวาเฮ่าเย่ว์ในตอนนี้ดูเคร่งขรึม ฮวาชิงเหยียนรับรู้ได้ว่าเขาคงเข้าใจผิดอะไรเสียแล้ว จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แม้ฮวาเฮ่าเย่ว์จะตามใจมากเพียงใด แต่หากเ้าของร่างเดิมทำผิด เขาก็ไม่เคยนิ่งเฉย หากควรสั่งสอนก็ต้องสั่งสอน ฮวาชิงเหยียนจึงกล่าวปลอบ “พี่ชาย ท่านวางใจเถิด ข้าใช้เงินที่หามาได้โดยสุจริตซื้อของพวกนี้มา เงินก็ไม่ได้มาจากแหล่งที่ไม่น่าไว้วางใจ เข้าไปข้างในก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”
ฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินดังนั้นก็เบาใจไม่น้อย ยิ้มให้เซี่ยจู๋พลางกล่าวขอบใจ จากนั้นรับเตาหลอมโอสถในมือของนางมา
เซี่ยจู๋ซึ่งใบหน้าแดงระเรื่อกล่าว ‘ข้าขอตัวเ้าค่ะ’ เสียงเบา ก่อนจะก้มหน้าหยิบถังใส่ของเสียแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ฮวาชิงเหยียนคิดในใจว่าเซี่ยจู๋เป็คนนิสัยดี ไว้ถึงเวลาค่อยไปขอเซี่ยจู๋คืนจากฮวาเย่ว์โหรว จากนั้นให้อีกฝ่ายมาดูแลมารดากับพี่ชายก็นับว่าไว้ใจได้ เ้าของร่างเดิมเคยขอเซี่ยจู๋กลับมาเช่นกัน แต่ไหนเลยจะสู้ฮวาเย่ว์โหรวได้ สุดท้ายถูกปฏิเสธทุกครั้งไป ทว่าหากเป็นางลงมือ ฮวาเย่ว์โหรวคงทำได้เพียงเจ็บใจเท่านั้น
“ไปกันเถิด ท่านแม่รอเ้ามาทั้งวันแล้ว”
“ท่านไปพบท่านแม่ก่อน ข้าทำอาหารให้พวกท่านเสร็จแล้วจะตามไปเ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนกับฮวาเฮ่าเย่ว์เดินเข้าลานเรือนไปด้วยกัน โดยไม่รู้เลยว่ามีสาวใช้หน้าตาแหลมคมคนหนึ่งกำลังแอบอยู่ นางแสยะยิ้มอย่างเ็า ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินไปยังเรือนของฮวาเย่ว์โหรว
ฮวาชิงเหยียนนำสมุนไพรที่ซื้อกลับมาไปต้มแยกไว้บนเตา ส่วนตัวนางก็ลงมือหุงหาอาหารตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
แม้ในอดีตนางจะไม่เคยทำอาหาร แต่เพราะเคยร่วมศึกกับเหล่าทหารบนดาวต่างๆ บ่อยครั้ง บางครั้งเมื่อเสบียงขาดแคลนก็ต้องหาทางเอารอดตัว กอปรกับความทรงจำของเ้าของร่างเดิม จึงไม่ใช่เื่ยากที่จะหุงข้าวทำอาหารหนึ่งมื้อ
เมื่อนางยกสำรับอาหารที่รสชาติพอกินได้เข้าไปในห้องของซูซื่อ ซูซื่อผู้ผอมแห้งกับฮวาเฮ่าเย่ว์ที่หน้าซีดเซียว ต่างพากันรับถ้วยข้าวที่เต็มเปี่ยมไว้ในมือ ดวงตาสองคู่นั้นแดงเรื่อ อีกทั้งการกลืนน้ำลายอย่างอดกลั้นยังเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้กินข้าวขาวดีๆ เช่นนี้มานานเพียงใด
แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็ซูซื่อหรือฮวาเฮ่าเย่ว์ กลับพากันคีบเนื้อในจานวางลงบนถ้วยของฮวาชิงเหยียนทันที พลางกำชับ “กินเนื้อเยอะๆ หน่อย กินแล้วจะได้งามขึ้น ทำให้จวินอู๋ชิงเสียใจที่ถอนหมั้นไป”
“แม่ไร้ความสามารถยิ่งนัก มิอาจให้เย่ว์เอ๋อร์กับเหยียนเอ๋อร์กินเนื้อทุกวันได้”
หลังฮวาชิงเหยียนเข้ามาในห้องเรียบร้อยก็เล่าทันที ว่าจวินอู๋ชิงได้มอบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงเป็ใบถอนหมั้น ทำให้ฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อพากันสงสารนาง เพราะในสายตาพวกเขา ฮวาชิงเหยียนนั้นรักจวินอู๋ชิงมาก ต่อให้นางยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว พวกเขาก็ยังคิดว่านางแค่ฝืนทำใจเข้มแข็งเท่านั้น
เมื่อฮวาชิงเหยียนเห็นว่าอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็ผล จึงจำต้องเงียบไว้ ฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อแทบจะคีบเนื้อทั้งหมดในจานมาใส่ถ้วยของนาง แต่พวกเขากลับกินแค่ข้าวเปล่าเท่านั้น นางทำได้เพียงกล่าวด้วยความจนใจ “ท่านแม่ พี่ชาย นี่แค่เนื้อสัตว์อสูรธรรมดาเท่านั้น ไม่ต้องเสียดายหรอกเ้าค่ะ ต่อไปข้าจะให้ท่านแม่กับพี่ชายกินเนื้อทุกมื้อ และจะทำเนื้อกระต่ายสายลมระดับสองให้กินด้วย!”
