สาวงามนามฉินอี้เซียนย่อตัวคำนับเหล่าบัณฑิต พร้อมกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่คุณชายซ่งและเสียมหลอหลง
“ อี้เซียนคำนับคุณชายซ่ง ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้......” หนึ่งในสี่โฉมงามแห่งหงส์ดรุณนามว่าฉินอี้เซียน ผู้มีความงามไม่เป็นรองใครในเมืองเทียนหยางแห่งนี้ เอ่ยทักทายซ่งติงและบัณฑิตหนุ่มที่นางไม่คุ้นหน้า “ ข้าเสียมหลอหลง บัณฑิตไร้ชื่อแห่งเทียนหยาง ไม่ทราบแม่นางผู้เลอโฉมท่านนี้....” “ อะไรกันคุณชายเสียมหลอ ท่านไปอยู่ที่ไหนมาถึงได้ไม่รู้จักแม่นางฉินอี้เซียน หนึ่งในสี่สาวงามแห่งหงส์ดรุณ” บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งเป็นฝ่ายชิงตอบคำถามนี้แทน พร้อมทำสีหน้าประหลาดใจที่ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้จักยอดหญิงงามแห่งยุค เสียมหลอหลงหันมาสบตาแม่นางอี้เซียนที่กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน ทำให้ใจของเขาแทบหล่นลงตาตุ่ม เพราะว่าหญิงงามที่อยู่ตรงหน้านี้ถือว่าเป็นยอดหญิงงามโดยแท้ หากจะเรียกว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองก็ไม่ถือว่าเกินเลยไปจริง ๆ นับว่าเป็นสาวงามคนแรกที่เขาได้เจอนับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา ส่วนเสี่ยวชิงหรือแม่นางหลิวยังไม่นับว่าเป็นสาวงามล่มเมือง หนึ่งนั้นเพราะนางเยาว์วัยและมีความน่ารักสดใสมากกว่า “ อี้เซียน คำนับคุณชายเสียมหลอ แซ่ของท่านช่างแปลกยิ่งนัก ข้าไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย” นางย่อตัวคำนับเสียมหลอหลง พร้อมเอ่ยถึงแซ่ของชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ รวมทั้งยังลอบสังเกตพิจารณาด้วยความพึงพอใจต่อชายหนุ่มรูปงามคนนี้ “ แม่นางฉินมาได้จังหวะพอดี ข้ากับคุณชายเสียมหลอกำลังแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่ ไม่ทราบว่าแม่นางฉินจะให้เกียรติช่วยเป็นผู้กำหนดกติกาและเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดให้พวกเราได้ไหม?” ซ่งติงเอ่ยขอร้องนาง พร้อมจ้องมองนางตรง ๆ อย่างหลงใหล ทำเอาแม่นางอี้เซียนต้องทำเป็นเฉไฉ ด้วยการหันไปเอ่ยถามอาหลงซึ่งดูสำรวมกว่าและไม่มีทีท่ากะลิ้มกะเหลี่ยเหมือนบัณฑิตคนอื่น ๆ “ ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองกำลังสนทนากันในเรื่องใด” “ พวกข้าเพิ่งจะถามตอบคำถามกันไปเมื่อสักครู่ แต่ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ จึงอยากให้แม่นางฉินช่วยกำหนดกติกาการแข่งขันให้เราทั้งสองได้ไหม ทุกอย่างล้วนให้นางเป็นผู้ชี้ขาด ท่านว่าดีมั้ยคุณชายเสียมหลอ?” คุณชายซ่งเป็นฝ่ายชิงตัดหน้าตอบอย่างเสียมารยาท ทั้ง ๆ ที่คนที่นางถามคือเสียมหลอหลง แต่อาหลงก็หาได้ถือสา จึงพยักหน้าตอบเป็นการยอมรับข้อเสนอ แม่นางฉินหันไปสบตากับซ่งติง ก่อนจะใช้เวลาครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นจึงเสนอให้ทั้งคู่ประลองด้านบทกวี และอีกอย่างคือแข่งทักษะด้านภาษาต่างแดน ซึ่งซ่งติงรีบเอ่ยตอบรับและชิงตัดบทว่าตกลงตามนี้โดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ปฏิเสธ ซึ่งทางด้านอาหลงก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม