ตอนที่ 8
เย่หวังิ่ ที่หัดเดินอยู่นานแล้ว จนรู้สึกว่าตัวเองนั้นเดินได้คล่องขึ้น จึงได้หยุดพักก่อน เพราะเขาเองก็รู้สึกเมื่อยแล้วเหมือนกัน เพราะยังเกร็งๆ ตอนเดินอยู่
"พี่อย่าได้หักโหมเลยค่ะ ค่อยๆ เดินไปเดี๋ยวก็คล่องเอง แต่เหมือนพี่จะเดินได้มากแล้วนะคะ"
"พี่ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน รู้สึกเดินได้คล่องและไกลขึ้นอีกด้วย" เขาพูดออกไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี
"พี่หิวหรือยังคะ วันนี้คงต้องกินผลไม้ประทังความหิวไปก่อน แม่เลี้ยงพี่คงไม่เก็บอาหารให้พวกเราอย่างแน่นอนเลยค่ะ" เป็แม่เลี้ยงใจร้ายอย่างในนิยายที่เธออ่านไม่มีผิด
"พี่ยังอิ่มอยู่เลย แอปเปิลลูกนั้น ลูกเดียวก็อิ่มมากแล้วล่ะ"
"อย่างนั้นถ้าพี่หิวอีกเมื่อไรก็บอกฉันนะคะ จะไปเก็บมาให้อีกค่ะ"
"ได้พี่จะบอก ถ้าพี่หิว"
"อย่างนั้น วันนี้เราออกไปข้างนอกก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวคนมาที่ห้องจะสงสัยเอาได้ ว่าพวกเราสองคนหายไปไหนกัน"
"ได้สิ"
ทั้งสองคนจึงได้ออกจากมิติกันด้วยรอยยิ้ม หลังจากที่ออกมาแล้วจึงได้ซักผ้า ที่ลืมว่าจะเก็บซัก ดีที่บ้านหลังนี้ มีบ่อน้ำบาดาลอยู่ในบ้านจึงไม่ได้ลำบากอะไรในการใช้น้ำ หลังจากตากผ้าเสร็จแล้วจึงได้เข้ามาหาสามีที่หัดเดินอยู่ในห้อง
"เื่ที่พี่เดินได้คงต้องปิดเป็ความลับไปก่อนนะคะ เราต้องไปหาหมอบ่อยๆ เพื่อที่จะได้บอกคนอื่นได้ว่าเราได้รับการรักษาจากหมอในเมือง ไม่อย่างนั้นคงจะมีคนสงสัยแน่ๆ เลยค่ะ ว่าพี่หายและสามารถเดินได้อย่างไร พี่คิดว่าอย่างไรบ้างคะ"
เธอคิดเื่นี้อยู่นานแล้วว่าจะทำอย่างไรกับเื่นี้ดี เพราะจะให้สามีอยู่เฉยๆ แล้วเดินได้ก็แปลกเกินไป จึงคิดว่าทางเดียวที่จะสามารถทำได้คือต้องพาไปหาหมอ และหาทางขายผลไม้ไปด้วย
"เป็ความคิดที่ดีมากจริงๆ ถ้าอยู่ๆ พี่เดินออกจากบ้านไปเลย ทุกคนคงคิดไม่ดีกับพี่อย่างแน่นอน อาจจะหาว่าพี่ถูกผีเข้าแล้วจับพี่ไปเผาก็ได้"
ชาวบ้านมักเชื่อเื่เหนือธรรมชาติอย่างนี้อยู่ และทุกคนต่างรู้ว่าเขาไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง คงจะคิดเื่ดีๆ ไม่ได้เลย คงจะคิดไปในทางที่เหนือธรรมชาติอย่างแน่นอน
"อย่างนั้นเราจะไปหาหมออย่างไรดีคะ เพราะพี่เองก็เดินไม่ได้อย่างนี้" ถึงแม้เธอจะรู้ว่าเขาเดินได้แล้ว แต่ต้องทำให้คนอื่นดูด้วย
"พี่คิดว่าให้น้องไปยืมจักรยานของผู้ใหญ่บ้าน แล้วพ่วง พาพี่เข้าเมืองไปดีหรือเปล่า น้องจะปั่นไหวไหม" เขายังใช้ขาอีกข้างหนึ่งได้อยู่ ถ้ามีคนพยุงก็สามารถเดินไปนั่งรถได้
"เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ฉันปั่นไหวอย่างแน่นอน ฉันรู้สึกว่าั้แ่ดื่มน้ำวิเศษนั้นเข้าไป ร่างกายฉันแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยค่ะ ทำอะไรก็ไม่รู้สึกเหนื่อยอีกด้วย" น้ำวิเศษนั้นดีไม่น้อยเลย ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแรงขึ้นเท่านั้น เธอรู้สึกว่าผิวของเธอตอนนี้ดีขึ้นอีกด้วย
"อย่างนั้นก็ดีแล้ว พรุ่งนี้น้องไปยืมจักรยานผู้ใหญ่แต่เช้าแล้วกัน"
"ดีเลยค่ะ ฉันจะได้เอาตะกร้าใส่ผลไม้เพื่อที่จะไปขายด้วยเลย ไหนๆก็ได้เข้าเมืองแล้ว หาเงินสักหน่อยน่าจะดี"
ทั้งสองคนเริ่มคิดที่จะวางแผนว่า้าทำอะไรกันต่อไป ส่วนทางด้านของครอบครัวแม่เลี้ยงเอง เย็นวันนั้นก็มีการพูดคุยเื่ของสองสามีภรรยานั้นด้วยเช่นเดียวกัน
"แม่สามี จะไม่ให้ทั้งสองคนกินอาหารกับพวกจริงๆ หรือคะ" ฮุยอ้ายเหรินเป็คนที่เริ่มพูดขึ้นมา
"ใช่น่ะสิ จะเลี้ยงเอาไว้ทำไมกัน พวกไร้ประโยชน์ เปลืองอาหารเปล่าๆ"
เงินก็ได้มาจากลูกเลี้ยงตั้ง 500 หยวน แล้วทำไมต้องเปลืองค่าอาหารกับคนไร้ประโยชน์พวกนั้นกัน ลูกเลี้ยงจะมีปัญญาทำอะไรเธอได้กัน จะเรียกร้องอย่างนั้นหรือ จะเดินออกจากห้องยังทำไม่ได้เลย แล้วจะทำอะไรเธอได้
"แต่ถ้าชาวบ้านรู้ จะไม่เป็ไรหรือคะ" หลิงลี่ฟาง อดที่จะเป็ห่วงเื่นี้ไม่ได้ เพราะชาวบ้านทุกคนรู้เื่ที่หวังิ่าเ็กลับมาและแม่สามีของเธอนั้นได้เอาเงินชดเชยไปหมด เพื่อที่จะเลี้ยงดูทุกคน แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนคำพูดเสียอย่างนั้น
"จะต้องไปสนใจปากชาวบ้านไปทำไมกัน ได้แค่พูดมากไปอย่างนั้นล่ะ แต่จะทำอะไรได้กัน" เื่อะไรจะต้องไปสนใจชาวบ้านปากมากพวกนั้นกัน
"แม่จะไม่ให้พี่ใหญ่กินอาหารด้วยอย่างนั้นหรือครับ แต่พี่ใหญ่ไปทำงานไม่ได้จะเอาอะไรกินกัน"
"พี่รองพี่จะต้องไปสนใจพี่ใหญ่ไปทำไมกัน ตอนนี้อย่าลืมนะ ว่าพี่ใหญ่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าเราต้องดูแลพี่ใหญ่อยู่ ไม่ใช่ว่าต้องดูแลเขาไปจนตายอย่างนั้นหรือ ในเมื่อพี่ใหญ่แต่งงานแล้วก็ให้พี่สะใภ้รับผิดชอบเื่นี้ไปสิถึงจะถูก เราเป็เพียงแค่น้องชายนะ เราเองก็มีครอบครัวที่ต้องหาเลี้ยงเหมือนกัน"
จะว่าเขาเห็นแก่ตัวไม่ได้ ในเมื่อเขาเองก็ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวเหมือนกัน แต่ถ้าพี่ใหญ่อยากจะรับภาระตรงนั้น เขาเองก็ไม่คิดที่จะไปยุ่งด้วยหรอกนะ แต่เขาไม่เอาด้วย แต่เขาคิดว่าพี่สะใภ้ของเขาที่เห็นแก่ตัว ไม่มีทางที่จะยอมอย่างแน่นอน
"พี่หวังเยี่ยน จริงอย่างที่น้องรองพูดนะคะ พี่จะดูแลเขาตลอดชีวิตไม่ได้ ต่อไปพี่เองไม่ใช่มีแค่ฉัน เราต้องมีลูก และความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้น เพราะครอบครัวใหญ่ขึ้น พี่อย่าได้เอาภาระมาเพิ่มเด็ดขาด ฉันไม่ยอมหรอกนะ"
