เมื่อคืนนี้นางตรวจสอบข้อกฎหมายและจารีตของยุคโบราณจากฐานข้อมูลในหัวแล้วก็ต้องกุมขมับด้วยความหนักใจ
การสืบทอดมรดกในยุคนี้ผูกติดอยู่กับวงศ์ตระกูลและทะเบียนสมรสอย่างเคร่งครัด หากนางยังครองตัวเป็โสดและจากไปในฐานะแม่เล้าแห่งหอนางโลม ทรัพย์สินมหาศาลที่สร้างมาย่อมถูกพวกญาติชั่วสกุลมู่รุมทึ้งเอาไปได้ง่าย ๆ
‘หากฉันอยากส่งต่อกิจการของหว่านฉิงให้สามีทั้งสาม ฉันจำเป็ต้องจดทะเบียนสมรสกับใครสักคน... มิเช่นนั้นหอหงเหมยคงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของมู่หรงเหนียงเป็แน่’’
แม่ทัพหลี่เวยผู้เป็บิดาของหว่านฉิงสิ้นชีพเมื่อห้าปีที่แล้ว บรรดาบุตรสายตรงเ่าั้รังเกียจเหล่าอนุทั้งหกยิ่งเสียกว่าสิ่งใด ทันทีที่สิ้นเงาแม่ทัพใหญ่ พวกเขาก็ขับไล่บรรดาอนุและบุตรของพวกนางออกจากจวนอย่างเืเย็น ไม่สนสัจวาจาที่เคยให้ไว้กับคนตายว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน
ขณะที่อนุซือฉีได้รับเงินก้อนมรดกเพื่อออกมาตั้งตัวได้เพียงไม่นาน กลับถูกลอบสังหารอย่างเป็ปริศนา ทิ้งให้บุตรสาวทั้งสองกลายเป็เด็กกำพร้า พร้อมกิจการหอนางโลมที่ดูประหนึ่งจะสุขสบาย
ความจริงในยามนั้นพวกนางเพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่น ก็นับว่ายังเยาว์วัยนัก กลับต้องปากกัดตีนถีบ ลองผิดลองถูกดูแลกิจการ ทุ่มเงินสินบนให้เ้าหน้าที่ไปนับไม่ถ้วน กว่าจะไต่เต้ามาถึงจุดที่มั่งคั่งเช่นทุกวันนี้
ทั้งนางและพี่สาวต่างร่ำรวยเสียจนบรรดาบุตรสายตรงที่เคยลำพองตน ต้องบากหน้าซมซานมาขอเงินประทังชีวิต... แน่นอนว่านางไม่เคยใจอ่อน ขับไล่ไสส่งพวกมันไม่ต่างจากหมูหมา ในขณะที่พี่สาวของนางนั้น... อาจทำเื่ที่ร้ายกาจอำมหิตยิ่งกว่านั้นหลายเท่าตัวนัก
รถม้าที่หยุดสนิทลงเบื้องหน้าโรงน้ำชามิอาจทำให้ความว้าวุ่นในอกของนางสงบลงได้ นางรู้ดีว่าผู้กุมอำนาจเทียมฟ้าอย่างรุ่ยอ๋อง แม่ทัพใหญ่อย่างหรงเยว่ จิ้งจอกเ้าเล่ห์อย่างเยี่ยนเฉิง หามีผู้ใดเต็มใจเป็ตัวสำรอง หากนางประกาศตบแต่งกับคนใดคนหนึ่ง อีกสองคนที่เหลือคงอาละวาดจนเมืองหลวงพินาศย่อยยับเป็แน่
ยิ่งในเนื้อเื่เดิมของนิยายเล่มโปรด รุ่ยอ๋องผู้นั้นขึ้นชื่อเื่ความโเี้อำมหิต เขามิได้มีใจให้นางเอกแม้แต่น้อย ทว่ากลับคอยจับตาดูอยู่ห่าง ๆ ดั่งราชสีห์ที่ซุ่มรอจังหวะตะครุบเหยื่อเพื่อปลิดชีพทิ้ง...
“เจี่ยเจีย คิดอะไรอยู่หรือขอรับ? สีหน้าท่านดูไม่สู้ดีนัก... เป็เพราะข้าทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคืองใจหรือไม่?” เยี่ยนเฉิงสวมบทสุนัขน้อยผู้น่าสงสาร คว้ามือนางขึ้นมากุมไว้หวังจะออเซาะ ทว่าท่านแม่ทัพหนุ่มกลับปัดมือนั้นออกอย่างรวดเร็ว พลางตำหนิเขาให้รู้จักรักษาเกียรติสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน มิเช่นนั้นนางจะเสียหายเพราะกิริยาเกินงามของเขา
หว่านฉิงที่นั่งนิ่งมานานค่อย ๆ ปรายตามองบุรุษทั้งสองทีละคนอย่างเหนื่อยหน่าย
“ข้าไม่ชอบให้พวกท่านทะเลาะกัน... ข้าเวียนหัวนักเ้าค่ะ”
นางเหยียบเก้าอี้ตัวเตี้ย ก้าวลงจากรถม้าโดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้ใด ท่ามกลางเหล่าสาวใช้และองครักษ์ที่กรูเข้ามาอารักขา สองบุรุษที่เพิ่งแยกเขี้ยวใส่กันพลันสงบเสงี่ยมลงทันตา ในขณะที่สถานการณ์ประจวบเหมาะเกินคาด เมื่อนางกำลังจะก้าวเข้าสู่โรงน้ำชา กลับต้องมาเผชิญหน้ากับเหล่าาุโสกุลไป๋และสกุลลู่ที่ยืนดักรออยู่ด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
สองตระกูลหารือกันด้วยความเดือดดาล เมื่อบุตรชายผู้สูงศักดิ์ ทั้งแม่ทัพใหญ่หรงเยว่ตระกูลไป๋ เสนาบดีหนุ่มเยี่ยนเฉิงตระกูลลู่ ต่างพากันมาลุ่มหลงสตรีที่ถูกตราหน้าว่าเป็เพียงแม่เล้าแห่งหอคณิกา
“เ้าเด็กอกตัญญู! หรงเยว่...” เสียงตวาดก้องอันทรงพลังของประมุขเฒ่าสกุลไป๋ดังสนั่นจนผู้คนบนท้องถนนต้องพากันหดหัว “เ้าเป็ถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร เป็ความหวังหนึ่งเดียวของสกุลไป๋ เหตุใดเ้าจึงเอาเกียรติยศที่บรรพบุรุษสั่งสมมาทิ้งลงถังโคลน เพียงเพื่อสตรีคณิกานางเดียวเช่นนี้หรือ!” เขาบริภาษบุตรชายที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างหว่านฉิงด้วยโทสะแรงกล้า “เ้าลืมสัญญาสมรสกับองค์หญิงมู่อวี่ไปแล้วหรืออย่างไร!”
“นางมิใช่คณิกา! นางคือนายหญิงใหญ่ผู้โอบอ้อมอารีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก หว่านฉิงนางยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้คนในฉางอันย่อมรู้ดีว่านางสูงส่งเพียงใด นางไม่เคยมีข่าวคาวกับบุรุษหน้าไหน พวกท่านอย่าได้กล่าววาจาล่วงเกินนางเป็อันขาด!”
เยี่ยนเฉิงออกตัวปกป้องโดยไม่รอให้แม่ทัพใหญ่ได้มีโอกาสเอาหน้า ไม่ทันขาดคำดี ผู้าุโตระกูลลู่ก็ก้าวออกมาถลึงตาใส่เยี่ยนเฉิงที่ยังคงพยายามจะเกาะกุมมือหว่านฉิง
“เยี่ยนเฉิง! เ้าเป็ถึงเสนาบดีกรมพิธีการ กุมกฎระเบียบจารีตของแผ่นดิน แต่กลับทำตัวไร้ยางอาย ปรนนิบัติแม่เล้าประหนึ่งข้ารับใช้ชั้นต่ำ ตระกูลลู่ของเราไม่เคยสั่งสอนให้เ้าเป็บุรุษไร้กระดูกสันหลังเช่นนี้ หากยังไม่ไสหัวกลับจวน ตัดขาดจากนางจิ้งจอกนี่เสีย ข้าจะลบชื่อเ้าออกจากผังตระกูล!”
หว่านฉิงยืนฟังบทบริภาษเ่าั้ด้วยรอยยิ้มเฉื่อยชา ปรายตามองบุรุษข้างกายทั้งสองที่บัดนี้ใบหน้าเคร่งขรึม แผ่รังสีคุกคามใส่อีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เหล่าาุโเ้าคะ...” หว่านฉิงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ด้วยท่าทีสยบศัตรูเช่นนางพญา “ท่านด่าว่าบุตรชายตนเองว่าไร้สิ้นเกียรติยศ แต่ท่านลืมไปแล้วหรือ... ว่าที่พวกท่านยังมีเก้าอี้ให้นั่งสถาปนาตนเองเป็ผู้ลากมากดี ก็เพราะบารมีและอำนาจของบุรุษที่ท่านกำลังด่าทออยู่...” นางขยับกายเข้าหาประมุขเฒ่าทั้งสองอย่างไร้ความเกรงกลัว
“หากข้าเป็นางจิ้งจอกเ้าเล่ห์ดั่งปากท่านว่า... ข้าคงสั่งให้พวกเขาปลิดชีพพวกท่านไปนานแล้ว เพื่อที่ทรัพย์สินเงินทองเ่าั้จะได้ตกเป็ของข้า ท่านคิดว่าจริงไหมเ้าคะ?”
เหล่าาุโถึงกับหน้าถอดสี อีกสองคนถึงกับเซถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตระหนก าุโตระกูลไป๋ที่แลดูใจกล้าหน้าด้านมากที่สุดก้าวออกมาสบถด่านาง “เ้า! นังจิ้งจอกสามหาว! เ้ากล้าข่มขู่พวกข้าเชียวหรือ!”
“ข้าไม่เคยข่มขู่ผู้ใด... เพียงชี้ทางสว่างให้พวกท่านเห็นแจ้งต่างหาก ข้ามั่งคั่งมากเสียจนไม่เคยคิดจะปอกลอกบุรุษหน้าไหน หากพวกท่านไม่รู้ ก็จงจำไว้...” หว่านฉิงขยับยิ้มเย็นพลางโบกสะบัดมือเป็สัญญาณ “เด็ก ๆ เก็บขยะเน่าเสียที่ใกล้จะลงหลุมพวกนี้ออกไปจากร้านข้า จำชื่อและใบหน้าของพวกเขาเอาไว้ ห้ามมิให้เข้ามาใช้บริการที่นี่อีกเป็อันขาด!”
ผู้าุโสกุลไป๋ถึงกับลมแทบจับเมื่อเห็นแม่ทัพหรงเยว่เพิกเฉยไม่ไยดี มิหนำซ้ำเขายังขยับไปยืนซ้อนหลังหว่านฉิง ด้วยท่าทีเลือกฝั่งฝ่ายชัดเจน
เพียงชั่วพริบตา องครักษ์เงาในชุดดำนับสิบที่แฝงกายอยู่ในมุมมืดพลันปรากฏกายขึ้น เข้าประชิดตัวเหล่าาุโสกุลไป๋และสกุลลู่ด้วยท่วงท่ารวดเร็วและดุดัน
“เ้า! เ้ากล้าทำเช่นนี้กับพวกข้าหรือ!” พวกผู้เฒ่าร้องะโลั่นขณะถูกกึ่งหามกึ่งลากออกไป ทว่าเมื่อสบเข้ากับั์ตาคมกริบของบุตรชายตนเองที่ยืนนิ่งเฉย ยอมรับในการตัดสินใจของหว่านฉิงอย่างเต็มใจ แรงกดดันมหาศาลก็ทำให้เขาพลันสำนึกได้ว่า อำนาจที่ตนเคยถือครองนั้นเหือดแห้งหายไปนานแล้ว
ดูเหมือนพวกเขาจะลืมไปเสียสนิทว่า ร้านน้ำชามิใช่พื้นที่สาธารณะที่ใครจะมาด่าทอเ้าของร้านอย่างไรก็ได้ ที่แห่งนี้คือเขตอาณาเขตส่วนตัวของสตรีผู้กุมความลับ นางมีเส้นสายกว้างขวางที่สุดในนครฉางอัน
เยี่ยนเฉิงยิ้มมุมปาก แววตาจิ้งจอกจ้องมองส่งเหล่าญาติผู้ใหญ่ของตนด้วยความสมเพชระคนสะใจ ก่อนจะหันมาสบตาหว่านฉิงด้วยความเทิดทูน
“เจี่ยเจียช่างใจเด็ดนัก... ขยะพวกนี้วางทิ้งไว้นานก็มีแต่จะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนบรรยากาศการจิบน้ำชาเปล่า ๆ ขอรับ”