ๆ และพยักหน้าเท่านั้น คุณชายซ่งใช้เวลาครุ่นคิดสักครู่จึงเอื้อนเอ่ยบทกวีขึ้นมา ท่ามกลางเหล่าบัณฑิตที่เอาใจช่วยลุ้นทั้งสองฝ่าย “ ภูผากว้างใหญ่ สะท้อนเสียงวานร วิหคฟ้อนเหนือสายธารเชี่ยว สารทมาเยือนใบไม้ห่อเหี่ยว ฉางเจียงเทียวน้ำโหมกระหน่ำ เตร็ดเตร่แดนไกลช่างน่าเศร้า โรครุมเร้าโถมมาคล้ายตอกย้ำ...” ซ่งติงเอ่ยบทกวีด้วยอารมณ์อันสุนทรีพร้อมทั้งก้าวเท้าเดินไปรอบ ๆ โถงอย่างช้า ๆจากนั้นจึงเดินกลับมาหยุดตรงหน้าแม่นางฉิน ก่อนจะเอ่ยท่อนจบด้วยความภาคภูมิใจในความเก่งกาจของตน “....ผมขาวโพลนท่วมหัวใจเพิ่งช้ำ เลิกดื่มด่ำรสสุราก็สายแล้ว” หลังจากกล่าวจบ คุณชายซ่งก็หันไปคารวะรอบ ๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือของบรรดาลิ่วล้อของตน รวมทั้งบัณฑิตคนอื่น ๆ ที่ชื่นชมในตัวเขา “ เป็นอย่างไรบ้างแม่นางฉิน บทกวีของข้าพอใช้ได้หรือไม่?” ซ่งติงเอ่ยถามแม่นางฉิน พร้อมคาดหวังว่าจะได้รับคำชมจากนาง ซึ่งแม่นางฉินได้แต่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพยักหน้า พร้อมเอ่ยชมว่าเป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สร้างความลิงโลดใจแก่ซ่งติงเป็นอันมากที่สาวงามที่ตนหมายปองชื่นชอบบทกวีที่ตนเอ่ยออกไป “ ต่อไปขอเชิญคุณชายเสียมหลอเจ้าค่ะ” แม่นางอี้เซียนเอ่ยปาก ทางด้านเสียมหลอหลงทำท่าครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะหันไปสบตาสาวงามหนึ่งในสี่หงส์ดรุณจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ ข้าคงไม่อาจเป็นท่านตู้ฝู่ แห่งราชวงศ์ถังอย่างเช่นคุณชายซ่ง ดังนั้นขอแม่นางฉินและท่านทั้งหลายอย่าได้หัวเราะเยาะกลอนธรรมดา ๆ บทนี้ของข้า” อาหลงเอ่ยอารัมภบทออกตัว ซึ่งจริง ๆ เขาสามารถที่จะเอ่ยบทกวีที่อาจารย์สี่หลี่เปียวเคยสอนไว้เพื่อเอาชนะซ่งติงได้ไม่ยาก แต่เขากลับเลือกที่จะนำข้อความที่มาจากเพลงที่เขาเคยแต่งให้กับภรรยาในโลกที่เขาจากมามาเอื้อนเอ่ยแทน “ หายใจเข้ามันบอกว่ารัก หายใจออกมันบอกว่าเจ้า....” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเดินไปรอบ ๆ ก่อนจะมาหยุดตรงหน้าแม่นางฉิน พร้อมกับสบตานางด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เสมือนนางคือคนรักของเขาในโลกที่เขาจากมา ทำเอาสาวงามนางนี้เกิดอาการเขินอาย หน้าแดงจดใบหู ที่จู่ ๆ ชายหนุ่มตรงหน้าก็ทำกับราวกับว่านางคือคนรักของเขายังไงยังงั้น “ ....หายใจเข้าออก ก็มีเพียง รักเจ้า” อาหลงปิดท้ายกลอนอย่างหวานซึ้ง แถมยังไม่ยอมละสายตาจากแม่นางฉิน ทำเอานางหัวใจเต้นแรง วางตัวไม่ถูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเจอบุรุษรูปงามแค่ไหน นางก็ไม่เคยหวั่นไหวใจเลยสักครั้ง “ คุณชาย บทกวีของท่านช่างสั้น และก็แปลกยิ่งนัก แต่ว่าข้ากลับรู้สึกว่าแค่คำไม่กี่คำเหล่านี้กลับทำให้ข้าเคลิบเคลิ้มจนใจแทบจะละลายเลยเจ้าค่ะ” แม่นางเยี่ยนเอ๋อเป็นคนเอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าบทกวีนี้มันฟังดูแปลก ๆ ต่างจากบทกวีทั่วไป แต่กลับให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นเกือบทุกคนจึงปรบมือดังสนั่นพร้อมกล่าวชมว่ายอดเยี่ยม ๆ ทั่วทั้งโถง “ บทกวีของข้าเป็นเช่นไรบ้าง ขอแม่นางฉินโปรดชี้แนะ” อาหลงสบตานางอีกครั้งแบบไม่กระพริบตาเหมือนกำลังเล่นเกมจ้องตา ทำเอานางเขินหนักจนต้องต้องแก้เก้อด้วยการหันไปกล่าวกับบัณฑิตคนอื่น ๆ แทน “ บทกวีของคุณชายเสียมหลอนับว่าแปลกใหม่ แตกต่างจากบทกวีทั่ว ๆ ไปที่ข้าเคยได้ยิน ถึงแม้เนื้อหาจะสั้นแต่ก็ให้ความหมายที่กระชับและลึกซึ้งกินใจ” นางให้ความเห็นกับคนอื่น ๆ ก่อนจะหันมาสบตากับเจ้าของบทกวีอย่างอาย ๆ ทำเอาคุณชายซ่งที่มองดูนางในดวงใจที่มีท่าทีที่หวั่นไหวต่อชายอื่นอย่างเดือดดาล ก่อนจะเข้ามาแทรกกลางคนทั้งคู่ในทันที “ ตกลงแม่นางฉินตัดสินให้ผู้ใดเป็นผู้ชนะ” ซ่งติงเอ่ยถามสาวงามอย่างไม่ค่อยพอใจที่เห็นนางรู้สึกดีกับคู่ประลองของตน ซึ่งแม่นางฉินเองก็มีท่าทีที่ลำบากใจ เพราะบทกวีของตู้ฝู่ที่ซ่งติงนำมาเอื้อนเอ่ยก็ถือว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติและเป็นที่รู้จักของทุกคน ในขณะเดียวกันบทกวีที่สั้นกระชับ ลึกซึ้ง และกินใจของคุณชายเสียมหลอก็ทำเอาดวงใจน้อย ๆ ของนางแทบละลาย ดังนั้นเพื่อเป็นการถนอมน้ำใจทั้งคู่ นางจึงตัดสินให้เสมอกัน สร้างความไม่พอใจแก่ซ่งติงเป็นอันมาก เพราะเขาคิดว่าเขาสมควรเป็นผู้ชนะมากกว่า แต่เมื่อรู้ว่ายังมีอีกหนึ่งการแข่งขันให้เขาได้โค่นล้มชายหนุ่มผู้เป็นศัตรูหัวใจ เขาจึงยอมสะกดอารมณ์เอาไว้ “ รอบต่อไปคือการแข่งขันทักษะด้านภาษาอิงหยี่(อังกฤษ)ซึ่งเป็นภาษาต่างแดนแถบโอวโจว(ยุโรป) ซึ่งข้าจะเป็นคนถามคำถามคุณชายทั้งสองคนละสามคำถาม ถ้าผู้ใดตอบคำถามข้าถูกมากที่สุดผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะการประลองในคืนนี้” ฉินอี้เซียนบอกกติกาให้บัณฑิตทั้งสองรวมทั้งคนอื่น ๆ ได้ทราบ ซึ่งทางด้านซ่งติงดูมีความมั่นอกมั่นใจเต็มร้อยว่ารอบนี้ตนจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน “ เฮลโล่ ฮาว อาร์ ยู?” ฉินอี้เซียนเอ่ยถามคำถามแรกต่อคุณชายซ่ง ซึ่งมีท่าทีผ่อนคลายและมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนที่เขาจะตอบคำถามนางอย่างเสียงดังฟังชัด “ ไอ แอม ฟาย แท้ง คิ่ว” “ แม่นางฉินกับคุณชายซ่งคุยภาษาอะไรกัน ทำไมพวกเราถึงฟังไม่เข้าใจเลย” บัณฑิตหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าสุดเอ่ยออกมา ก่อนที่หลาย ๆ คนจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกตนก็ฟังไม่เข้าใจเช่นกัน จากนั้นบัณฑิตอาวุโสผู้หนึ่งจึงเอ่ยปากปรามให้พวกเขาเบาเสียงและชมการประลองต่อ “ วอท อีส ยัวร์ เนม?” สาวงามเอ่ยถามคำถามต่อไปกับคุณชายซ่ง ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาอย่างสบาย ๆ เช่นเดิม “ มาย เนม อีส ซ่งติง” จากนั้นแม่นางฉินจึงถามคำถามสุดท้ายต่อยอดบัณฑิตอันดับสาม “ ฮาว โอลด์ อาร์ ยู?” “ ไอ แอม ทเว้นตี้ เยียร์ โอลด์” ซ่งติงตอบกลับอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วราวกับซ้อมมาเป็นร้อยรอบ จากนั้นแม่นางฉินจึงประกาศว่าคุณชายซ่งตอบคำถามได้ถูกต้องทั้งสามข้อ พร้อมทั้งอธิบายให้ทุกคนได้ทราบว่านางถามอะไรบ้างและคุณชายซ่งตอบว่าอะไร “ อย่างนี้คุณชายเสียมหลอก็คงแย่แล้ว น่าเสียดายมาก อุตส่าห์สู้มาจนถึงขั้นนี้แล้ว” บัณฑิตผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเห็นใจบัณฑิตหนุ่มไร้อันดับที่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับคุณชายซ่ง เจ้าของฉายาบัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยางในที่สุด “ แวร์ อาร์ ยู ฟรอม?” แม่นางฉินหันไปเอ่ยถามเสียมหลอหลงด้วยสีหน้าที่สับสนและรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มคงไม่สามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน อาหลงนิ่งเงียบสักครู่ และทำสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจคำถาม สร้างความพึงพอใจแก่ซ่งติงยิ่งนัก ในขณะที่ฉินอี้เซียนก็รู้สึกเสียดายที่ชายหนุ่มที่นางรู้สึกดีด้วยกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับคุณชายซ่ง ดังนั้นนางจึงตัดสินใจประกาศให้คุณชายซ่งเป็นผู้ชนะการประลองในวันนี้ “ เนื่องจากคุณชายเสียมหลอไม่สามารถตอบคำถามได้ ดังนั้นผู้ชนะในคืนนี้ก็คือ ....” “ ไอ แอม ฟรอม เสียมหลอ ฮันนี่” เสียมหลอหลงเอ่ยตอบแม่นางฉินก่อนที่นางจะประกาศจบ สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นยิ่งนักที่คุณชายเสียมหลอก็สามารถพูดภาษาอิงหยี่ได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นแม่นางฉินยังสะดุดใจกับคำสุดท้ายที่เขาเอ่ยมา เมื่อรู้ความหมายของคำว่าฮันนี่ที่แปลว่า ที่รัก แล้ว นางยิ่งหน้าแดงและลอบมองหน้าชายหนุ่มผู้ที่ทำให้ใจของนางสั่นไหวเป็นระยะ จริง ๆ แล้วทักษะด้านภาษาอิงหยี่(อังกฤษ)ของแม่นางฉินถือว่าอยู่ในขั้นต้น นางพอพูดทักทาย ถามตอบประโยคง่าย ๆ ได้ เพราะว่าแม่นางหลี่ซา อีกหนึ่งโฉมงามของหงส์ดรุณเป็นคนสอนให้นางเอง ส่วนซ่งติงยังถือว่าอ่อนกว่าแม่นางฉิน เพราะตัวเขาเองก็หัดจากแม่นางฉินมาอีกทีตอนที่มาเที่ยวที่หอ ทางด้านเสียมหลอหลงเล่า ตอนที่อยู่ในโลกปัจจุบันที่เขาจากมา เขาเรียนจบด้านการทูต อีกทั้งยังเคยเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา ดังจะเห็นจากที่เขาเป็นคนเดียวที่สื่อสารรู้เรื่องกับอาจารย์หญิงในหุบเขายอดเซียน “ ฮาว โอลด์ อาร์ ยู?” “ ไอ แอม ฟอร์ตี้ โอ้ ซอรี่ ไอ แอม ทเวนตี้ เยียร์ส โอลด์” อาหลงเอ่ยตอบคำถามที่สองที่แม่นางฉินถามมา โดยเขายังสับสนนึกว่าตนเองอายุสี่สิบเหมือนตอนที่อยู่โลกปัจจุบันที่จากมา ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงเปลี่ยนเป็นอายุของชายหนุ่มเจ้าของร่างตอนนี้แทน “ วอท ดู ยู ดู?” “ ไอ แอม อะ ดอคเทอร์ , ทีชเช่อร์ แอนด์ อินเว้นเทอร์” อาหลงเอ่ยตอบคำถามสุดท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องของเหล่าบัณฑิตที่แอบลุ้นเอาใจช่วยเขา ในขณะที่ฉินอี้เซียนเองก็ทำหน้าประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเขาเป็นทั้งหมอ อาจารย์ รวมทั้งนักประดิษฐ์ “ อย่างนี้ก็ถือว่าเสมอกันอีกละสิ น่าเสียดายจัง เลยไม่รู้ผลแพ้ชนะ” บัณฑิตหนุ่มในชุดสีขาวเอ่ยขึ้นมาด้วยความผิดหวัง แต่ว่าจู่ ๆ เสียมหลอหลงก็เดินเข้าไปหาซ่งติงก่อนจะเอ่ยถามเป็นภาษาอิงหยี่ “ ฮู อีส ยัวร์ เฟเวอริท เลดี้?” คุณชายซ่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ เพราะเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายถาม ตัวเขาเองเตรียมมาแค่ประโยคเบื้องต้นแบบพื้น ๆ เท่านั้น เมื่อเห็นซ่งติงเงียบไป อาหลงจึงเดินเข้าไปหาฉินอี้เซียนก่อนจะกล่าวว่า “ มาย เฟเวอริท เลดี้ อีส ฉินอี้เซียน”