เนื้อสัตว์อสูรธรรมดาหมายถึงเนื้อของสัตว์อสูรที่ไม่มีพลังฝึกปรือ ราคาจึงค่อนข้างถูก ปกติหนึ่งตำลึงจะซื้อได้หนึ่งชั่ง แต่หากเป็เนื้อสัตว์อสูรั้แ่ระดับหนึ่งขึ้นไป ราคาก็จะพุ่งสูงทันที เช่น เนื้อสัตว์อสูรระดับหนึ่ง หนึ่งชั่งราคาสิบกว่าตำลึงทอง ระดับสองราคาหนึ่งชั่งหลายร้อยตำลึงทอง
ส่วนเนื้อกระต่ายสายลมระดับสองหนึ่งชั่งราคาสูงถึงหลายร้อยตำลึงทอง เพราะกระต่ายสายลมเป็สัตว์อสูรธาตุลมที่เคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างยิ่ง ถึงแม้จะจับยาก แต่เนื้อของมันกลับนุ่มละมุนละลายในปาก อีกทั้งยังส่งกลิ่นหอมเย้ายวน แม้แต่ผู้ที่ล้มป่วยหากได้กินก็ยังย่อยง่าย
แต่ด้วยฐานะของครอบครัวฮวาชิงเหยียนในตอนนี้ อย่าว่าแต่เนื้อกระต่ายสายลมเลย แค่เนื้อสัตว์อสูรธรรมดา วันนี้ก็เป็ครั้งแรกในรอบครึ่งปีที่ได้ลิ้มรส
“ดีๆๆ เหยียนเอ๋อร์ของเราเก่งที่สุดอยู่แล้ว”
ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจก็ยังคิดว่าฮวาชิงเหยียนเพียงพูดเล่น ไม่ได้คิดจริงจัง ระหว่างที่พูดอยู่นั้น พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะคีบเนื้อสัตว์อสูรใส่ลงในถ้วยของฮวาชิงเหยียน
ฮวาชิงเหยียนเห็นพวกเขามีท่าทีคล้ายไม่เชื่อจึงไม่ได้พูดอะไร นางชอบใช้การกระทำพิสูจน์มากกว่าคำพูด พรุ่งนี้เมื่อนางขายโอสถได้แล้วซื้อเนื้อสัตว์อสูรกลับมา มารดากับพี่ชายก็จะเชื่อเอง
หลังกินข้าวเสร็จ ฮวาชิงเหยียนก็ยกโอสถที่เคี่ยวแยกไว้มาให้ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ดื่ม เมื่อเห็นว่าไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ นางก็วางใจ
จวนตระกูลอิ่น
อิ่นจื่อไป๋ผู้มีใบหน้าซีดเซียว นอนหมดสติอยู่บนเตียงภายในห้องของตน
นายท่านอิ่นกับอิ่นฮูหยินซึ่งหน้าตาบึ้งตึงเต็มไปด้วยความโกรธ
“นักหลอมโอสถหวัง เหตุใดลูกชายข้าถึงยังไม่ฟื้นอีก ฮวาชิงเหยียนเ้าคนไร้ค่านั่นเป็คนทำลายพลังฝึกปรือลูกชายข้าหรือ”
หวังเฟิงถอนหายใจแล้วกล่าว “คุณชายอิ่นเสียพลังหลังจากประลองกับฮวาชิงเหยียน เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน ส่วนอาการาเ็ของคุณชายอิ่นนั้นข้าไร้ความสามารถ จำเป็ต้องใช้โอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ดเท่านั้นจึงจะสามารถรักษาจุดตันเถียนและเส้นชีพจรได้ ข้าทำได้เพียงช่วยต่อชีวิตเขาไปอีกหนึ่งเดือน ขอข้าตัวกลับไปหลอมโอสถก่อน”
กล่าวจบก็เดินจากไป
หวังเฟิงเป็เพียงนักหลอมโอสถระดับห้า เขาหลอมโอสถได้ไม่เกินระดับห้า จึงไม่สามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดได้ ไม่เพียงแค่เขา ทั่วทั้งแคว้นหลงลี่มีโอสถระดับเจ็ดเพียงไม่กี่เม็ด นับเป็สิ่งล้ำค่าหายากยิ่ง
นายท่านอิ่นกับอิ่นฮูหยินย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของหวังเฟิงดี สีหน้าของทั้งคู่จึงยิ่งฉายชัดถึงความโกรธ
อิ่นฮูหยินกัดฟันแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ฮวาชิงเหยียนอะไรนั่นกล้าทำร้ายลูกข้า! หากอาการของไป๋เอ๋อร์ไม่ดีขึ้น ข้าจะให้นางชดใช้ด้วยชีวิต! ท่านพี่! ที่หอประมูลเทียนชิงจะมีโอสถกระตุ้นพลังปราณหรือไม่เ้าคะ”
อิ่นฉี่เฟิงผู้มีอำนาจและอารมณ์หนักแน่น ขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำว่าโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ด
“ถึงแม้ที่หอประมูลจะมี แต่ราคาคงทะลุล้านตำลึงทอง”
อิ่นฮูหยินได้ยินเช่นนั้นก็ะโลั่นด้วยความโกรธ “ฮวาชิงเหยียนต้องรับผิดชอบอาการาเ็ของไป๋เอ๋อร์! เราจะไปเอาโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ดจากนาง! หากนางไม่มี...ก็ให้ชีวิตของนางมาฝังร่วมกับไป๋เอ๋อร์เสีย!”
อิ่นฮูหยินรู้ดีว่าฮวาชิงเหยียนไม่มีทางมีโอสถระดับเจ็ดอย่างแน่นอน นางเพียง้าชีวิตของอีกฝ่ายเท่านั้น!
ขณะนั้นเอง บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็เดินมาหยุดอยู่หน้าประตู กล่าวเสียงเรียบว่า “นายท่าน อ๋องเจ็ดกับองค์ชายสี่ส่งจดหมายมาขอรับ”
อิ่นฉี่เฟิงพยักหน้าให้บ่าวรับใช้ ก่อนจะยื่นมือไปรับจดหมายมาเปิดอ่าน พออ่านข้อความในจดหมายจบ เขาก็ตบโต๊ะเสียงดัง
ปัง!
เสียงดังสนั่นก่อนโต๊ะไม้จะแหลกเป็เสี่ยงๆ
อิ่นฮูหยินสะดุ้งเฮือก รีบตบอกตนเองแล้วเอ่ยถามด้วยความใ “อะ...ท่านพี่ เป็อะไรไปหรือเ้าคะ”
อิ่นฉี่เฟิงสีหน้าเย็นเยียบ ดวงตาคมดุจมีดเฉือนปรายตามองบุตรชายที่ยังนอนสลบอยู่บนเตียง ก่อนจะโยนจดหมายในมือลงตรงหน้าภรรยาแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เ้าดูเอาเอง! ดูเื่ดีที่ลูกชายเ้าทำไว้!”
สีหน้าอิ่นฮูหยินพลันซีดเผือด อ่านจดหมายพลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“ไม่จริง ไป๋เอ๋อร์จะไปทำเื่เช่นนี้ได้อย่างไร...หกล้านตำลึงทอง! พวกเราจะไปหาเงินมากขนาดนั้นจากที่ไหนกัน...”
แม้จำนวนที่แท้จริงคือหกล้านหนึ่งหมื่นตำลึงทอง แต่ในสายตาของพวกเขา หนึ่งหมื่นตำลึงทองนั้นนับว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับหกล้านตำลึงทอง
“หึ! ยังดีที่ลูกชายเ้าหมดสติ ไม่อย่างนั้นข้าคงได้หักขาเขาไปแล้ว! ส่วนเ้าคิดว่าจะจัดการเื่เงินนี้อย่างไรให้ดีเสีย!”