ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 28/08/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 5
วันแรกของการทำงานร่วมกันอย่างเป็ทางการเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศของาเย็นที่มองไม่เห็น เธียรผู้กลับมาในฐานะรองประธานกรรมการบริหารคนใหม่ เรียกประชุมด่วนเพื่อวางแผนรับมือกับคู่แข่งอย่าง Apex Motors เขา้าจะพิสูจน์ตัวเองและทวงคืนอำนาจทั้งหมดกลับมาโดยเร็วที่สุด
“จากที่ผมได้ศึกษาเคสตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในยุโรป ผมคิดว่าเราไม่ควรเสียเวลาไปกับการตลาดแบบเดิม ๆ ที่ชักช้าและวัดผลได้ยาก” เธียรเริ่มต้นการนำเสนอด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม สายตาของเขากวาดมองไปทั่วห้องประชุม ก่อนจะมาหยุดที่อลินซึ่งนั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “ที่อังกฤษเราใช้โมเดล Disruptive Innovation ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งรายใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว เราต้องกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่เอาแต่เดินตามเกมของคนอื่น”
เขาฉายแผนการตลาดที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและกลยุทธ์ที่ดูทันสมัยขึ้นบนจอ มันเป็แผนการที่ดูดี...บนกระดาษ
“ผมเสนอให้เราเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่พร้อมกันสามรุ่น และจัดแคมเปญลดราคาแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเพื่อช็อกตลาด ดึงลูกค้าทั้งหมดมาที่เราในคราวเดียว”
ผู้บริหารหลายคนเริ่มมีสีหน้าครุ่นคิด แต่ก็ไม่มีใครกล้าค้านทายาทตัวจริงของบริษัท
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะคุณเธียร” เสียงเรียบ ๆ ของอลินดังขึ้นทำลายความเงียบ “เป็แผนการที่น่าสนใจมากค่ะ แต่ดิฉันมีข้อกังวลนิดหน่อย”
เธียรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็เชิงอนุญาตให้เธอพูดต่อ แต่แววตาของเขากลับแฝงความไม่พอใจไว้อย่างชัดเจน
“จากข้อมูลของ Nielsen [1] ที่เราเพิ่งทำสำรวจไปเมื่อเดือนที่แล้ว ตลาดรถหรูในประเทศไทยยังคงเป็ตลาดที่อ่อนไหวต่อ Brand Heritage [2] และความเชื่อมั่นในระยะยาวสูงมากค่ะ” อลินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าจออย่างสง่างาม “การทำาราคาอาจจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้ในระยะสั้นก็จริง แต่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำลายภาพลักษณ์ความหรูหราและน่าเชื่อถือที่ตระกูลวรชัยดำรงสั่งสมมานานกว่าสามสิบปี”
“คุณกำลังจะบอกว่าแผนของผมมันใช้ไม่ได้งั้นเหรอ” เธียรถามเสียงเย็น
“ดิฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นค่ะ” อลินตอบอย่างสุภาพ “เพียงแต่คิดว่ามันอาจจะยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และตลาดของเราในตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับคู่แข่งที่มีสายป่านยาวและพร้อมจะเผาเงินเล่นกับเราอย่าง Apex”
“แล้วคุณมีแผนที่ดีกว่านี้รึไง”
“มีค่ะ” เธอตอบทันทีโดยไม่ลังเล ก่อนจะกดรีโมทเปลี่ยนสไลด์เป็แผนการของเธอ “แทนที่จะสู้ด้วยราคา...เราควรจะสู้ด้วยคุณค่าค่ะ”
จากนั้นเธอก็กางแผนการตลาดเชิงลึกที่เธอและทีมงานได้เตรียมการไว้แล้วออกมา มันเป็แผนที่รอบคอบและอิงจากข้อมูลจริงในประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็การสร้างคอมมูนิตี้สำหรับลูกค้า VVIP การจัดเอ็กซ์คลูซีฟอีเวนต์ และการร่วมมือกับแบรนด์ลักชัวรี่อื่น ๆ เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่ง
ผู้บริหารฝ่ายขายพยักหน้าเห็นด้วยทันที “จริงอย่างที่คุณอลินว่าครับ ลูกค้าเก่าแก่ของเราหลายท่านไม่ได้สนใจเื่ส่วนลดเลย แต่เขา้าบริการที่พิเศษและความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของแบรนด์เรา”
“ฝ่ายการเงินก็เห็นด้วยครับ การลดราคาแบบที่คุณเธียรเสนออาจจะทำให้กระแสเงินสดเรามีปัญหาได้ในระยะยาว”
เธียรถูกเหตุผลและข้อมูลจากทุกทิศทางต้อนจนมุม เขาเริ่มรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความโกรธที่ต้องเก็บไว้
“พอแล้ว!” เขาตบโต๊ะเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง “เอาเป็ว่า...ผมจะขอกลับไปทบทวนแผนของ ทั้งสองฝ่าย อีกทีก็แล้วกัน...วันนี้เลิกประชุมได้!”
เขากล่าวตัดบทด้วยอำนาจแล้วลุกเดินออกจากห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่อึดอัดและสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจซึ่งส่งตรงมาที่อลินเป็ครั้งสุดท้าย
อลินรู้ดีว่า...เธอเพิ่งจะประกาศากับเขาอย่างเป็ทางการไปเสียแล้ว
ในรถที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านวันนั้น บรรยากาศเงียบงันและเย็นเยียบยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา อลินเลือกที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
“เก่งนี่” ในที่สุดเธียรก็เป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการประชดประชัน “หักหน้าผมกลางที่ประชุม...คงจะสะใจมากสินะ”
“ดิฉันแค่ทำตามหน้าที่ค่ะ” อลินตอบโดยไม่หันมามอง
“หน้าที่? หรือว่าอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่คุมเกมอยู่”
อลินถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ถ้าคุณคิดแบบนั้น...ดิฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดค่ะ”
ความนิ่งเฉยของเธอยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ เธียรตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ เขา้าจะทำลายกำแพงที่มองไม่เห็นนั่นให้ได้
“นึกถึงตอนอยู่ลอนดอนแล้วก็อดคิดถึงมินไม่ได้” เขาพูดขึ้นมาลอย ๆ “ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็ยังไงบ้าง...”
อลินยังคงนิ่งเงียบ
“ผู้หญิงอย่างมินน่ะ...ถึงจะดูร้ายกาจไปบ้าง แต่ก็เป็คนจริงใจนะ รักก็บอกว่ารัก ไม่เหมือนผู้หญิงบางคนที่เอาแต่ซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ใต้หน้ากาก”
คำพูดนั้นเสียดแทงใจเธออย่างจัง แต่อลินก็ยังคงอดทนไว้
“เื่มันนานมาแล้วนะคะ” เธอตอบเสียงเรียบ
“นานเหรอ? ผมยังจำได้ดีเลยนะ...วันแต่งงานของเรา...คุณดูเหมือนจะเกลียดผมมากเลยนี่วันนั้น” เขาหัวเราะเยาะ “แล้วดูตอนนี้สิ ทำเป็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย”
ความอดทนของอลินเริ่มจะหมดลง เธอหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
“แล้วคุณ้าให้ดิฉันรู้สึกยังไงคะ! ้าให้ดิฉันทำตัวเหมือนเมื่อสามปีก่อนอย่างนั้นเหรอ!”
“ก็แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ!” เธียรขึ้นเสียงเมื่อเห็นว่าเขาสามารถยั่วอารมณ์เธอได้สำเร็จ “หรือว่า...”
เขาลดเสียงลง หรี่ตามองเธออย่างจับผิด
“...หรือว่าสามปีที่ผ่านมา เธอมีคนอื่นไปแล้วล่ะสิ ถึงได้ดูไม่รู้สึกอะไรเลย”
คำถามนั้น...เป็เหมือนลูกธนูที่ยิงทะลุกำแพงที่เธอสร้างไว้ได้อย่างแม่นยำ
อลินชะงักไปทั้งตัว...ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ เธอรีบหันหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งเพื่อซ่อนแววตาที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
เธียรแสยะยิ้มออกมา...ในที่สุดเขาก็เจอจุดอ่อนของเธอแล้ว
“เงียบไปแบบนี้...แสดงว่าจริงสินะ”
“...นั่นมันเื่ส่วนตัวของฉันค่ะ” อลินเค้นเสียงตอบกลับไปในที่สุด แต่น้ำเสียงนั้นมันสั่นเครือจนปิดไม่มิด
ชัยชนะเล็ก ๆ ในครั้งนี้ทำให้เธียรรู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด เขารู้แล้วว่าจะต้องใช้วิธีไหนเพื่อทำลายความสงบนิ่งของผู้หญิงคนนี้
ค่ำคืนนั้นที่คฤหาสน์วรชัยดำรงมีงานเลี้ยงอาหารค่ำในครอบครัว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง คุณวรเทพและคุณหญิงวรนาถต่างก็มีท่าทีที่ผ่อนคลายและชื่นมื่น
“อลินลูก...แกงมัสมั่นจานนี้ฝีมือแม่ครัวคนใหม่นะ ลองชิมดูสิ พอจะสู้ร้านประจำที่หนูเคยพาแม่ไปทานได้ไหม” คุณหญิงวรนาถตักแกงใส่ในจานให้ลูกสะใภ้อย่างเอาใจ
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” อลินยิ้มรับ “แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วค่ะว่าต้องอร่อยกว่าแน่นอน”
“ปากหวานจริงนะเรา”
“เื่โปรเจกต์ที่สู้กับ Apex น่ะ” คุณวรเทพพูดขึ้นบ้าง “ฉันได้ยินจากสมศักดิ์แล้วว่าถ้าไม่ได้อลินคอยคุมเกมไว้ ป่านนี้บริษัทคงแย่ไปแล้ว...ขอบใจมากนะสำหรับทุกอย่าง”
เธียรที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็อากาศธาตุ พ่อกับแม่ของเขา...ต่างพากันชื่นชมภรรยาที่เขาไม่เคยเห็นค่าราวกับว่าเธอเป็คนสำคัญที่สุดในบ้าน ซึ่งมันทำร้ายความภาคภูมิใจในตัวเองของเขาอย่างรุนแรง
เขายกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ความขมปร่าของมันยังไม่เท่ากับความขมขื่นที่เขารู้สึกอยู่ในใจ
หลังจากกลับมาถึงเรือนหอที่ทั้งสองยังคงต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน อลินกำลังจะเดินขึ้นห้องนอนของเธอ แต่เธียรก็เดินมาขวางทางไว้
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
เธียรไม่ได้ตอบในทันที เขายืนมองหน้าเธอด้วยสายตาที่ซับซ้อนและอ่านไม่ออก ความโกรธและความหงุดหงิดก่อนหน้านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอื่นที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
“เธอทำได้ยังไง” ในที่สุดเขาก็ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำและจริงจัง “...ทำให้ทุกคนรักเธอได้ขนาดนี้”
มันไม่ใช่คำถามเพื่อหาเื่...แต่เป็คำถามที่ออกมาจากความสับสนและความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง
อลินมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา...เธอเห็นความสับสน ความน้อยใจ และความไม่เข้าใจอยู่ในนั้นเป็ครั้งแรก
เธอจึงตอบเขากลับไปด้วยความจริง...ความจริงที่เธอเรียนรู้มาตลอดสามปีที่แสนว่างเปล่า
“ฉันก็แค่ทำหน้าที่ของฉัน...”
เธอกล่าวด้วยเสียงที่เรียบสนิทแต่กลับกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของเขา...
“...ฉันไม่เคยเรียกร้องให้ใครมารัก”
พูดจบเธอก็เดินผ่านร่างสูงของเขาขึ้นบันไดไป ทิ้งให้เธียรยืนนิ่งอยู่ลำพังกับคำตอบที่แทงใจเขาราวกับมีดนับพันเล่ม
วันที่เขาตระหนักว่าเธอชนะใจทุกคนในบ้านได้หมดยกเว้นเขา...คือวันที่เขาเพิ่งเข้าใจ...ว่าตัวเองต่างหากที่เป็ฝ่ายพ่ายแพ้มาั้แ่ต้น
[1] Nielsen (นีลเส็น) ก็คือบริษัทตัวท็อปที่เชี่ยวชาญเื่การเก็บข้อมูลว่าคนส่วนใหญ่เขากำลังฮิตอะไร ชอบซื้ออะไร หรือดูอะไรกันอยู่ เพื่อให้แบรนด์ต่าง ๆ เอาไปวิเคราะห์แล้ววางแผนการตลาดให้ปัง ๆ
[2] Brand Heritage (แบรนด์ เฮ-ริ-เทจ) มันคือ ‘ตำนานความขลัง’ ของแบรนด์ที่สั่งสมมานาน เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวเ้าเก่าแก่ในตำนานที่ถึงจะแพงกว่า แต่เราก็ยอมจ่ายเพราะเชื่อใจในชื่อเสียงที่สืบทอดกันมานั่นเอง! และในนิยายเื่นี้อลินเลยใช้คำนี้มาเบรกแผนลดราคาของเธียร ว่าการทำแบบนั้นมันเหมือนยอมทิ้งความขลังที่ตระกูลวรชัยดำรงสร้างมาตั้ง 30 ปี เพื่อไปสู้กับคู่แข่งที่ไม่มีตำนานอะไรเลย ซึ่งเสี่ยงมากที่จะทำให้แบรนด์ดูไม่แพงเหมือนเดิมอีกต่อไป