ใครจะไปยอมได้กัน มีเมียแล้วก็ให้เมียหาเลี้ยงกันไปเองแล้วกัน เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอ่อนแอกับคนพิการจะดูแลกันไปได้ถึงไหน แม่สามีทำถูกต้องที่สุดแล้ว ที่ไม่ต้องมารับภาระเพิ่ม
ส่วนเย่หวังเยี่ยน เริ่มที่จะลังเล เพราะเขาเองก็ทำงานรับจ้างไม่ได้เงินมากสักเท่าไร แม้จะพอค่าอาหารบ้าง แต่ถ้าเลี้ยงดูคนเพิ่มมากขึ้นก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน แต่ในใจก็อดที่จะเป็ห่วงพี่ชายเหมือนกัน ถึงแม้จะคนละแม่ แต่พี่ชายคนนี้ตอนที่เขาทำงานก็ดูแลพวกเขาดีเหมือนกัน แต่ความเห็นแก่ตัวก็ยังมีอยู่ในใจ ทำให้ตอนนี้กำลังตีกันจนวุ่นไปหมด
"หวังเยี่ยน แม่รู้ว่าลูกรู้สึกผิดกับพี่ใหญ่ของลูกมาก แต่ลูกก็ต้องคิดถึงครอบครัวของลูกเองด้วย ลูกไม่สามารถอุ้มชูพี่ชายของลุกไปได้ตลอด เขาเองก็ต้องรู้ดี เขาต้องสู้ด้วยตัวของเขาเอง ที่แม่ทำนั้น แม่ทำเพื่อทุกคน ลูกเองก็ต้องคิดให้ดีด้วย"
เธอรู้ดีว่าลูกชายคนโตของเธอคนนี้จิตใจอ่อนโยนและขี้สงสาร ตอนนี้คงกำลังสงสารพี่ชายคนโตของตัวเองอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ลูกชายของเธอเสียหน่อยจะเป็จะตายใครจะไปสนใจกัน
"ผมสงสารพี่ใหญ่ครับ ตอนที่พี่ใหญ่แข็งแรงเขาดีกับพวกเราทุกคน แต่พอเขาแย่อย่างนี้แล้ว พวกเรากลับทอดทิ้งเขา ตอนนี้ผมรู้สึกผิดจริงๆ" เขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
"พี่หวังเยี่ยนเื่ที่พี่พูดก็ถูก แต่เราก็ต้องเติบโตต้องมีความรับผิดชอบของเราเหมือนกัน" พี่ชายของเขาจะเป็คนดีไปถึงไหนกัน คนที่เขาต้องห่วงน่าจะเป็เขามากกว่านะ เพราะเป็น้องพ่อและแม่คนเดียวกัน พี่ชายคนโตเป็พี่ชายที่คนละแม่นะ
"แล้วเราจะไม่ช่วยอะไรเลยหรือครับ" ถามทุกคน เผื่อว่าจะมีคนเปลี่ยนใจนึกสงสารคนาเ็บ้าง
"ไม่" ทุกคนที่อยู่ที่โต๊ะอาหารพูดออกมาด้วยเสียงเดียวกัน เพราะใครจะยอมมีภาระที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเองกันล่ะ
ส่วนคนที่ตั้งคำถาม ต่างมองทุกคนแล้ว เขาเองแม้จะรู้สึกผิดกับพี่ชายคนโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเองก็ไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้มากเหมือนกัน เพราะเงินอยู่ที่แม่และเมียของเขาทั้งหมด เขาเองแทบไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลย แล้วอย่างนี้เขาจะสามารถไปช่วยพี่ชายได้อย่างไรกัน แม้จะอยากช่วยสักเท่าไรก็คงเป็ไปไม่ได้ ได้แต่ขอโทษพี่ชายอยู่ในใจเท่านั้น
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )